ใครเป็นนักเดินทางสายกิน ยกมือขึ้น! ถ้าเป็นสายกินตัวจริง ต้องเคยไปเที่ยวเมืองตรัง ดินแดนแห่งอาหารอร่อยมีให้กินตั้งแต่มื้อเช้ายันมื้อดึกก่อนเข้านอนเลยทีเดียว

I TOUR ALONE กับฮัมมิ่งเบิร์ด คราวนี้จะมารีวิวทริปเที่ยวตรัง ไปเองแบ็กแพ็กเกอร์แบบเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์ เพราะมีเงินแค่ 1,800 บาท ก็เที่ยวตรัง 2 วัน 1 คืน ได้สบายหายห่วง แต่...ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินนะตัวเธอ

ส่วนรูทที่เราอยากแนะนำ เป็นรูทที่ไม่ต้องผจญภัยโลดโผนมากนัก เน้นเที่ยวและกินเป็นหลัก นี่สิ! ถูกใจสายกินอย่างเราจริงๆ ถ้าพร้อมแล้ว เริ่มค่ะ!

-1-

เนื่องจากทริปนี้เรามีงบประมาณจำกัด ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือ ต้องหาที่พักราคาถูก สะอาด และปลอดภัย ซึ่งในจังหวัดตรังมีที่พักราคาประหยัดให้เลือกมากมาย ที่เราแวะไปพักคราวนี้เป็นโรงแรมสไตล์กึ่งอพาร์ตเมนต์ ‘เดอะรูม โฮเทล’ ราคาแค่ 590 บาทต่อคืน รวมมื้อเช้าแบบเบาๆ ให้ด้วย ห้องพักก็สะอาด แถมอยู่ใกล้สนามบินตรังแต่ 10 นาทีเอง สะดวกสบายไปอีก

...

จากนั้นก็วางแผนการเดินทางเที่ยวตรังแบบคร่าวๆ ในเวลา 2 วัน พอเก็บสัมภาระในโรงแรมเรียบร้อยแล้ว เราเริ่มจากไปหาของอร่อยรองท้องมื้อสายๆ ก่อนเลย เท่าที่ทราบมา ร้านดังของที่นี่คือร้านพงษ์โอชา โด่งดังเรื่องหมูย่างเมืองตรัง แต่ว่าเราเคยกินร้านนั้นแล้ว คราวนี้เลยมองหาร้านอื่นๆ ดูบ้าง

และแล้วเราก็มาเจอกับร้าน ‘เลตรัง2’ ที่นี่เขาก็มีมื้อเช้าสไตล์ท้องถิ่นให้ชิมเหมือนกัน มีทั้งหมูย่าง ติ่มซำ กาแฟโบราณอย่างโกปี้ โกปี้อ้อ โกปี้ช้ำ และเครื่องดื่มอื่นๆ ให้เลือกอีกเพียบ แต่เมนูเด็ดที่คุณห้ามพลาด คือ ‘ฮ่อยจ๊อปู’ คือแบบว่าคุณคะ...มันมาเป็นก้อนใหญ่ไซส์ยักษ์ เต็มปากเต็มคำมาก ไส้เนื้อปูแน่นๆ ไม่ผสมแป้งเลย อร่อยจริงจัง หืม...ฟิน!

-2- 

จากนั้นเราเดินทางด้วยรถตุ๊กๆ หน้ากบ ต้นฉบับรถสามล้อดั้งเดิมของเมืองตรัง ไปยังสถานีรถไฟเมืองตรัง ที่นี่เป็นสถานีรถไฟเก่าแก่ แต่ยังคงเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวอยู่ เราขึ้นรถไฟเพื่อจะไปเที่ยวต่อที่ อ.กันตัง กันนะจ๊ะ ก่อนอื่นก็เดินไปซื้อตั๋วรถไฟ ราคาถูกมาก ก.ไก่ ล้านตัว เพราะตั๋วราคา แค่ 5 บาท! (ขากลับก็ราคาเดิม)

...

เรานั่งรถไฟจากสถานีตรัง ไปอำเภอกันตัง ใช้เวลา 30 นาที พอมาถึงสถานีกันตัง โอ้โห... บรรยากาศเปลี่ยนไปคนละแบบเลย ตัวอาคารของสถานีนี้ยังคงเป็นสถาปัตยกรรมสมัย ร.6 สีสันแปลกตา และเป็นสถานีรถไฟสุดทางของทางรถไฟสายใต้ ฝั่งทะเลอันดามัน ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานโดยกรมศิลปากรด้วยนะ มีมุมให้ถ่ายรูปสวยๆ เยอะเลย

...

