เพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน ในโอกาสครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 50 ปี “เดอะวิสดอม ธนาคารกสิกรไทย” ภายใต้การนำของ “นพวรรณ เจิมหรรษา” เป็นโต้โผจัดกิจกรรม “Journey to the Mysterious Arabic in Jordan” พาลูกค้าเดอะวิสดอมเดินทางไปบุกศูนย์กลางประวัติศาสตร์และศาสนาของโลกอาหรับ โดยมี “อ.เผ่าทอง ทองเจือ” เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษตลอดทริป

ทั้งราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน เป็นประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ โดย “อ.เผ่าทอง” บอกเล่าว่า ราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน มีความสัมพันธ์ที่ดียิ่งในทุกระดับ โดยระดับราชวงศ์มีการเยือนครั้งสำคัญระหว่างกันหลายครั้ง รวมถึงการเสด็จ เยือนประเทศไทยของสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลเลาะห์ที่ 2 แห่งจอร์แดน เพื่อร่วมพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อปี 2549

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้จอร์แดนในหลากหลายด้าน รวมถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อใช้เป็นแนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวจอร์แดน โดย “ฝนหลวง” ถือเป็นความชุ่มฉ่ำแห่งสายสัมพันธ์ของสองราชอาณาจักร เนื่องจากจอร์แดนมีปริมาณน้ำฝนน้อยที่สุดในโลก พื้นที่ 2 ใน 3 เป็นทะเลทราย ไม่มีแหล่งน้ำจืดที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต ในระหว่างปี 2532-2538 จอร์แดนเคยทดลองทำฝนเทียม แต่ไม่ประสบความสำเร็จ กระทั่งมีการสร้างความร่วมมือทางวิชาการด้านฝนหลวงระหว่างไทยกับจอร์แดน ในปี 2551 โดยกระทรวงน้ำและชลประทานของจอร์แดน ได้แจ้งความจำนงขอใช้กระบวนการทำฝนหลวงผ่านกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรฯจึงมีหนังสือถึงราชเลขาธิการเพื่อนำความกราบบังคมทูลฝ่าละอองธุลีพระบาทขอพระบรมราชานุญาตในการถ่ายทอดเทคโนโลยีฝนหลวง ระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน ลงนามในบันทึกความเข้าใจ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2552 โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระ ราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้สิทธิบัตรฝนหลวงถ่ายทอดวิทยาการทำฝนหลวงแก่จอร์แดน นอกจากจอร์แดนแล้ว ในหลวงของเรายังมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้สิทธิบัตรฝนหลวงถ่ายทอดวิทยาการทำฝนหลวงแก่ออสเตรเลีย, แทนซาเนีย และโอมาน

...

นอกจากความสัมพันธ์แนบแน่นกับราชอาณาจักรไทย “จอร์แดน” ยังสร้างชื่อในฐานะดินแดนเก่าแก่ที่มีสมบัติทางโบราณคดียิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และมีภูมิประเทศงดงามตระการตา โดยจอร์แดนได้รับการขนานนามเป็น “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์” เพราะตั้งอยู่บนจุดเชื่อมต่อสำคัญของชาวคริสต์, ชาวยิว และชาวมุสลิม

เมืองหลวงของจอร์แดนในปัจจุบันคือ “อัมมาน” เป็นมหานครอารยธรรมยุคเก่าที่มีความเป็นมากว่า 6,000 ปี ตั้งอยู่บนภูเขา 7 ลูก ตัวเมืองอยู่ในหุบเขาตรงกลาง อัมมานเคยเป็นศูนย์กลางของโรมัน ฟิลาเดลเฟีย มีจุดเด่นอยู่ที่ “ป้อมปราการแห่งกรุงอัมมาน” กระนั้นสิ่งที่หลงเหลือ ในปัจจุบันคือ “เสาระเบียงใหญ่” และ “โรงละครโรมัน” โรงละครใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่สอง จุผู้ชมถึง 5,000 คน แบ่งออกเป็น 3 ชั้น เริ่มตั้งแต่ชั้นล่างสุดสำหรับผู้ที่มีตระกูลสูงศักดิ์ ชั้นถัดไปสำหรับสมาชิกวุฒิสภา และชั้นสูงสุดสำหรับประชาชน

