ข่าว
100 year

ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล : ค้นพบมัมมี่ราชสีห์ในอียิปต์โบราณ

ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน15 ธ.ค. 2562 05:29 น.
SHARE
มัมมี่ลูกสิงโตจากนครซัคคารา ที่ค้นพบในปี ค.ศ.2019.

ถ้าให้แฟนานุแฟนคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนเลือก “สัตว์” ที่เป็นตัวแทนของประเทศอียิปต์ขึ้นมาหนึ่งชนิด เชื่อว่าส่วนใหญ่คงจะเทคะแนนให้กับ “อูฐ” เป็นแน่แท้ แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปในยุครุ่งเรืองของฟาโรห์เมื่อราว 3,000 ปีก่อนแล้วล่ะก็ อูฐไม่ใช่สัตว์พื้นถิ่นของชาวไอยคุปต์หรอกนะครับ แถมฟาโรห์ดังๆหลายพระองค์ยังไม่เคยรู้จักอูฐเสียด้วยซ้ำไป

สัตว์ที่ชาวไอยคุปต์คุ้นชินกันดีส่วนหนึ่งเป็นสัตว์ป่าที่บ้างก็ถูกเลี้ยงเอาไว้เป็นเพื่อนในฐานะของสัตว์เลี้ยง หรือบ้างก็ถูกเลี้ยงดูเป็นอย่างดีในฐานะตัวแทนของเทพเจ้าองค์ต่างๆ และเมื่อพวกมันสิ้นลมหายใจลงไป ชาวอียิปต์โบราณก็จะนำเอาร่างของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้มาเข้าสู่กระบวนการดองศพหรือที่เรียกกันว่าการทำ “มัมมี่” นั่นจึงทำให้ในปัจจุบันนักอียิปต์วิทยาค้นพบสุสานที่เก็บรักษามัมมี่ของสัตว์หลากชนิดทั้งสุนัข แมว วัว หรือแม้แต่กระทั่งจระเข้!!

แต่หนึ่งในสัตว์ที่มีบทบาทโดดเด่นในวัฒนธรรมของชาวไอยคุปต์ อีกทั้งยังปรากฏให้เห็นในศิลปะของชาวอียิปต์โบราณมาเนิ่นนาน ทว่านักอียิปต์วิทยากลับไม่ค่อยค้นพบซาก “มัมมี่” ของมันมากนักก็คือ “สิงโต” ครับ ทำให้นักอียิปต์วิทยาตั้งคำถามว่า แท้ที่จริงแล้วชาวไอยคุปต์เคยทำมัมมี่สิงโตด้วยหรือไม่ แล้วถ้าเคย มัมมี่สิงโตเหล่านั้นน่าจะถูกฝังเอาไว้ที่ไหนกันแน่?

มหาสฟิงซ์แห่งกิซ่า.

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่านักอียิปต์วิทยาไม่เคยค้นพบ “ซาก” สิงโตในอียิปต์โบราณหรอกนะครับ เพราะในปี ค.ศ.2001 ทีมขุดค้นนำโดยนักอียิปต์วิทยานามว่า “อเลน ซีวี” (Alain Zivie) เคยค้นพบ “โครงกระดูก” ของสิงโตขนาดใหญ่จากนครสุสานซัคคารา (Saqqara) ทางตอนใต้ของกรุงไคโรมาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง สุสานแห่งนี้มีอายุราว 1,323 ปีก่อนคริสตกาล แต่คำถามก็คือสิงโตร่างนี้ถูกฝังในสมัยเดียวกับที่สุสานถูกสร้างขึ้นด้วยหรือไม่?

