ญี่ปุ่นไม่ได้มีแค่โตเกียว โอซาก้า เกียวโต หรือซัปโปโร ญี่ปุ่นยังมีจังหวัดที่น่าเที่ยวอีกหลายจังหวัดที่ซ่อนตัวอยู่ เพียงแต่พวกเรานักท่องเที่ยวชาวไทยมักจะไม่ค่อยนึกถึงเท่านั้นเอง
ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะพาไปรู้จักญี่ปุ่นในมุมอื่นๆ บ้าง โดยมุ่งตรงไปที่ "โทโฮคุ" ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ซึ่งประกอบไปด้วย 6 จังหวัด คือ อะโอะโมริ, อิวะเตะ, มิยะงิ, อะกิตะ, ยะมะงะตะ และ ฟุกุชิมะ
ความน่าสนใจของโทโฮคุคือ ภูมิภาคนี้ได้รับขนานนามว่า เป็นบ้านเกิดของคนญี่ปุ่น เพราะเป็นดินแดนแห่งตำนานเรื่องเล่า เป็นศูนย์รวมของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่สำคัญได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติไปแล้ว
เราเดินทางมาที่ โทโฮคุ โดยลงที่สนามบินนาริตะ แล้วนั่งรถบัสเข้าสู่โทโฮคุ โดยเริ่มจากจังหวัดฟุกุชิมะ ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมง สำหรับฟุกุชิมะเคยมีปัญหาเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เมื่อปี 2554 หลายคนน่าจะยังจำกันได้ แต่ปัจจุบัน ฟุกุชิมะไม่ได้อันตรายอย่างที่คิดแล้ว ประชาชนของเมืองนี้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาได้ เพียงแต่บริเวณรอบโรงไฟฟ้าที่ยังคงกักไว้เป็นเขตอันตรายเท่านั้น
...
ที่ฟุกุชิมะเรามุ่งตรงไปที่เมือง Kitakata (คิตะกะตะ) ที่อยู่ทางตะวันตกของฟุกุชิมะ เรามาที่นี่เพื่อมาเริ่มสัมผัสความเป็นญี่ปุ่นด้วยการกินราเม็งต้นตำรับ ที่ถือว่าเป็น 1 ใน 3 สุดยอดบะหมี่ของญี่ปุ่นที่คุณควรได้ไปลองก่อนตาย เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ ประชากรแค่ประมาณห้าหมื่นคนเท่านั้น แต่มีร้านราเม็งตั้งอยู่กว่า 120 ร้าน
ราเม็งของที่นี่ชามใหญ่มาก กินคนเดียวแทบไม่หมด เอกลักษณ์ของราเม็งที่นี่ คือน้ำซุปปลา ซึ่งใส หอม มีรสเค็มนิดๆ ส่วนเส้นราเม็งและหมูชาชูทำเอง ทำให้นุ่ม อร่อยเป็นพิเศษ
หลังจากอิ่มพุงกางกับมื้อแรกก็ถึงเวลาท่องเที่ยวกันแล้ว โดยเราเลือกที่จะไป "คฤหาสน์ซามูไรบูเคยาชิกิ" ซึ่งยังรักษาไว้ในสภาพที่ดีมาก ถ้าจะมาเยี่ยมชมที่นี่รู้ประวัติศาสตร์ไว้สักนิดจะสนุกมากยิ่งขึ้น ที่นี่เป็นบ้านของอดีตซามูไร ไซโก ทะโนะโมะ (Saigo Tanomo) ซึ่งถือว่าเป็นซามูไรระดับสูงประจำภาคในยุคก่อน คฤหาสน์หลังนี้เป็นที่พักอาศัยของครอบครัวซามูไร ทหารรับใช้ ภายในแบ่งออกเป็นสิบห้อง มีทั้งห้องพักแขก มีโรงน้ำชา ส่วนของสวน ที่นี่เคยถูกเผาทำลายลงทั้งหมด เมื่อช่วงสงครามโบชิน แต่ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราวของซามูไรให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม
...
ต่อจากนั้นเดินทางไปต่อกันที่ "ปราสาทไอซุวะคะมัตสุ" (Aizu-Wakamatsu Castle) หรืออีกชื่อหนึ่งว่าปราสาทซึรุกะ (Tsuruga Castle) ที่แปลว่า “ปราสาทนกกระเรียน” สร้างขึ้นเมื่อ 600 ปีก่อน เผื่อคนที่ยังไม่รู้ ปราสาทของญี่ปุ่นความจริงแล้วคือ ป้อมสนามที่สร้างขึ้นเพื่อคุ้มกันบริเวณพื้นที่สำคัญหรือพื้นที่ยุทธศาสตร์ ปราสาทของญี่ปุ่นความจริงแล้วคือป้อมที่ใช้ส่องดูนั่นเอง ที่นี่เราสามารถเดินขึ้นไปชั้นบนสุดของปราสาท เพื่อชมทัศนียภาพมุมกว้างของเมืองได้แบบชัดแจ๋ว กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
...
ภายในปราสาทยังเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ให้ได้ศึกษาความเป็นมาและวิถีชีวิตของซามูไร มีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ ศิลปะและวัฒนธรรมในสมัยก่อน ปราสาทซึรุกะเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.30 – 17.00 น. เสียค่าเข้าชมคนละ 410 เยน
ทริปวันแรกของเราจบลงเท่านี้ ส่วนวันที่สองของการมาเยือน โทโฮคุ เรามุ่งหน้าที่ไปจังหวัดมิยางิกับยามากาตะ เริ่มต้นวันด้วยการเดินทางไป "หมู่บ้านสุนัขจิ้งจอกไซโอะ" สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตที่กำลังได้รับความนิยมอีกที่หนึ่งของภูมิภาคโทโฮคุ
...
ที่นี่เป็นที่เพาะเลี้ยงสุนัขจิ้งจอก ปัจจุบันมีอยู่หลายร้อยตัว แต่เนื่องจากช่วงที่เราไปเป็นช่วงที่พวกเขากำลังผลัดขนพอดี ทำให้อาจจะดูขนด่างๆ ไปบ้างแต่ถ้าไปช่วงฤดูหนาว น้องๆ จะขนฟูเต็มตัวน่าเข้าไปกอดฟัดมากๆ (แต่ในความเป็นจริงไม่สามารถเข้าไปใกล้มากได้นะครับ น้องๆ ยังมีความดุอยู่) ที่นี่เราสามารถเดินเข้าไปดูสุนัขจิ้งจอกที่เดินในเขตอนุรักษ์ได้อย่างอิสระ แต่มีคำเตือนจากเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวดว่าไม่จำเป็นก็อย่าเข้าไปใกล้มาก
ส่วนช่วงบ่ายๆ เราเดินทางกันต่อเพื่อมาที่ "กินซังออนเซ็น" ในจังหวัดยามากาตะ ที่นี่เป็นหมู่บ้านออนเซ็นเล็กๆ กลางหุบเขา มีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี และสามารถรักษาความเป็นญี่ปุ่นไว้ได้อย่างน่าทึ่ง ตัวอาคารเป็นอาคารสไตล์ญี่ปุ่นช่วงต้นศตวรรษที่ 20
บรรยากาศของหมู่บ้านที่เรียงรายไปด้วย เรียวกัง แต่เสียดายที่เราไม่ได้พักที่นี่เพราะที่พักเต็ม และต้องจองล่วงหน้านานมากๆ แต่หากใครที่สนใจสัมผัสความเป็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม เราแนะนำจริงๆ
ส่วนช่วงบ่ายๆ เราเดินทางกันต่อเพื่อมาที่กินซังออนเซ็นในจังหวัดยามากาตะ ที่นี่เป็นหมู่บ้านออนเซ็นเล็กๆ กลางหุบเขา ประวัติยาวนานกว่า 100 ปี และสามารถรักษาความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างน่าทึ่ง ตัวอาคารเป็นอาคารสไตล์ญี่ปุ่นช่วงต้นศตวรรษที่ 20 บรรยากาศของหมู่บ้านที่เรียงรายไปด้วย เรียวกัง ไม้เลียบแม่น้ำยังคงมีให้เห็นกันอยู่จนถึงทุกวันนี้แต่เสียดายที่เราไม่ได้พักที่นี่เพราะที่พักเต็ม และต้องจองล่วงหน้านานมากๆ แต่หากใครที่สนใจสัมผัสความเป็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม เราแนะนำจริงๆ
เข้าสู่วันที่สาม เรามุ่งหน้าสู่จังหวัดอิวาเตะ เมืองไรสุมิ เมืองชนบทที่สวยงาม เป็นสถานที่แรกในโทโคฮุที่ได้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 2011 สองข้างทางระหว่างนั่งรถสบายตามาก เพลินกับธรรมชาติข้างทาง เผลอแป๊บเดียวก็ถึง วัดชูซนจิ (Chuson-Ji Temple) ซึ่งตั้งอยู่บนเชิงเขาคันซัง เป็นจุดท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดของฮิไรซุมิในจังหวัดอิวาเตะ ภายในวัดชูซนจิมีวิหารขนาดใหญ่ รวมถึงเจดีย์กว่า 40 แห่ง ก่อสร้างในปี ค.ศ.850 หรือราวๆ 1,200 ปีมาแล้ว