จากนั้นเรานั่งรถสามล้อไปเที่ยวที่ ‘พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี’ ท่านเป็นอดีตผู้ว่าราชการเมืองตรัง เมื่อ 100 กว่าปีก่อน เป็นบุคคลที่นำพาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ชาวตรัง และยังเป็นผู้ริเริ่มนำต้นยางต้นแรกเข้ามาปลูกในเมืองไทยด้วย ที่นี่เปิดให้เข้าชมฟรีๆ

ก้าวแรกที่เข้าไปในบ้านเก่าอายุร้อยกว่าปี บอกเลยว่าบรรยากาศขลังมาก มีให้ชม 2 ชั้น ชั้นล่างจะเป็นหุ่นขี้ผึ้งของท่านพระยาฯ มีห้องที่จัดแสดงบุคคลสำคัญต่างๆ ในอดีต ส่วนอีกห้องเปิดประตูไปสู่หลังบ้าน เป็นโซนห้องน้ำและห้องครัวสมัยก่อน ส่วนชั้นบนมีห้องรับแขก และห้องนอน ของใช้ทุกอย่างเป็นของเก่าที่ถูกเก็บรักษาสืบทอดมา

...

สำหรับทริปวันแรกก็ขอพักไว้เท่านี้ก่อน ขากลับเรานั่งรถไฟ 5 บาท กลับมาที่ตรัง จากนั้นแวะทานขนมและเครื่องดื่มที่ร้าน 'Jida’s Cafe' ร้านเก๋ๆ ตั้งอยู่ติดสถานีรถไฟ จุดเด่นคือร้านออกแบบสวย สีขาว น่านั่ง ส่วนภายในมีขายขนมอร่อยหลายเมนู จัดไปจนพุงกาง หลังจากนั้นเราเหมารถสามล้อกลับที่พัก อาบน้ำแล้วนอนเหยียดยาวสบายใจ...

-3-

มาต่อกันกับทริปของวันที่สอง เรานั่งรถตุ๊กๆ หน้ากบเที่ยวเหมือนเคย วันนี้เราไปเที่ยวที่ ‘ศาลเจ้ากิวอ๋องเอี่ย’ ศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองตรัง เนื่องจากคนตรังเป็นคนไทยเชื้อสายจีนซะส่วนใหญ่ จึงมีศาลเจ้ากระจายตัวอยู่หลายแห่ง ซึ่งที่นี่เป็นศาลเจ้าขนาดใหญ่ เวลามีเทศกาลกินเจ ในแต่ละปี เขาจะจัดงานอย่างยิ่งใหญ่อลังการเลยทีเดียว

เราถือโอกาสเข้าไปไหว้สักการะองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ รวมถึงพระโพธิสัตว์กวนอิม ขอพรเรื่องสุขภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน

จากนั้นก็นั่งรถไปยังโบสถ์คริสต์เก่าแก่ของเมืองตรัง หรือที่เรียกว่า ‘คริสตจักรตรัง’ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่บ่งบอกถึงความหลากหลายของเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมของผู้คนที่นี่ ที่นี่มีโบสถ์เก่าที่สวยงาม แต่เสียดายเขาไม่เปิดให้เข้าชมด้านใน เลยได้แต่เก็บภาพความสวยงามภายนอก

นอกจากนี้ก็ยังมี ‘สตรีทอาร์ต’ ตามมุมต่างๆ กระจายอยู่ทั่วตัวเมืองตรัง อันนี้ถามพี่คนขับตุ๊กๆ ได้ เดี๋ยวพี่เขาพาไปแชะภาพสวยๆ ได้ทุกจุดเลย

จากนั้นแวะพักเหนื่อย หาเครื่องดื่มเย็นๆ ดื่มให้คลายร้อนซะหน่อย เราไปที่ร้าน ‘ณ ตรัง’ หรือกรีนเฮ้าส์โฮสเทล ที่นี่เขาเปิดเป็นทั้งที่พักและมีร้านคาเฟ่ขายขนม อาหาร และเครื่องดื่มอยู่ด้วย วันนี้เราสั่งมาเป็นชามะนาว ราคาไม่แพงมาก เริ่มต้นที่ 45 บาท ส่วนเค้กต่างๆ ก็ราคา 75-80 บาท

จากนั้นก็หามื้อเย็นทานเบาๆ ก่อนกลับเข้าที่พัก เราเจอร้านข้าวต้มปลากะพงอร่อยเด็ด (ร้านนี้เดินมาเจอโดยบังเอิญ แต่อร่อยจริงๆ) ชื่อร้าน ลิ้มข้าวต้มปลา ซึ่งมีโจ๊กปลาและโจ๊กหมูขายด้วย ตั้งอยู่ที่สามแยกหมี ถามทางจากคนตรังดูก็ได้ เขารู้จักกันดี ราคาแค่ 40 บาท แต่ความอร่อยเกินร้อย

สรุปค่าใช้จ่ายในทริปนี้
- ค่าที่พัก 590 บาท
- ค่าอาหารรวมทุกมื้อ 700-800 บาท
- ค่ารถตุ๊กๆ ตลอดทริป 350-400 บาท
- ค่าตั๋วรถไฟ 10 บาท
รวมแล้วก็ประมาณ 1,800 บาทเป๊ะ! ทริปนี้สำหรับเราคือทั้งอิ่มทั้งเที่ยวสนุก ไม่แพง เรียกว่าสุดคุ้มไปเลยจ้า!

ที่มาภาพบางส่วน : Jokesamyakhmee