สิ่งที่นักอียิปต์วิทยาค้นพบจากซากของสิงโตร่างนี้แสดงให้เห็นว่ามันไม่ได้ถูกทำมัมมี่อย่างถูกต้องตามรูปแบบที่ชาวไอยคุปต์ใช้ทำมัมมี่สัตว์ เพราะร่างของสิงโตไม่ได้ถูกห่อพันด้วยผ้าลินินอย่างที่ควรจะเป็น แต่อย่างน้อยสภาพของโครงกระดูกและฟันของสิงโตตัวนี้ก็พอจะทำให้ซีวีตั้งสมมติฐานว่ามันน่าจะมีอายุประมาณ 9 ปีก่อนที่จะเสียชีวิต และมีความเป็นไปได้ว่ามันจะถูกเลี้ยงหรือไม่ก็อาจจะถูกขังเอาไว้ในกรงเสียมากกว่า และเมื่อดูจากสภาพของการฝังศพแล้วพอจะระบุอายุได้ว่าโครงกระดูกของสิงโตร่างนี้ไม่ได้ร่วมสมัยกับยุคที่สุสานถูกสร้างขึ้นหรอกครับ แต่น่าจะเพิ่งถูกนำมาฝังเอาไว้ในภายหลังราวสมัยราชวงศ์ปโตเลมี (Ptolemy) ซึ่งก็คือหลังจากที่สุสานสร้างเสร็จแล้วร่วมหนึ่งพันปีเลยทีเดียว

หลังจากนั้นเป็นต้นมานักอียิปต์วิทยาก็ไม่เคยค้นพบหลักฐานของมัมมี่สิงโตหรือโครงกระดูกของสัตว์ที่น่าจะเป็นสิงโตอีกเลย จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2019 เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง กระทรวงโบราณคดีของอียิปต์ออกมาประกาศการค้นพบอันแสนน่าทึ่งว่าพวกเขาเจอ “มัมมี่” ของ “สิงโต” เข้าให้อีกครั้งหนึ่งแล้วล่ะครับ แถมการค้นพบในครั้งนี้ยังเกิดขึ้นที่เมือง “ซัคคารา” ซึ่งเป็นนครแห่งเดียวกับที่ซีวีเคยค้นพบโครงกระดูกสิงโตเมื่อปี ค.ศ.2001 ด้วยเช่นกัน นั่นหมายความว่านี่คือ “ครั้งแรก” ในประวัติศาสตร์ที่มีการค้นพบ “มัมมี่” ของเจ้าป่าอย่าง “สิงโต” ในประเทศอียิปต์เลยก็ว่าได้

ภาพสลักสิงโตในศิลปะอียิปต์โบราณ.

ว่าแต่สาเหตุแท้จริงที่นักอียิปต์วิทยาไม่ค่อยพบหลักฐานของมัมมี่สิงโตนั้นเป็นเพราะว่าสิงโตคือสัตว์หายากในสมัยนั้นหรือเปล่า? จริงๆแล้ว “ไม่ใช่” เลยครับ เพราะนักอียิปต์วิทยาพบหลักฐานว่าชาวไอยคุปต์มีความคุ้นชินกับสัตว์ป่าโดยเฉพาะสิงโตเป็นอย่างดี นอกจากนั้นพวกเขายังทำการหลอมรวมสัตว์ชนิดนี้เข้าไปไว้ในตำนานความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้า แถมยังเชื่อมโยงเข้ากับความแข็งแกร่งขององค์ฟาโรห์อีกด้วยล่ะครับ

หนึ่งในหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดก็คือ “มหาสฟิงซ์แห่งกิซ่า” (Great Sphinx of Giza) นั่นเอง มหาสฟิงซ์แห่งกิซ่าหรือแม้แต่สฟิงซ์ร่างอื่นๆคือการผสมผสานร่างกายของ “สิงโต” เข้ากับ “ศีรษะ” ขององค์ฟาโรห์ และการที่ชาวอียิปต์โบราณหลอมรวมสิงโตเข้ากับฟาโรห์ก็แสดงถึงการเปรียบเทียบว่าองค์ฟาโรห์มีพลังอำนาจ มีความแข็งแกร่งและน่าเกรงขามเยี่ยงสิงโตเจ้าป่า แสดงให้เห็นว่าชาวไอยคุปต์ต้องเข้าใจถึงลักษณะนิสัยและคุ้นชินกับสิงโตเป็นอย่างดีเลยล่ะครับ

