วัด ตักติไบ (Takht-E-Bhai) โบราณสถานทางพุทธศาสนา ในคริสต์ศตวรรษที่ 2 ห่างเมืองเปชาวาร์ราว 80 กม.
ตักศิลา เป็นเมืองโบราณพื้นที่ประมาณ 25 ตารางกิโลเมตร อยู่ห่างจากอิสลามาบัดไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ราว 30 กว่ากิโลเมตร คนไทยคุ้นเคยกับชื่อนี้ดีในนามของมหาวิทยาลัยในอดีต...
บางสิ่งที่หายไปเมื่อเอ่ยถึง "ปากีสถาน" ยามเมื่ออ่านรายงานข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศ ไร้ใบหน้าของสามัญชน คนส่วนใหญ่ของประเทศที่มีประชากรราว 170 ล้านคน บนดินแดนที่เคยเป็นอินเดียโบราณ
นอกจากโฉมหน้าของคนธรรมดาจะหายไปแล้ว อดีตบนรอยทางแห่งอารยธรรมอันเกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาก็พลอยลบเลือนไปจาก ความทรงจำ เมื่อในปัจจุบันดินแดนแห่งนั้นเป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนา อิสลาม
แต่ทั้งโฉมหน้าของสามัญชนและรอยทางแห่งอารยธรรมชาวพุทธในอดีตกลับปรากฏ ต่อหน้าเราอย่างกระจะกระจ่างตา ยามเมื่อได้ไปเยือนถิ่นโบราณสถานหลายแห่งในช่วงไม่กี่วัน ในคราวร่วมเดินทางไปกับ คณะผู้แทนองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ที่นำโดย พัลลภ ไทยอารีย์ เลขาธิการองค์การฯ ในฐานะแขกของรัฐบาลปากีสถาน

ลวดลาย แกะสลักหินส่วนใหญ่เป็นเรื่องจากพุทธประวัติ จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ตักศิลา
ตักศิลา ตักติไบ คันธาระ สวัตวัลเลย์ เป็นชื่อ ที่ก้องอยู่ในโสตประสาทตลอดการเดินทาง แม้ชื่อที่ว่ามานั้นจะอยู่กันคนละทิศละทางหากเดินทางออกจาก ศูนย์กลางที่กรุงอิสลามาบัด เมืองหลวง แต่ทั้งหมดนั้นอยู่ร่วมยุคเดียวกันในช่วงสองพันปีก่อน อันหมายถึงว่าเป็นช่วงเวลาที่พุทธศาสนามีการเผยแผ่มายังดินแดนแห่งนี้ ด้วยหลักฐานที่ยังหลงเหลือผ่านกาลเวลา และน่าทึ่งว่ายังอนุรักษ์ไว้ได้เป็นอย่างดี ภายใต้สภาพสังคมที่ความเชื่อถือศรัทธาในศาสนาได้แปรเปลี่ยนไป
...
ตักศิลา เป็นเมืองโบราณพื้นที่ประมาณ 25 ตารางกิโลเมตร อยู่ห่างจากอิสลามาบัดไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ราว 30 กว่ากิโลเมตร คนไทยคุ้นเคยกับชื่อนี้ดีในนามของมหาวิทยาลัยในอดีต ที่เจ้าชายแลผู้ใฝ่รู้จากทั่วทิศต่างเดินทางมาศึกษาหาความรู้กัน แน่นอนว่าสิ่งที่หลงเหลืออยู่ ณ วันนี้มิใช่สมุดหนังสือตำราเรียน แต่เป็นซากสถูปและกองอิฐที่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบ พอให้เห็นเค้าโครงว่า "สำนักเรียน" ในสมัยก่อนนั้น จัดวางพื้นที่ใช้สอยกันอย่างไร

พระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา งานชิ้น เอกชิ้นหนึ่งที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เปชาวาร์.
โดยส่วนใหญ่ของสำนักเรียนที่ว่านั้นอยู่ในอารามบนเนินเขา ยกตัวอย่างเช่น โบราณสถานโจ-เลียน (Jaulian) มีเจดีย์อยู่ตรงกลาง รายล้อมด้วยเจดีย์ย่อยที่ฐานมีปูนปั้นลวดลายพระพุทธรูป ที่ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลกรีก และลวดลายอื่นๆ ต่อกับส่วน ของเจดีย์หลัก มีบันไดเล็กๆ เชื่อมต่อไปยังบริเวณที่เป็น "ห้องเรียน" หรือห้องพักของนักศึกษา หรือส่วนของที่พักสงฆ์ เป็นห้องเล็กขนาดประมาณ 2๚3 เมตร แต่ละห้องมีช่องเล็กๆ สำหรับพอวางตะเกียง หรือพระพุทธรูปได้ ห้องเล็กเหล่านี้ตั้งอยู่รอบสระน้ำสี่เหลี่ยมจัตุรัสตรงกลาง โดยรวมของที่พักมีสองชั้น ข้างบนถูกทำลายหมดแล้ว มีชั้นละ 29 ห้อง

เด็กๆ จากหมู่บ้านตักติไบรุมล้อมถ่ายรูปกับพระอนิล ศากยะ หนึ่งในคณะสงฆ์จากเมืองไทย
ลักษณะการจัดวางผังของอาราม ดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับที่ ตักติไบ (Takht-E-Bhai) ซึ่งเป็นพุทธสถานในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 2 (ราวพุทธศตวรรษที่ 7-8) ตั้งอยู่บนเนินเขา ห่างจากเมืองเปชาวาร์ ไปประมาณ 80 กม. แต่ที่พิเศษกว่าก็คือมิได้มีเพียงอารามเดียว หากเราปีนขึ้นไปยังเนินเขาหนึ่งแล้วมองไปรอบเนินเขาอีก 3-4 แห่งใกล้เคียง ก็จะได้พบกับซากของอารามที่ขุดแต่งแล้วในแทบทุกเนินที่ล้อมรอบ
แม้การขุดค้นโบราณสถานจะดำเนินการไปได้เพียงน้อยนิดก็ตาม แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ถึงความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาที่เคยปรากฏอยู่ใน ดินแดนแห่งนี้เมื่อหลายพันปีก่อน ด้วยความสมบูรณ์และความสำคัญของอารามที่ข้ามผ่านกาลเวลาเช่นนี้ ตักติไบ จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี 2523 เพื่อเป็นการยืนยันถึงความสำคัญว่ามิได้เป็นของกลุ่มชนใดกลุ่มหนึ่งเป็นการ เฉพาะ แต่เป็นสิ่งที่ชาวโลกไม่ว่าชาติหรือศาสนาใดพึงจะได้หวงแหนและชื่นชมร่วมกัน

ภายใน พิพิธภัณฑ์เปชาวาร์ แหล่งรวบรวมและจัดแสดงพระพุทธรูปศิลปะคันธาระ
ที่ ตักศิลา ยังมีพิพิธภัณฑ์โบราณคดี รวบรวมโบราณวัตถุชิ้นเอกที่ได้จากการขุดค้นไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป ภาพแกะสลักหินเรื่องราวพุทธประวัติ และส่วนของห้อง เครื่องประดับโบราณล้ำค่า หลายชนิดที่จะเปิดให้ชมในโอกาสพิเศษเท่านั้น หากมีโอกาสไปเยือนเมืองเก่าแห่งนี้ก็ไม่ควรจะพลาดโอกาสในการแวะพิพิธภัณฑ์
นอกจากการได้ไปเยือนถิ่น พุทธศิลป์โบราณในปากีสถานอันเป็นเรื่องหลักของการเดินทางแล้ว ระหว่างทางนับว่ามีเรื่องควรค่าแก่การจดจำในแทบทุกที่ที่เดินทางไป ไม่ว่าจะ เป็นพิพิธภัณฑ์ในเมืองโบราณสถานห่างไกลตามหมู่บ้าน กลับได้พบว่าผู้คนชาวปากีสถานนั้นล้วนมีไมตรีจิตมิตรภาพ อัธยาศัยอันดี ยิ้มแย้มทักทายกับคนต่างชาติ ต่างศาสนา ด้วยความสนใจใคร่รู้ เป็นอย่างยิ่ง สวนทางกับข่าววางระเบิดที่เกิดจากการกระทำของกลุ่มหัวรุนแรงอย่าง คาดไม่ถึง บางทีต่อข่าวคราวความรุน แรงทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นอาจชัดเจนว่าคนที่ก่อเรื่องเป็นคนกลุ่มเล็ก แต่ส่งผลสะเทือนต่อสามัญชนคนกลุ่มใหญ่ หากไม่หวั่นไหวกับเรื่องร้ายที่เกิดขึ้น เราอาจจะได้พบสิ่งที่เกินความคาดหมายระหว่างสามัญชนอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมา ก่อน
...

