ด้านหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง.
อากาศร้อนๆแบบนี้หลายคนอาจนึกไม่อยากไปไหน สู้นอนอาบความเย็นจากแอร์คอนดิชั่นอยู่ที่บ้านจะดีกว่า แต่ถ้าทุกคนคิดแบบนั้น การกระจายรายได้ก็จะไม่เกิด สู้หาที่เหมาะออกมาเดินทางท่องเที่ยวกันดีกว่า
การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ส่วนใหญ่มักมองเป็นเรื่องไม่สนุก ซึ่งก็ถูก เพราะพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่สวนสนุก หากแต่เป็นแหล่งเรียนรู้ถึงอดีต ซึ่งบางแห่งอาจย้อนเวลากลับไปไกลเกินกว่าจะเป็นอดีตของคนที่ตั้งถิ่นฐานใน ปัจจุบัน แต่ก็ยังอยากแนะนำให้ไปชมพิพิธภัณฑ์ที่เป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมอยู่ดี ซึ่งกรมศิลปากรรวบรวมไว้ชัดเจนเป็น 9 เส้นทางมรดกวัฒนธรรม โดยประเดิมกันที่ เส้นทางมรดกทางวัฒนธรรมบ้านเชียง อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ด้วยความที่มีความเก่าแก่ย้อนยุคไปสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ราว 5,600-1,800 ปีมาแล้ว และแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ยังได้รับการประกาศให้เป็น แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อ พ.ศ.2535
การจัดแสดงอดีตของบ้านเชียง มีอยู่ 2 จุด คือที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง และ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่วัดโพธิ์ศรีใน
แต่การเข้าชมจะให้สนุกและได้ความรู้กลับไปด้วย สิ่งแรกที่ควรรู้ก็คือ ในพิพิธภัณฑ์ฯบ้านเชียง มีอะไรให้ชมบ้าง และเราจะไปชมอะไรกัน
จากคู่มือนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง ฉบับพิมพ์ ปี 2553 มีการจัดหมวดหมู่ไว้ชัดเจนคือ ส่วนจัดแสดงมี 10 ส่วน เริ่มจากส่วนจัดแสดงที่ 1 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กับบ้านเชียง ส่วนที่ 2 การดำเนินงานทางโบราณคดีที่บ้านเชียง ส่วนที่ 3 การปฏิบัติงาน ทางโบราณคดีที่บ้านเชียง ส่วนที่ 4 บ้านเชียง : หลุมขุดค้นทางโบราณคดี ส่วนที่ 5 โบราณวัตถุจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดโพธิ์ศรีใน ส่วนที่ 6 วัฒนธรรมบ้านเชียงยุคก่อนประวัติศาสตร์ ส่วนที่ 7 บ้านเชียง : การค้นพบยุคสำริดที่สาบสูญ ส่วนที่ 8 บ้านเชียง : มรดกโลก ส่วนที่ 9 การกระจายตัวของวัฒนธรรมบ้านเชียง และส่วนที่ 10 ชาวไทพวนบ้านเชียง
ความโดดเด่นของบ้านเชียงไม่ใช่แค่เป็นแหล่งรวมภาชนะข้าวของเครื่องใช้ที่มี ลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีอายุเก่าแก่ หลายพันปีเท่านั้น หากแต่ในวัตถุที่หลงเหลือเศษซากมาถึงวันนี้ เหล่านั้น ยังบ่งบอกให้รู้ถึงการพัฒนาของสังคม และการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของเผ่าพันธุ์โบราณ ณ ดินแดนที่ราบสูงของแผ่นดินสยามในปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่า เก่าแก่เกินกว่าจะใช่คนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานบนผืนดินเดียวกันเมื่อร่วม 200 ปีก่อน
ทั้งนี้ ความเป็นมาของบ้านเชียงในปัจจุบัน จากข้อมูลท้องถิ่น ซึ่งอาจเคลื่อนจากข้อมูลของทางการไปบ้าง แต่ก็ทำให้เห็นภาพได้ว่า...
เมื่อราวกลางพุทธศตวรรษที่ 23 ที่ได้เกิดสถานการณ์ทางการเมืองในราชอาณาจักรลาว ชาวพวนกลุ่มหนึ่งจากแขวงเชียงขวาง จึงอพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนในอีกฝั่งของลำน้ำโขง ทางหนองคาย
จากนั้นผู้อพยพหนีภัยกลุ่มนี้ได้เคลื่อนย้ายเข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงบริเวณพื้นที่บริเวณ ป่าดงตาว ซึ่งมีภูมิประเทศเหมาะสม เป็นที่ราบสูง มีห้วยหนอง น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ชาวพวนกลุ่มนี้จึงช่วยกันถางป่าและสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัยเรื่อยมา ส่วนคำว่า บ้านเชียง ที่ปรากฏนั้น ก็สันนิษฐานว่าตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคล 4 ท่านที่อพยพครอบครัวเข้ามาเป็นครั้งแรก ซึ่งมีชื่อใดบ้าง ก็จะเว้นไว้ให้ไปค้นต่อกันเอาเอง เพราะการเดินทางไปบ้านเชียง เดี๋ยวนี้สะดวก พิพิธภัณฑ์ฯอยู่ห่างจากตัว จ.อุดรธานี ประมาณ 64 กม. มาตามเส้นทางหมายเลข 22 อุดรธานี-สกลนคร ตรง กม. ที่ 50 ถึงปากทางเข้าบ้านปูลูจะเห็นป้ายบอกทางไปพิพิธภัณฑ์ทางด้านซ้ายมือ เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2225 อีกประมาณ 6 กม. ก็ถึง ส่วนการเข้าชม คนไทย 30 บาท ต่างชาติ 150 บาท เปิดให้ชมวันพุธ-วันอาทิตย์ 09.00-16.00 น.
สำหรับคนที่หากมองปัจจุบันแล้วยังพร่ามัว ส่วนภาพอนาคตก็ยังดูหม่นๆ ก็น่าจะลองย้อนเวลากลับไปดู อดีต กันบ้าง...เผื่อจะได้คติมากระตุ้นสติให้คิดอะไรได้...สักติ่งหนึ่งก็ยังดี.
...