นอกจากสฟิงซ์แล้ว ชาวอียิปต์โบราณยังนับถือเทพเจ้าที่มีสัตว์ตัวแทนเป็น “สิงโต” อีกหลายองค์ เทพเจ้าส่วนใหญ่ยังเกี่ยวข้องกับอุปนิสัยที่ดุร้ายของสิงโตเสียด้วย หนึ่งในเทพเจ้าที่เชื่อว่าสาวกไอยคุปต์น่าจะคุ้นชินกันดีที่สุดก็คือเทพี “เซคเม็ต” (Sekhmet) ที่มีเศียรเป็นสิงโต ตำนานที่เกี่ยวข้องกับเทพีเซคเม็ตมักจะแสดงออกถึงความโหดร้าย หนึ่งในนั้นเล่าว่าสุริยเทพรา (Ra) ได้ส่งเทพีเซคเม็ตในร่างสิงโตลงมาเข่นฆ่าชาวไอยคุปต์ที่ไม่ยอมบูชาพระองค์ แต่เมื่อเทพีเซคเม็ตได้ลงมือสังหารก็ติดใจในกลิ่นคาวเลือดของมนุษย์ สุดท้ายวิธีที่จะกำราบนางให้สงบได้คือการเทเบียร์ย้อมสีแดงดุจโลหิตให้นางดื่มจนเมามาย ทำให้นางคลายความกระหายเลือดลงได้ในที่สุด

ข้อความที่บอกว่าฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 สังหารสิงโตไป 102 ตัว.

แต่เทพีเซคเม็ตในร่างสิงโตก็ไม่ได้มีบทบาททางด้านลบต่อชาวไอยคุปต์เพียงอย่างเดียวหรอกครับ อีกหนึ่งหน้าที่สำคัญของเทพีเซคเม็ตก็คือนางเป็นเทพีที่ช่วยทางด้านการเยียวยารักษา ดังที่เราจะเห็นได้จากสมัยการปกครองของฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 (Amenhotep III) แห่งราชอาณาจักรใหม่ พระองค์คลั่งไคล้ในรูปสลักสิงโตเป็นอย่างยิ่ง จนมีบัญชาให้แกะสลักรูปสิงโตอันเป็นตัวแทนของเทพีเซคเม็ตเอาไว้มากถึง 730 รูป แบ่งเป็นรูปสลักแบบยืน 365 รูป และรูปสลักแบบนั่งอีก 365 รูป เรียกว่าแกะสลักเอาไว้สำหรับบูชาปีละสองรูปต่อวันเลยก็ว่าได้ครับ นักอียิปต์วิทยาเสนอกันว่า หนึ่งในสาเหตุที่ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 บัญชาให้แกะสลักรูปเทพีเซคเม็ตจำนวนมากขนาดนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับ “โรค” หรืออาการเจ็บป่วยบางประการของพระองค์ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งอาจจะเป็นอาการ “ปวดฟัน” และบางทีพระองค์อาจจะหวังว่าการบูชาเทพีเซคเม็ตซึ่งมีพลังทางด้านเยียวยารักษาอาจจะช่วยให้พระองค์บรรเทาจากอาการเจ็บป่วยเหล่านั้นได้

แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าชาวอียิปต์โบราณจะเชิดชูสิงโตในฐานะของเทพเจ้าจนต้องประคบประหงมสัตว์ป่าชนิดนี้อย่างดีเสมอไปหรอกครับ เพราะบางครั้งสิงโตก็เปลี่ยนจากบทบาทของผู้ล่าเป็นผู้ที่ถูกฟาโรห์ออกล่าเช่นกัน ด้วยว่ากีฬายอดฮิตของฟาโรห์แห่งอียิปต์โบราณก็คือการ “ล่าสัตว์” ครับ และสัตว์ที่ฟาโรห์มักจะกลับมาคุยโวโอ้อวดว่าตนเองกำราบมาได้อยู่หมัดก็คือ “สิงโต” นี่เอง หนึ่งในฟาโรห์ที่แกะสลักข้อความโฆษณาว่าตนเองสังหารสิงโตไปได้มากมายก็หนีไม่พ้นฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 เจ้าเก่านี่ล่ะครับ ข้อความที่ว่านั้นปรากฏบนจารึกรูปด้วงสการับ (Scarab) ระบุว่าพระองค์สังหารสิงโตไปได้มากถึง 102 ตัว!!