ขอบคุณภาพจาก http://www.chusonji.or.jp/ เนื่องจากทางวัดไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปด้านใน
ที่งดงามมากคือ วิหารทองคำ คนจิคิโด (Konjikido) วิหารไม้ขนาดเล็ก ลงรักปิดทอง รอบวิหารประดับด้วยลายไม้ที่แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง โดยทางวัดสร้างวิหารขนาดใหญ่ครอบไว้อีกชั้น เพื่อรักษาวิหารทองคำให้อยู่ได้นานที่สุด ในวิหารมีแท่นประทับของพระ Amida Nyorai ได้รับการขึ้นทะเบียน เป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมจาก องค์กร Unesco เมื่อปี 2011 ด้วย
ส่วนเที่ยงของวันนี้เรามาลองดีที่ร้าน "วังโกะโซบะ" มันคือบุฟเฟต์โบราณของชาวญี่ปุ่น ที่นี่เขาจะเสิร์ฟเป็นชามเล็กๆ ทานกันชามต่อชาม โดยมีพนักงานคอยจ้องชามเราอยู่ ถ้าหมดปุ๊บเขาจะเติมต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะอิ่มเท่าที่ความสามารถของแต่ละคนจะรับได้
ขอบคุณภาพจาก http://www.wankosoba-azumaya.co.jp
เครื่องเคียงที่กินคู่กับวังโกะโซบะ เช่น สาหร่าย หัวไชเท้าขูดใส่เห็ดชิเมจิ หมึกหมักเกลือ ไข่ปลาซุจิโกะ เป็นต้น เพื่อไม่ให้เลี่ยนจนเกินไป และมีน้ำซุปให้เติมได้ไม่อั้น จากการสอบถามพนักงาน เขาบอกว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ใหญ่จะทานได้ประมาณ 40 ชาม แต่คนที่สายแข็งจริงๆ เกินร้อยชามก็มีมาแล้ว
วันสุดท้ายของการมาเยือน โทโฮคุ เรามาช็อปปิ้งกันที่ A-Factory สินค้าจากแอปเปิลของดีของจังหวัดอะโอโมริ และ ดู "พิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านเนบูตะ" (Nebuta Warasse หรือ Nebuta no ie Wa Rasse) สถานที่เก็บรวบรวม ‘เนบุตะ’
เป็นประเพณีของหลายเมืองในจังหวัดอะโอโมริ ที่ทุกเดือนสิงหาคมของทุกปี จะมีงานเฉลิมฉลองแห่ขบวนโคมเนบุตะ ตัวโคมประดิษฐ์ด้วยโครงลวดปิดกระดาษระบายสี เรื่องราวที่เล่าจะเป็นตำนานนักรบผู้กล้า แต่ละโคมใช้เวลาทำนานนับปีกว่าจะออกมายิ่งใหญ่ตระการตาแบบนี้
ทริปนี้นับว่าเป็นทริปพิเศษของเราจริงๆ ระยะเวลา 5 วัน 4 คืน มีแต่ความประทับใจในการมาเยือนภูมิภาค "โทโฮคุ" ถ้าเบื่อโตเกียว หรือเมืองใหญ่อื่นๆ ที่นี่เป็นอีกแห่งที่ควรจะมาสัมผัส จังหวัดในภูมิภาคนี้ยังคงความเป็นชนบท ธรรมชาติยังสดชื่น ไม่บอบช้ำ มีทั้งทะเลสาบ น้ำตกที่สวยงาม ที่ขึ้นชื่ออีกอย่างคือออนเซนธรรมชาติท่ามกลางหุบเขา อาหารขึ้นชื่อหลายเมนู ถ้ามีโอกาสแนะนำให้มาเที่ยว รับรองว่าจะได้ประสบการณ์ใหม่ๆ กลับไปแน่นอน
แถมท้ายนิดนึง ช่วงวันที่ 24 สิงหาคม - 2 กันยายน 2561 เดอะมอลล์ จัดงาน "THE MALL SHOPPING CENTER JAPAN DISCOVERY 2018 : AUTHENTIC TOHOKU" เขารวบรวมอาหารและขนมหวานต้นตำรับ ส่งตรงจากโทโฮคุมาให้แล้ว เช่น SENDAI GYUTAN เมนูลิ้นวัวย่างเซนได, WANKO SOBA โซบะชื่อดังของจังหวัดอิวาตะ, HAGI NO TSUKI เค้กฟองน้ำไส้คัสตาร์ดจากจังหวัดมิยางิ เป็นต้น โดยงานจัดขึ้นที่แกรนด์ฮอลล์ ชั้น จี เดอะมอลล์ บางกะปิ และวันที่ 14 - 23 กันยายน 2561 จัดที่ ณ แกรนด์ฮอลล์ ชั้น จี เดอะมอลล์ โคราช