จากกรุงอัมมานขึ้นไปทางตอนเหนือ คือที่ตั้งของเมืองโรมันโบราณชื่อ “เจราช” หรือ “เมืองพันเสา” ได้รับฉายาว่า “ปอมเปอีแห่งตะวันออก” ตั้งอยู่จุดต่ำสุดบนผิวโลก ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,300 ฟุต เป็น 1 ใน 10 หัวเมืองเอกของอาณาจักรโรมัน แต่เพราะมีแผ่นดินไหวทำลายเมืองหลายครั้ง ทำให้นครเจราชถูกทิ้งร้างกระทั่งปี ค.ศ.1878 สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของเมืองเจราช คือจัตุรัสรูปไข่ใจกลางเมือง กว้าง 80 เมตร ยาว 90 เมตร มีเสาหินสูงกว่า 10 เมตร เรียงรายรอบจัตุรัส จำนวน 67 ต้น

และเมื่อไล่เรียงเดินทางมาตอนใต้ จะพบกับเมืองประวัติศาสตร์ที่เป็นจุดกำเนิดของศาสนา วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมยุคโบราณมากมาย นับตั้งแต่ “มาดาบา” เมืองแห่งโมเสก ที่ตั้งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ไปจนถึง “ยอดเขาเนโบ” สถานที่เสียชีวิตและฝังศพของ “โมเสส” ผู้นำชาวยิว ผู้รับบัญญัติ 10 ประการจากพระเจ้า เรื่องราวของโมเสสถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์เก่าชาวยิว และพระคัมภีร์ใหม่ชาวคริสต์ เหตุการณ์ในพระคัมภีร์เล่าว่า โมเสสถูกชุบเลี้ยงและโตมาเป็นเจ้าชายอียิปต์ ที่ค้นพบว่าตนเองมีเชื้อสายยิว ได้รับอาณัติพระผู้เป็นเจ้าให้ปลดปล่อยชาวยิว และพา กลับไปอิสราเอล เรื่องตามตำนานเล่าว่า โมเสสใช้พลังอำนาจแหวกทะเลแดงเป็น 2 ส่วน แล้วพาชาวยิวเดินข้ามไป ในขณะที่ทหารอียิปต์ที่ไล่ตามมาโดนน้ำทะเลกลืนหายหมด บนยอดเขาเนโบเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์ไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์แห่งโมเสส ออกแบบเป็นไม้กางเขน ซึ่งภายหลังกลายเป็นสัญลักษณ์ของโมเสส และพระเยซู ที่นี่ยังมี “โบสถ์แห่งเมาท์เนโบ” เป็นโบสถ์กรีก-ออร์ทอดอกซ์แห่งเซนต์จอร์จ สร้างในราวปี ค.ศ.600 ยุคของไบแซนไทน์ พื้นโบสถ์ภายในเป็นภาพตกแต่งโดยโมเสกสีต่างๆ 2.3 ล้านชิ้น แสดงแผนที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์รอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เยรูซาเลม แม่น้ำจอร์แดน ทะเลเดดซี เขาไซนาย และอียิปต์ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงโมเสส เมื่อปี 2543 “สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2” เสด็จมาแสวงบุญและประกาศให้ดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์

...

จะเข้าถึงหัวใจจอร์แดนก็ต้องไปเยือน “เมืองเพตรา” มหานครศิลาทรายสีชมพู ที่ถูกลืมหายไปจากความทรงจำกว่า 700 ปี จนเมื่อมีนักสำรวจชาวสวิส “โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท” เดินทางผ่านมาพบ ต่อมาองค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนให้เมืองเพตราเป็น “เมืองมรดกโลก” เมื่อปี 2528 โดยถือเป็นมรดกวัฒนธรรมล้ำค่าของมวลมนุษยชาติ