โครงกระดูกสิงโตที่อเลน ซีวี ค้นพบ.

ถ้าข้อความนี้ไม่ใช่การโฆษณาเกินจริงของฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 แล้วล่ะก็ เราพอจะมองเห็นภาพคร่าวๆได้ว่า ในช่วงราชอาณาจักรใหม่อันเป็นยุคเฟื่องฟูสูงสุดของชาวไอยคุปต์นั้นมีสิงโตเดินเตร็ดเตร่อยู่ในดินแดนของพวกเขาเป็นจำนวนมาก และบ่อยครั้งมันก็ตกเป็นเป้าสังหารในกีฬายามว่างขององค์ฟาโรห์ด้วยเช่นกัน

การเชื่อมโยงสิงโตเข้ากับเทพเจ้าและการสังหารหมู่สิงโตในฐานะเกมกีฬาขององค์ฟาโรห์จึงเป็นหลักฐานชั้นเยี่ยมที่แสดงให้เห็นว่าในอดีตชาวไอยคุปต์มีความคุ้นเคยกับสิงโตเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีสิงโตฝูงใหญ่อาศัยอยู่ในอียิปต์โบราณอีกด้วย นั่นจึงเป็นเรื่องแปลกเอาการครับที่จนถึงปัจจุบันนักอียิปต์วิทยาค้นพบมัมมี่ของสิงโตน้อยมากเมื่อเทียบกับมัมมี่สัตว์ชนิดอื่นๆที่เคยค้นพบกันมา โดยเฉพาะมัมมี่สัตว์ที่ใช้เป็น “เครื่องบรรณาการ” ซึ่งทำขึ้นเพื่อถวายแด่เทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งโดยเฉพาะ ดังเช่นที่เมืองบูบาสติส (Bubastis) อันเป็นนครแห่งเทพีบาสเตต (Bastet) ที่มีเศียรเป็นแมวนั้น นักอียิปต์วิทยาค้นพบมัมมี่แมวมากถึง 3 แสนร่างเลยล่ะครับ!! ที่น่าสนใจก็คือมัมมี่แมวเหล่านี้ไม่ได้ตายตามธรรมชาติหรอกนะครับ เพราะนักอียิปต์วิทยาพบว่ามัมมี่แมวบางร่างมีหลักฐานว่าพวกมันถูกสังหารด้วยการหักคอก่อนนำมาทำมัมมี่อย่างชัดเจนเลยทีเดียว

มัมมี่ลูกสิงโตจากนครซัคคารา ที่ค้นพบในปี ค.ศ.2019.

คำถามก็คือ แล้วมัมมี่สิงโตที่ค้นพบในช่วงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2019 ที่นครสุสานซัคคารา ถือเป็นมัมมี่ที่ทำขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าที่มีเศียรเป็นสิงโตพระองค์ไหนเป็นพิเศษด้วยหรือไม่? นักวิชาการจากทั่วโลกกำลังตามหาคำตอบนี้กันอย่างขะมักเขม้น สิ่งที่นักอียิปต์วิทยาค้นพบจากหลักฐานล่าสุดแสดงให้เห็นว่ามัมมี่สิงโตเหล่านี้ไม่ใช่สิงโตสูงวัยดังเช่นที่ซีวีค้นพบเมื่อปี ค.ศ.2001 หรอกครับ แต่เป็นเพียงแค่ “ลูกสิงโต” ขนาดลำตัวยาวราว 90 เซนติเมตร ที่อาจจะเพิ่งมีอายุได้เพียงแค่ 8 เดือนเท่านั้นเอง สิ่งที่น่าสนใจก็คือมัมมี่ลูกสิงโตไม่ได้มีแค่ตัวเดียวนะครับ นักอียิปต์วิทยาค้นพบมัมมี่ที่ “เข้าข่าย” ว่าจะเป็นสิงโตทั้งหมด 5 ร่างด้วยกัน มัมมี่ที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนแล้วว่าเป็น “ลูกสิงโต” แน่ๆมี 2 ร่าง ส่วนอีก 3 ร่างที่เหลือยังคงต้องรอคอย การพิสูจน์ต่อไป ซึ่งถ้าไม่ใช่สิงโตก็อาจจะเป็นสัตว์ในตระกูลเสือ เช่นเสือดำ เสือชีตาห์ หรืออาจจะเป็นเสือดาวก็เป็นได้ แน่นอนครับว่าถ้ามัมมี่ที่เหลือเป็นหนึ่งในสัตว์ตระกูลเสือเหล่านี้จริงๆก็ถือได้ว่าน่าทึ่งไม่น้อยล่ะครับ เพราะนักอียิปต์วิทยาทราบดีว่านักบวชชาวไอยคุปต์มักจะสวมใส่ชุดที่ทำจากหนังเสือดาว ดังนั้น ถ้านี่คือมัมมี่เสือดาวจริงๆ ก็จะเป็นอีกหนึ่งการค้นพบครั้งสำคัญของวงการโบราณคดีอียิปต์เลยล่ะครับ

