ข่าว
100 year

ซันเดย์สเปเชียล : สุดยอดอนุสาวรีย์ตำนานโลก เครื่องเตือนความทรงจำ สู่สัญลักษณ์ความยิ่งใหญ่

ไทยรัฐฉบับพิมพ์29 มี.ค. 2563 05:06 น.
SHARE

“อนุสาวรีย์” ในวัฒนธรรมตะวันตก หมายถึงสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์แสดงความระลึกถึงบุคคล, สัตว์ ตลอดจนเหตุการณ์สำคัญๆ อาจสร้างเป็นรูปเหมือน หรือรูปสัญลักษณ์ ที่สื่อถึงวีรกรรม และเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ โดยมากมักเป็นสิ่งก่อสร้างที่มองเห็นได้ง่าย และตั้งอยู่ในพื้นที่สาธารณะ

การก่อสร้างอนุสาวรีย์ในโลกตะวันตก มีประวัติความเป็นมาหลายพันปี ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีการนำหินขนาดใหญ่มาตั้งซ้อน หรือจัดวางเรียงกัน ซึ่งสมัยต่อมาเรียกว่า “Megalith” หมายถึง “หินตั้ง” หรือ “หินใหญ่” มีรากศัพท์จากภาษากรีกโบราณว่า “megas” แปลว่าใหญ่ และ “lithos” แปลว่าหิน เมื่อรวมกันแล้วจึงหมายถึงหินขนาดใหญ่ที่อาจเป็นหินก้อนเดียว หรือกลุ่มหินที่ถูกนำมาตั้งและจัดวางโดยไม่ใช้วัสดุใดเชื่อมต่อ ถือเป็นอนุสาวรีย์ในยุคแรกเริ่ม ซึ่งพบได้ในทุกภูมิภาคของโลก

อนุสาวรีย์ในยุคแรกเริ่มของโลก แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ “Menhir” เป็นคำยืมจาก “เบรอตง” ภาษาท้องถิ่นภาคตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส มาจากคำว่า “maen” แปลว่าหิน ผสมกับคำว่า “hir” แปลว่ายาว รวมกันหมายถึงหินรูปทรงยาวที่ถูกจัดวางตั้งตรง หรือตั้งฉากกับพื้นดิน มีทั้งที่ตั้งวางเดี่ยว และตั้งวางเป็นกลุ่ม และอาจมีการขัดเกลาให้ผิวหินเรียบ หรือกะเทาะเนื้อหินออกให้ได้รูปร่างตามต้องการ บางแห่งยังสลักเป็นรูปต่างๆ โดยจะสร้างเป็นอนุสรณ์สถานแก่วีรบุรุษ เพื่อเตือนความทรงจำถึงเหตุการณ์สำคัญบางอย่าง และมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับการพัฒนาเป็นเสาโอเบลิสก์ในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณในสมัยต่อมา

นอกจากหินตั้งแล้ว ในยุคแรกเริ่มยังมีการสร้างอนุสาวรีย์ในรูปแบบของ “โต๊ะหิน” สร้างเป็นกลุ่มหินจัดวางแบบมีหลังคาคลุมคล้ายโต๊ะ หรืออาคารที่มีผนังล้อมรอบ มักสร้างด้วยการตั้งหินสองแท่ง หรือมากกว่า โดยรองรับแผ่นหินแบบที่ตั้งตามแนวราบเหมือนโต๊ะ หรือที่เรียกว่า “หินมุงหลังคา” ซึ่งมีความหมายครอบคลุมถึงสุสานที่ก่อขึ้นจากหิน “โต๊ะหิน” ถือได้ว่าเป็นรากฐานของระบบเสาและคาน อันเป็นเทคนิคก่อสร้างสำคัญในยุคปัจจุบัน มีการสันนิษฐานว่า อนุสาวรีย์โต๊ะหินถูกสร้างขึ้นเพื่อประกอบพิธีกรรมโบราณที่สาบสูญไป และมักมีขนาดใหญ่จนไม่น่าเชื่อว่าจะสร้างด้วยน้ำมือมนุษย์ ในยุคที่ยังปราศจากเครื่องทุ่นแรงใดๆ ตัวอย่างเด่นชัดสุดคือ “สโตนเฮนจ์” ถือเป็น “ครอมเลค” สุสานที่ก่อขึ้นจากหินในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่กลางที่ราบซอลส์บรี ทางตอนใต้ของอังกฤษ ประกอบด้วยแท่งหินขนาดยักษ์ 112 ก้อน ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง

เมื่อมนุษย์กลายเป็นสัตว์สังคมเต็มตัวที่ชอบรวมกลุ่มกัน และมีความซับซ้อนยิ่งขึ้นจึงเริ่มมีการสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ เพื่อเป็นเสมือนอนุสรณ์สถาน บ่งบอกความสำคัญของสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนา

สมัยอียิปต์โบราณ มีการก่อสร้าง “เสาโอเบลิสก์” ซึ่งมีรากศัพท์จากภาษากรีกโบราณ “Obeliskos” หมายถึงเหล็กแหลม, เข็ม หรือเสาปลายแหลม มีลักษณะเป็นเสาสูง สร้างจากหินแกรนิตขนาดใหญ่ทรงสี่เหลี่ยม ที่มีฐานกว้าง และค่อยเรียวแหลมขึ้นสู่ยอดด้านบน ลักษณะเหมือนพีระมิด และมักนิยมหุ้ม หรือเคลือบด้วยโลหะ เช่น ทองคำ, เหล็ก และทองแดง ทั้งสี่ด้านของเสายังแกะสลักร่องลึกเป็นรูปอักษรไฮโรกลิฟ ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับฟาโรห์ผู้สร้าง และการบูชาเทพเจ้า สันนิษฐานว่า “เสาโอเบลิสก์” เป็นสัญลักษณ์แห่งเทพรา หรืออาเมนรา เทพแห่งดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นเทพเจ้าสูงสุดในตำนานอียิปต์โบราณ โดยชาวอียิปต์ได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า “เสาสุริยะ” เกิดจากการรีเฟลคแสงของผลึกน้ำแข็งในอากาศ จนสะท้อนลำแสงจากแหล่งกำเนิดแสงเข้าสู่ดวงตาของมนุษย์ ทำให้เห็นเป็นเสาแสงพุ่งตรงขึ้นไปบนท้องฟ้า โดย “เสาโอเบลิสก์” ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดเท่าที่ปรากฏในปัจจุบันคือ “เสาโอเบลิสก์ของฟาโรห์ซีนุสเร็ตที่หนึ่ง” ในสมัยราชวงศ์ที่ 12 เป็นเสาหินแกรนิตแดง สูง 68 ฟุต หนัก 120 ตัน ปัจจุบันอยู่ในอียิปต์

อย่างไรก็ดี เมื่ออาณาจักรอียิปต์โบราณเสื่อมอำนาจ และถูกครอบครองโดยจักรวรรดิโรมันได้มีการขนย้ายเสาโอเบลิสก์ไปยังดินแดนในอาณัติของโรมันเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันจึงปรากฏเสาโอเบลิสก์ในหลายๆประเทศยุโรป โดยในอียิปต์เหลือเสาลักษณะนี้อยู่เพียง 9 ต้น จาก 29 ต้น ทั่วโลก

เมื่อถึงยุคกรีกโบราณ มีการสร้างอนุสรณ์ระลึกถึงเทพเจ้าเช่นกัน โดดเด่นสุดคือ “วิหารพาร์-เธนอน” บนเนินอะโครโพลิสในกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ถือเป็นเทวสถานบูชาเทพีอะธีนา นอกจากนี้ยังมี “อนุสรณ์ชัยชนะที่ซาโมเทรซ” เป็นประติมากรรมแกะสลักจากหินอ่อนรูปเทพไนกี เทพแห่งชัยชนะในเทพปกรณัมของกรีก สร้างเพื่อระลึกถึงชัยชนะของชาวกรีกในการรบที่ซาโมเทรซ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

แตกต่างทั้งความเชื่อและวิถีชีวิต ในยุคโรมันเรืองอำนาจ อนุสรณ์สถานที่ระลึกในโอกาสต่างๆ ปรากฏในรูปแบบพระบรมรูปของกษัตริย์, จักรพรรดิ, ประตูชัย และเสาหิน เช่น “เสาหินทราจัน” สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติจักรพรรดิทราจันแห่งอาณาจักรโรมัน ที่ได้ชัย ชนะในสงครามดาเชียน ปัจจุบันตั้งตระหง่านอยู่ที่จัตุรัสทราจัน ใกล้โบสถ์ซานตา มาเรีย ดิ โลเรโต กรุงโรม ประเทศอิตาลี มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เพราะออกแบบให้เป็นเสากลวงทรงกลม ความสูง 30 เมตร หนัก 1,100 ตัน สร้างจากหินอ่อนขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 3.7 เมตร จำนวน 20 ก้อน ต่อประกอบเข้าด้วยกัน เป็นต้นแบบของประติมากรรมรูปแกะสลักนูนต่ำที่ขดเป็นเกลียว ถ่ายทอดเรื่องราวสงครามระหว่างกองทัพโรมัน ภายใต้การนำของจักรพรรดิทราจันผู้ยิ่งใหญ่