เอกลักษณ์ทางธรรมชาติของเมืองเพตรา คือ “ซิค” เป็นช่องแคบระหว่างก้อนหินขนาดยักษ์ที่มีความสูงไล่เรียง 80-90 เมตร ซิคเกิดจากการแยกตัวของเปลือกโลกและการกัดเซาะของน้ำเมื่อหลายล้านปีก่อน จนกลายเป็นถนนทรายระหว่างผาหินสูงชันที่คดเคี้ยว ริ้วลายและเส้นสายของลายหินที่งดงามนำทางไปสู่มหาวิหารบนหน้าผาหินทรายที่ชื่อว่า “เดอะ เทรชัวรี” เป็นวิหารแกะสลักด้วยการเจาะเข้าไปในภูเขาสีชมพูทั้งลูก สูงเกือบ 40 เมตร สร้างขึ้นในสมัยกษัตริย์นาบาเทียนเอเรทัสที่ 4 มีความเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้คือที่เก็บซ่อนขุมสมบัติของกษัตริย์ฟาโรห์แห่งอียิปต์

ลึกเข้าไปในเพตรา เป็นทางเดินแคบซึ่งต้องอาศัยการเดินเท้าหรือขี่ลาไต่ขึ้นผาชัน บนจุดสูงสุดคือ ที่ตั้งของ “มหาวิหารเดอะ โมนาสเทรี” หนึ่งในวิหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเพตรา มีขนาดกว้าง 47 เมตร สูง 51 เมตร สร้างในรัชสมัยของกษัตริย์ราเบลที่ 2 เป็นวิหารแกะจากหน้าผาหินทราย ใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมทางศาสนา สีของวิหารจะแปรเปลี่ยนเป็นวิหารสีทองเมื่อแสงสุดท้ายของพระอาทิตย์สาดส่อง

...

เปลี่ยนบรรยากาศมาสัมผัสกับผืนทรายและท้องทะเลบ้าง เริ่มต้นเส้นทางด้วยการขับรถโฟร์วีลสำรวจความอัศจรรย์ของ “ทะเลทรายวาดิรัม” หุบเขาแห่งพระจันทร์ ทรายสีแดงอมชมพูหนึ่งเดียวของโลก สลับโขดเขารูปร่างแปลกตาราวกับพื้นผิวขรุขระ ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ทะเลทรายแห่งนี้ในอดีตเป็นเส้นทางคาราวานจากซาอุดีอาระเบียไปยังซีเรียและปาเลสไตน์ ในศึกสงครามอาหรับรีโวลท์ ใช้เป็นฐานบัญชาการในการรบของ ที.อี. ลอว์เรนซ์ และเจ้าชายไฟซาล ผู้นำแห่งชาวอาหรับ เพื่อขับไล่พวกออตโตมันที่เข้ามารุกราน

สำหรับ “ทะเลสาบเดดซี” เป็นทะเลสาบเค็มที่สุดในโลก ก็เพราะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถอยู่ได้ จึงได้ชื่อว่าเป็นทะเลแห่งความตาย ทะเลสาบเดดซีตั้งอยู่พรมแดนระหว่างอิสราเอลและจอร์แดน เกิดจากน้ำที่ไหลมาจากลำธารในจอร์แดน มีส่วนผสมของโซเดียมและแมกนีเซียม ทำปฏิกิริยากับน้ำพุร้อนที่อยู่ด้านล่างทะเลสาบ โดยมีความเค็มมากกว่าทะเลอื่นถึง 4 เท่า มีความยาว 76 กิโลเมตร กว้างถึง 18 กิโลเมตร มีจุดลึกที่สุดคือ 400 เมตร และอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 417.5 เมตร นับเป็นพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลก น้ำในทะเลเดดซีมีความหนาแน่นมาก มีเกลือละลายในน้ำถึง 25% จึงทำให้วัตถุลอยเหนือน้ำ แม้แต่คนว่ายน้ำไม่เป็นก็ลอยตัวได้ในเดดซี

...

หลังจากสัมผัสความยิ่งใหญ่ที่ธรรมชาติบรรจงสรรค์สร้างให้ผืนแผ่นดินจอร์แดน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า โลกนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาล และแท้จริงแล้วมนุษย์เราก็ตัวเล็กนิดเดียว.


ทีมข่าวหน้าสตรี