ข่าว
100 year

พาเที่ยว พบเพื่อนใหม่ที่ “จิ่วจ้ายโกว”

GQ Thailand16 ต.ค. 2559 16:01 น.
SHARE

“ถ้าเอ็งเคยรักใครมากๆ อย่างสุดหัวใจนะ เอ็งจะไม่มีวันรักใครอื่นได้อย่างเต็มที่อีกเลย” รุ่นพี่ของผมที่เพิ่งอกหักเคยกล่าวไว้ในวงเหล้าเมื่อ 5 - 6 ปีก่อน “เปรียบเทียบง่ายๆ นะอย่างตอนที่พี่ไปจิ่วจ้ายโกว พอกลับมาก็ไม่เคยชอบทะเลสาบที่ไหน หรือเห็นว่าทะเลสาบที่ไหนสวยอีกเลย เพราะที่นั่นแมร่งคือที่สุดแล้ว”

พอฟังถึงตรงนี้ ผมก็เลิกสนใจแล้วว่าพี่เขาจะเศร้าแค่ไหน หรือคิดจะกลับไปคืนดีกับแฟนหรือเปล่า หันมาสนใจว่าจิ่วจ้ายโกวมันสวยขนาดนั้นเลยหรือ แบบนี้ต้องหาโอกาสพิสูจน์ซะแล้ว

เวลาชวนมิตรสหายให้ไปแบกเป้เที่ยวที่นั่นด้วยกัน คำตอบที่มักจะได้รับกลับมาคือ “จิ่วจ้ายโกวมันไปเองได้ด้วยหรือ เห็นมีแต่คนซื้อทัวร์ไป” อาจเป็นเพราะภาพลักษณ์ของที่นี่ถูกผูกติดกับบริษัททัวร์แนวอากงอาม่ามาช้านาน ประกอบกับเสียงลือเสียงเล่าอ้างที่จริงบ้างไม่จริงบ้างว่า การเดินทางลำบาก มีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว ไปกับบริษัททัวร์เวิร์คกว่า เป็นต้น


ถ้าเป็นสมัยก่อน การเดินทางไปที่นั่นถือเป็นเรื่องยากลำบากจริง เห็นได้จากหนังสือบันทึกการเดินทางเลียบเลาะชายคาโลกของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่ผู้เขียนต้องนั่งรถข้ามทางขรุขระ, ทางขาด, ทางริมเหวอยู่หลายวันกว่าจะไปถึงจุดหมาย (เรียกได้ว่าแค่อ่านก็เหนื่อยแล้ว) แต่ด้วยความที่ตอนนี้จีนได้พัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด ทำให้จิ่วจ้ายโกวไม่ใช่ความฝันที่อยู่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป ด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น มีสายการบินโลว์คอสต์ที่บินตรง, การขอวีซ่าที่ไม่ยุ่งยาก, ป้ายต่างๆ ที่เริ่มมีภาษาอังกฤษปะปน, ห้องน้ำที่พัฒนาขึ้น (บ้าง) บวกกับถนนสายเฉิงตู-จิ่วจ้ายโกวที่ปรับเปลี่ยนเป็นลาดยางอย่างดี

หลังจากเคลียร์วันว่างได้ 5 – 6 วัน ผมกับเพื่อนอีกคนก็จัดทริปมาที่จิ่วจ้ายโกวทันที เรานั่งเครื่องบินมาถึงเมืองเฉิงตูตอนบ่ายแก่ๆ แผนการแรกของเราคือนั่งรถไปจิ่วจ้ายโกวคืนนั้นเลย เพื่อประหยัดค่าที่พักและเพิ่มเวลาเที่ยว แต่ปรากฏว่ารถมีแค่รอบเช้าเท่านั้น พนักงานโรงแรมบอกเราว่า เส้นทางไปนั้นคดเคี้ยวสูงชันจนเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำตอนกลางคืนบ่อยครั้ง จึงมีการยกเลิกรถเที่ยวกลางคืนทั้งหมด