เมื่อถึงยุคกลาง มีการสร้างอนุสาวรีย์หลายรูปแบบ โดยเฉพาะตามเส้นทางจาริกแสวงบุญ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดยเส้นทางสำคัญที่สุดคือ เส้นทางเซนต์เจมส์ เป็นเส้นทางที่คริสต์ศาสนิกชนผู้แสวงบุญจากประเทศต่างๆในยุโรปใช้ในการเดินทางไปยังมหาวิหารซานเตียโก เด กอมโปสเตลา ที่เมืองซานเตียโก เด กอมโปสเตลา เมืองหลวงของแคว้นกาลิเซีย ประเทศสเปน ซึ่งเชื่อกันว่า เป็นสถานที่บรรจุชิ้นส่วนร่างกายของ “นักบุญยากอบ เบน เซเบดี” หรือพระอัครสาวกนักบุญเจมส์ผู้ยิ่งใหญ่ อัครทูตของพระเยซู ปรากฏอนุสรณ์สถานให้เห็นทั้งในรูปแบบเสาหินอ่อน, สุสานหิน, ไม้กางเขน และโบสถ์

ข้ามไปสำรวจยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ เมื่อมีการขุดค้นพบซากเมืองโบราณสมัยกรีกและโรมัน ทำให้มีการนำรูปแบบทางศิลปะมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบอนุสาวรีย์ ดังปรากฏให้เห็นจาก “อนุสาวรีย์ของผู้ปกครองแห่งมิลาน” ฝีมือออกแบบโดย “เลโอนาร์โด ดาวินชี” ศิลปินชื่อก้องของอิตาลี มีลักษณะเป็นเสาประดับลวดลายอย่างวิจิตร บนยอดเสาตั้งรูปเหมือนของผู้ปกครองแห่งมิลานขี่ม้ากระโจนเหนือศัตรูที่หมอบสยบอยู่เบื้องล่าง

ถึงยุคบาโรกอันเรืองรอง อนุสาวรีย์ก็มาพร้อมกับความโอ่อ่าหรูหราสมฐานะ ในทวีปยุโรปสร้างไว้ยิ่งใหญ่ในลักษณะเดียวกับพระราชวัง, มหาวิหาร และโบสถ์ โดยเฉพาะในประเทศออสเตรีย, สโลวะเกีย และสาธารณรัฐเช็ก ได้มีการสร้างอนุสรณ์สถานขึ้นมากมาย เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์กาฬโรคระบาดครั้งใหญ่ในทวีปยุโรป เป็นเหตุให้มีผู้คนล้มตายจำนวนมาก นอกจากนี้ ในยุคบาโรกยังนิยมสร้าง “เสาพระแม่มารีและตรีเอกานุภาพ” ตามจัตุรัสกลางเมือง เพื่อระลึกถึงการรอดพ้นจากภัยกาฬโรค

กระทั่งถึงช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะในยุควิคตอเรีย ยกให้เป็นยุคทองของการสร้างอนุสาวรีย์ก็ว่าได้ โดยจะเน้นความโด่งดังและความสำเร็จของบุคคล ตลอดจนเชิดชูความรุ่งเรืองของประเทศ รวมไปถึงสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญๆทางประวัติศาสตร์ ซึ่งแน่นอนว่า มีการสร้างอนุสาวรีย์ทั่วยุโรป เพื่ออุทิศให้เหล่าทหารกล้าที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง

ในยุคสมัยใหม่ การสร้างอนุสาวรีย์ถูกใช้เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ของเมือง เช่น “อนุสาวรีย์วอชิงตัน” ผู้ออกแบบวางผังเมืองกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตั้งใจวางอนุสาวรีย์วอชิงตันเป็นศูนย์กลาง เพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน โดยสร้างในลักษณะเสาโอเบลิสก์ ทำด้วยหินอ่อน, หินแกรนิต และหินทราย สูง 169 เมตร จากนั้นจึงกำหนดพื้นที่สำหรับสิ่งปลูกสร้างอื่นๆให้กระจายรอบอนุสาวรีย์

และถ้าพูดถึงยุคปัจจุบัน คงไม่มีอนุสาวรีย์ใดจะเป็นที่จดจำเท่า “อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ” บนเกาะลิเบอร์ตี้ มหานครนิวยอร์ก เป็นประติมากรรมสัมฤทธิ์รูปเทพีห่มเสื้อคลุม, มือขวาชูคบเพลิง, มือซ้ายถือแผ่นจารึกคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา, เท้าข้างหนึ่งมีโซ่ที่ขาดแสดงถึงความหลุดพ้นจากการเป็นทาส และสวมมงกุฎ 7 แฉก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของทะเลทั้งเจ็ด หรือทวีปทั้งเจ็ด โดยประชาชนชาวฝรั่งเศสได้มอบเป็นของขวัญแก่มหามิตรชาวมะกัน เนื่องในวันปลดแอกจากจักรวรรดิอังกฤษ.

“อาคีรา”

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลซันเดย์สเปเชียลอาคีราอนุสาวรีย์สโตนเฮนจ์เทพีสันติภาพ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้