รูปสลักแมวจำนวนมากถูกค้นพบพร้อมกับมัมมี่แมว และมัมมี่สิงโตในนครสุสานซัคคาราปี ค.ศ.2019.

มัมมี่ลูกสิงโตทั้งสองร่างและมัมมี่เสือปริศนาอีกสามร่างค้นพบร่วมกับโบราณวัตถุหลากชนิด โดยเฉพาะรูปสลักทำจากไม้และโลหะสัมฤทธิ์ของเทพเจ้าองค์ต่างๆเช่นแมวที่สื่อถึงเทพีบาสเตต และรูปสลักของด้วงสการับที่สื่อถึงสุริยเทพเคปริ (Khepri) อีกทั้งยังมีมัมมี่ของแมว นก งูเห่าและจระเข้อีกด้วยครับ นักอียิปต์วิทยาเสนอว่า โบราณวัตถุทั้งหมดนี้น่าจะมีอายุย้อนกลับไปได้ในสมัยราชวงศ์ที่ 26 ช่วงยุคปลาย (Late Period) หรือเมื่อราว 2,600 ปีมาแล้ว และมีความเป็นไปได้ว่ามัมมี่ของลูกสิงโตก็อาจจะมาจากยุคสมัยเดียวกัน แต่ถึงอย่างนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านมัมมี่สัตว์อย่าง ดร.ซาลิมา อิครัม (Dr.Salima Ikram) กลับเสนอว่ามัมมี่ลูกสิงโตเหล่านี้น่าจะมาจากยุคราชวงศ์ปโตเลมีซึ่งร่วมสมัยกับโครงกระดูกสิงโตที่อเลน ซีวี ค้นพบเมื่อปี ค.ศ.2001 เสียมากกว่า

รูปสลักเทพีเซคเม็ต.

สุดท้ายแล้วมัมมี่ลูกสิงโตทั้งสองร่างที่ถูกค้นพบจากนครสุสานซัคคาราจะถูกนำมาฝังเอาไว้เพราะมันเคยเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักของใครสักคน หรือจะเป็นเพียงเครื่องบรรณาการที่สื่อถึงเทพเจ้าที่มีเศียรเป็นสิงโตกันแน่? แล้วเราจะมีโอกาสค้นพบสุสานที่อัดแน่นไปด้วยมัมมี่สิงโตดังเช่นที่เราค้นพบสุสานของบรรดามัมมี่แมวหรือไม่? น่าเสียดายที่ยังไม่มีใครให้คำตอบได้อย่างแน่ชัดในตอนนี้ แต่เชื่อได้เลยครับว่าในอนาคตอันใกล้ มัมมี่ลูกสิงโตทั้งสองจะช่วยเปิดเผยมุมมองใหม่ๆเกี่ยวกับสิงโตในไอยคุปต์ให้พวกเราได้ทึ่งกันอย่างแน่นอน.

ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน
โดย : ณัฐพล เดชขจร

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลต่วยตูนณัฐพล เดชขจรมัมมี่สิงโตมัมมี่ราชสีห์ชาวไอยคุปต์

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้