ด้วยความที่เป็นมนุษย์ประเภทนอนดึกตื่นสาย ทำให้เราเลือกซื้อตั๋วรถเที่ยวที่ออกสายที่สุดซึ่งก็คือ 07.40 น. (นี่คือสายที่สุดของพี่แล้วใช่ไหม - ร้องไห้แป๊บ)

ตอนเช้า รถแล่นออกจากท่ารถแบบตรงเวลาเป๊ะจนเราเกือบตกรถ พอพ้นเขตเมืองรถก็ค่อยๆ พาเราไต่ไปตามภูเขาที่สูงชันมากขึ้นเรื่อยๆ ทัศนียภาพสองข้างทางสวยจนแทบหยุดหายใจ พอหันมามองทัศนียภาพข้างในรถบัสก็พบว่านอกเหนือจากผมกับเพื่อนและชาวยุโรปอีก 2 คน ที่เหลือในรถล้วนแต่เป็นคนจีน ซึ่งจากการสังเกตรถคันอื่นก็ไม่ค่อยพบคนต่างชาติสักเท่าไร


ขณะที่เรากำลังเอนตัวบนที่นั่งเตรียมงีบหลับ ก็มีหนุ่มจีนอายุประมาณ 25 ปีที่นั่งข้างๆ มาสะกิดถามเราว่า “Can I see your book?” เราเลยยื่นหนังสือนิยายภาพของ “สะอาด” ที่อ่านค้างไว้ให้เขาดู เขาหยิบเอาไปดูสักพักก็ส่งคืนพร้อมบอกว่าผมก็เขียนการ์ตูนได้เหมือนกัน เดี๋ยวรถจอดจะวาดให้ดู ซึ่งเราไม่ได้ตกใจที่เขามีทักษะการเขียนการ์ตูนมากเท่ากับการที่เขามีทักษะการพูดภาษาอังกฤษที่คล่องแคล่วเหนือมาตรฐานคนจีน เราเลยคิดว่า ยังไงก็ขอติดสอยห้อยตามคนนี้ไว้ก่อน เผื่อขอความช่วยเหลือเวลาอยากติดต่อสื่อสารกับคนอื่น (เพราะคนจีนส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้)

“ผมชื่อเคียว ทำงานในบริษัทคอมพิวเตอร์ที่ปักกิ่ง ช่วงนี้เป็นช่วงพักร้อนเลยเดินทางมาเที่ยวที่นี่คนเดียว” เคียวบอกกับเราอย่างนั้น “เดี๋ยวนี้คนจีนฐานะดีขึ้น ทำให้มีคนออกไปเที่ยวในที่ต่างๆ กันมากขึ้น ทั้งในและนอกประเทศ ลองดูที่เที่ยวดังๆ อย่างจิ่วจ้ายโกว จางเจี่ยเจี้ย กำแพงเมืองจีน คุณจะเห็นนักท่องเที่ยวจีนอัดแน่นไปหมดทุกที่ทุกวัน ไม่มีวันไหนที่คนน้อยเลย คุณควรทำใจเรื่องคนเยอะไว้เลยนะ”

ระยะทางจากเฉิงตูไปจิ่วจ้ายโกวประมาณ 460 กิโลเมตร ตามหลักน่าจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 8-9 ชั่วโมง แต่ด้วยความที่รถบัสจอดแวะตามร้านค้า (ที่ขายของเหมือนกันทุกร้าน) เกิน 10 รอบ ทำให้กว่าจะถึงที่หมายก็ปาไป 6 โมงเย็น ซึ่งตอนแรกเราก็เครียดว่าจะหาที่พักได้ไหม แต่เอาเข้าจริงต้องบอกว่าหาง่ายมาก เพราะจิ่วจ้ายโกวเป็นเมืองที่ใหญ่และเจริญกว่าที่คิดไว้มาก ให้ความรู้สึกเหมือนมียูเอฟโอยกเมืองใหญ่ทั้งเมืองมาวางไว้กลางหุบเขาอันไกลโพ้น