ใบหน้า แย้มยิ้มของสี่สาวสี่สไตล์ชาวปากีสถานที่ผ่านพบในพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง
แน่นอน ที่สุดว่าการเดินทางไกลเพื่อย้อนเส้นทางสู่ดินแดนที่ครั้งหนึ่งพุทธศาสนาเคย รุ่งเรืองนั้น สิ่งสำคัญอาจมิได้อยู่ที่การไปให้ถึงที่นั่น แต่รอยยิ้มและคำทักทายระหว่างสามัญชนกลับเป็นของกำนัลที่ควรคู่ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และเพื่อที่เราจะพบว่าเมฆหมอกที่เคยบังตาได้จางหายไป.
โฟกัส
สวัตวัลเลย์-สุวัสตุ
สวัตวัลเลย์ (Swat Valley) หรือหุบเขาสวัต อยู่ในแคว้นชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน ได้ชื่อว่าเป็นบริเวณที่มีทิวทัศน์งดงามดั่งสวิตเซอร์แลนด์ และอากาศเย็นสบาย มีแม่น้ำไหลผ่านหุบเขา นอกจากนี้ ยังเป็นถิ่นที่มีศิลปะการสลักหินที่ภูเขาเป็นรูปพระพุทธรูปหลงเหลืออยู่เป็น จำนวนมาก

ชื่อของ "สวัต" เพี้ยนมาจากคำเดิมคือแม่น้ำสุวัสตุ (Suvastu) พระ ดร.อนิล ศากยะ วัดบวรนิเวศ อธิบายเรื่องนี้ว่า ตามหลักฐานของบันทึกการเดินทางของ เฮี้ยน จัง (Hwen Thsang) ท่านได้เดินทางไปถึงเมือง U-chang-na หรืออุทยาน (Udyana) หรืออุชชาน (บาลี) ซึ่งตั้งอยู่ที่แม่น้ำ Su-po-fa-su-tu หรือ Subhavastu (สุภวัสตุ) หรือ Shrivastu (ศรีวัสตุ) หรือ Suvastu (สุวัสตุ-สันสกฤต) หรือ Suastis (เสาสฺติส ภาษา อาเรียน) และ Swat ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ฟาเหียนและซุงหยุน ก็บันทึกไว้ในทำนองเดียวกัน
ฉะนั้น แม่น้ำนี้ชื่อที่ถูกต้องก็คือ สุภวัสตุหรือสุวัสตุ ไหลตามเมืองอุทยาน (อุชชาน) เข้าใจว่า เป็นสถานที่ที่พระมัชชิมเถระ พระสมณทูตที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งไปยังดินแดนนี้ ไปทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา จนมีวัดมากมายกว่า 500 วัดในหุบเขา มีชาดกที่เกี่ยวข้องกับ สถานที่นี้ มี 2 เรื่อง
...
นอกจากนี้ ในคัมภีร์ฤคเวทก็มีกล่าวถึงแม่น้ำนี้ว่า แม่น้ำสุวัสตุ หลักฐานกล่าวไว้ว่า พระเจ้า อเล็กซานดอร์ มหาราช ได้ ข้ามแม่น้ำนี้เช่นกัน.