รูป ปั้น พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ จุดสักการะสำคัญยามเข้ามาถึงเขื่อนแควน้อยฯ.
ถ้าไม่ใช่เพราะได้ร่วมทางไปกับ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) อยู่เนืองๆ ก็คงไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงและเป็นไปของการแก้ปัญหาที่อยู่คู่กับคนไทย ไกลเมือง มาช้านาน... ความยากจน ที่มีต้นทางมาจากการขาดแคลน หรือบางทีก็มีมากล้นของ น้ำ ที่สามารถทำลายทุกสรรพสิ่งที่สร้างไว้ในพริบตา
กระนั้น น้ำท่วม–น้ำแล้ง ไม่ใช่เรื่องแก้ไม่ได้

ภาพมุม สูงเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ที่สามารถเห็นสภาพแรกเริ่มของทั้งโครงการฯ.
การ เดินทางร่วมกับสำนักงาน กปร.เมื่อไม่นานนี้เพื่อดูความคืบหน้าของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริใน หลายจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการเขื่อนแควน้อยฯ ที่ อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก จึงเหมือนได้เห็นความหวังในการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนใน อ.วัดโบสถ์ และอำเภอข้างเคียง
ย้อนอดีตของชาวบ้านใน อ.วัดโบสถ์ ที่อาศัยลุ่มน้ำแควน้อยเป็นดั่งสายเลือดในการดำรงชีวิต จากที่เคยบอกว่า พวกเขาน่าจะเป็นชาวบ้านที่ยากจนที่สุดในละแวกเดียวกัน เพราะความสมดุลของสายน้ำหลัก ที่เมื่อถึงหน้าฝนกระแสน้ำจะไหลเชี่ยวและรุนแรงจนเอ่อท่วมตลิ่งสองฝั่ง อ.วัดโบสถ์ อ.วังทอง อ.พรหมพิราม และ อ.เมือง จ.พิษณุโลก

ตรงนี้ หากปรับแต่งดีๆ ก็จะเป็นจุดชมวิวและถ่ายภาพได้ไม่แพ้เขื่อนอื่นๆ.
แต่ ยามแล้งมาเยือน ลำน้ำแควน้อยกลับแห้งเหือด ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนถ้วนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบ้านคันโช้ง อ.วัดโบสถ์ ที่คนเก่าคนแก่บางคนบอกว่า ที่ผ่านมาเป็นหนี้กันมากจนเรียกได้ว่า หมู่บ้านนี้ยากจนกว่าเขาหมด เพราะน้ำท่วมทุกปี
กระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระ ราชดำริให้พิจารณาวางโครงการก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำแควน้อยในเขต อ.วัดโบสถ์ เมื่อปี 2525 และคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กรมชลประทานเปิดโครงการเขื่อนแควน้อยฯ ในปี 2546 ระยะเวลาก่อสร้าง 9 ปี (2546-2554) โดยมีลักษณะเป็นอ่างเก็บน้ำอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ สามารถกักเก็บน้ำได้ 769 ล้าน ลบ.ม. ประกอบด้วย 3 เขื่อนติดต่อกัน ได้แก่ เขื่อนปิดช่องเขาต่ำ เป็นเขื่อนดิน เขื่อนแควน้อย เป็นเขื่อนหินทิ้งดาดคอนกรีต สร้างปิดกั้นแม่น้ำแควน้อย และ เขื่อนสันตะเคียน เป็นเขื่อนหินทิ้งแกนดินเหนียว สร้างปิดกั้นลำห้วยสันตะเคียน สำหรับในส่วนพื้นที่ส่งน้ำ ได้ก่อสร้าง เขื่อนทดน้ำพญาแมน ปิดกั้นแม่น้ำแควน้อยที่ ต.บ้านยาง อ.วัดโบสถ์ ไว้อีกหนึ่งเขื่อน
...

บนสัน เขื่อนที่เห็นชัดว่ามีน้ำกักเก็บได้เยอะแล้ว เหลือแต่ต้นไม้หากโตไวๆ ให้ความร่มรื่นได้ก็จะดีขึ้น.
ร่วม 7 ปีแล้วที่โครงการเขื่อนแควน้อยฯ ดำเนินการมาจนถึงปี 2553 การก่อสร้างที่มีความล่าช้าไปบ้าง ก็เป็นรูปเป็นร่าง และเริ่มกักเก็บน้ำได้ตามวัตถุประสงค์มาตั้งแต่สองปีก่อน กระทั่งเมื่อปี 2552 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ เขื่อนแควน้อยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็น เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ซึ่งหมายถึง เขื่อนแควน้อยที่ทำให้มีความเจริญขึ้นในเขตพื้นที่

มุมมอง จากบนตัวเขื่อนที่เห็นเวิ้งน้ำ ถัดไปอีกหน่อยคือทางลงหาดเอราวัณ.
จาก เขื่อนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการกักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตร และบรรเทาปัญหาอุทกภัยบริเวณลุ่มน้ำแควน้อย ตอนนี้ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ที่เสมือนเขื่อนน้องใหม่ที่อยู่ท่ามกลางเขื่อนรุ่นพี่อย่าง เขื่อนนเรศวร ที่อยู่ใน อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก และ เขื่อนสิริกิติ์ ใน อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ ที่ตั้งปิดกั้นลำน้ำน่านมาตั้งแต่ปี 2525 และ 2511 ตามลำดับ ก็จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดพิษณุโลก ที่สามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้ชุมชนโดยรอบ

ทัศนียภาพ บางส่วนของหลังเขื่อนที่ยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งเห็นได้ยามนั่งรถขึ้นไปสันเขื่อน.
ส่วนการเดินทางมา เขื่อนแควน้อยฯ หากมาจาก กทม.ใช้สายเอเชียตรงมา จ.นครสวรรค์ เข้า จ.พิษณุโลก ด้วยทางหลวงหมายเลข 117 เข้าสู่ตัวเขื่อน แยกเข้าจากถนนพิษณุโลก-อุตรดิตถ์ ที่ตัวอำเภอวัดโบสถ์ ขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 45 กม.ตามเส้นทางไป อ.ชาติตระการ จนถึงบ้านคันโช้ง ต.คันโช้ง จะมีทางแยกขวา ซึ่งเชื่อว่าถึงตอนนี้คงหาป้ายบอกทางได้ไม่ยากแล้ว

เส้นทาง ยังไปอีกยาวไกล แต่ที่เห็นเขาลิบๆ นั่นคือจุดกักเก็บน้ำ.
และ หากดำเนินการเป็นไปตามกำหนด ในปีสองปีนี้ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ก็จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมืองสองแคว แบบเดียวกับ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่ จ.ลพบุรี และ เขื่อนขุนด่านปราการชล ที่ จ.นครนายก แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่ดูแลเขื่อนอย่าง กรมชลประทาน ด้วยว่า จะสามารถบริหารจัดการให้ได้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์หลักและเสริมหรือ ไม่...ซึ่งคงต้องลุ้นกันต่อไป.