อุทยานจิ่วจ้ายโกวตั้งอยู่กลางหุบเขา ภายในมีทะเลสาบ ป่าไม้ และน้ำตกสวยงามมากมาย จุดขายของที่นี่คือทะเลสาบที่ใสปิ๊งและมีสีสันสวยงาม ทั้งเขียว เหลือง ฟ้า ม่วง ซึ่งมีหลายคนวิเคราะห์ว่าเกิดจากตะกอนใต้น้ำบวกกับการหักเหของแสง ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวดังกล่าวทำให้มันถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก และเป็นที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอันดับต้นๆ ของจีน

จากเกสต์เฮาส์ของเราไปตรงทางเข้าอุทยานใช้เวลาเดินประมาณ 20 นาที เราวางแผนว่าไปให้เช้าแบบเว่อร์ๆ เลยสัก 05.30 น. จะได้ไม่ต้องเจอกรุ๊ปทัวร์และกองทัพนักท่องเที่ยวมหาศาล ปรากฏว่าเอาเข้าจริงไม่มีใครตื่นไหว จนต้องขอเลื่อนเวลาตื่นเป็น 7 โมง พอตื่นสายก็เป็นไปตามคาด นั่นคือมีนักท่องเที่ยวนับพันยืนรอที่หน้าทางเข้าเรียบร้อยแล้ว ทุกคนต่อคิวเพื่อรอขึ้นรถบัสที่บริการขับวนรอบอุทยาน (จ่ายค่ารถครั้งเดียวสามารถขึ้นลงกี่ครั้งก็ได้ที่จุดไหนก็ได้) ที่จริงจะเรียกว่าเป็นการต่อคิวก็ไม่ค่อยถูกนัก ต้องเรียกว่าเบียดเสียดแย่งกันเข้าจะตรงกว่า เวลามีรถบัสมาเทียบท่าสักคันหนึ่งก็เกิดการแย่งขึ้นรถราวกับอยู่ในหนัง Train to Busan

ตัวอุทยานมีขนาดใหญ่มากจนต้องใช้เวลา 2-3 วันขึ้นไปถึงจะเก็บไฮไลต์ได้ครบ แต่ด้วยความที่ค่าตั๋วต่อวันราคาแพงหูฉี่ถึง 310 หยวน หรือ 1,600 บาท (ถือเป็นราคาค่าตั๋วมาตรฐานของที่ท่องเที่ยวในจีนซึ่งส่วนใหญ่แพง) บวกกับเวลามีจำกัด ทำให้เราเลือกที่จะเก็บเฉพาะไฮไลต์ที่โคตรเด็ด โดยใช้เวลาวันเดียวพอ ส่วนวันอื่นเราจะเก็บไว้ไป “หวงหลง” อุทยานที่อยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกล


จุดแรกที่เราแวะได้แก่ Long Lake หรือทะเลสาบยาว ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่น้ำที่โคตรใสจนเห็นทุกอย่างที่อยู่ข้างล่าง และยังสะท้อนภาพท้องฟ้ากับภูเขาลงบนผิวน้ำ ที่อยู่ข้างๆ กันคือสระ 5 สี (The Jade-Colored Lake) ซึ่งจุดเด่นอยู่ที่น้ำหลากสีสัน ทั้งเขียว ม่วง น้ำเงิน ราวกับมีคนเอาสีเทลงไปในน้ำ ซึ่งเป็นภาพที่สวยจนกล้องถ่ายรูปก็ไม่อาจบันทึกความสวยงามลงไปได้ทั้งหมด แต่ด้วยความป็อปปูลาร์ของมันทำให้มีนักท่องเที่ยวต่อคิวถ่ายรูปเยอะมาก จนต่อให้หลบหลีกยังไงก็ยังต้องมีคนอยู่ในภาพ

ระหว่างที่เราเดินงงหลงทิศทางกันอยู่ มองไปข้างหน้าก็เห็นอีกคนหนึ่งที่ดูงงหลงทิศทางไม่แพ้เรา เราก็เลยชวนเขาเดินไปด้วยกัน

“ค่าเข้าชมคนละ 310 หยวน ดูแล้วมีคนเข้าชมวันละเป็นหมื่น นี่ขนาดไม่ใช่ช่วงไฮซีซั่นนะเนี่ย ไม่อยากนึกเลยว่าปีหนึ่งที่นี่จะทำเงินได้กี่พันล้านหยวน” ผมกล่าว

“แต่เงินค่าตั๋วที่เก็บไปก็มีการแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมนะ ทั้งรถบัสในอุทยาน มีทางเดินที่เป็นไม้ปูยาวทั่วอุทยานหลายกิโล มีถังขยะ มีป้ายบอกทางที่ดูดีมาก” เคียวกล่าว

“เออ ประเทศคุณเคยมีการประท้วงเรียกร้องไม่ให้สร้างกระเช้าหรือทางเดินในป่าไหม เพราะมันน่าจะทำลายธรรมชาติมากอยู่นะ” เพื่อนผมถามต่อ

“ก็ไม่ค่อยได้ยินนะ แต่ในประเทศจีนคุณก็รู้ เราประท้วงอะไรมากไม่ได้หรอก” เคียวตอบ

เราเลือกที่จะหยุดคุยประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมกับความเจริญไว้เพียงเท่านี้ แล้วหันไปถ่ายรูปทะเลสาบต่อ

เรามองสำรวจคนที่มาเที่ยวพบว่ามีนักท่องเที่ยวจีนหลากหลายวัย ตั้งแต่เด็กประถม วัยรุ่น ไปจนถึงอาแปะอาม่า สิ่งที่สะดุดตาพวกเราคือการแต่งตัว เพราะในขณะที่เครื่องแต่งกายในยามขึ้นเขาเข้าป่าของนักท่องเที่ยวไทยหรือตะวันตกคือเสื้อกางเกงรองเท้าที่ทนทานรัดกุม แต่นักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่กลับใส่เสื้อสีฉูดฉาดและกระเป๋ารองเท้าแฟชั่นราวกับเดินอยู่ในห้าง (บางคนใส่รองเท้าส้นสูงส้นแหลมเปี๊ยบเดินในอุทยาน เห็นแล้วยอมใจในความสามารถของพวกนาง)


หลังจากนั้นเราเดินทางไปที่เส้นทางสระธนูไผ่ (The Arrow Bamboo Lake) ซึ่งเป็นทางเดินเท้า 12 กม. โดยผ่านจุดต่างๆ อย่างสระแพนด้า, น้ำตกแพนด้า (ชื่อดูหน่อมแน้มแต่ของจริงอลังการมาก), สระ 5 บุปผชาติ, สระไข่มุก, น้ำตกไข่มุก, ทะเลสาบกระจก สิ่งที่ทำให้เราทึ่งได้แก่ภาพสระน้ำหลากสีที่มีซากต้นไม้โบราณนอนนิ่งอยู่ใต้น้ำ เกิดเป็นภาพประหลาดเกินบรรยาย

เวลาลุล่วงมาหลังเที่ยง และอาหารที่อยู่ในท้องเรามีแค่แอปเปิล 1 ลูกซึ่งสลายไปนานแล้ว โชคดีที่ระหว่างทางมีแม่ค้าวางขายมาม่าแบบแบกับดิน แม้ราคาจะพุ่งไปถึงถ้วยละ 15 หยวน (ประมาณ 80 บาท จากราคาปกติ 3.5 หยวน) แต่เราก็ยอมจ่ายโดยดี มาม่าจีนต่างจากมาม่าไทยตรงที่ถ้วยใหญ่ เส้นบวมอืดกว่า เรียกได้ว่ากว่าจะกินหมดถ้วยก็เล่นเอาเรานั่งอืดจนไม่อยากเที่ยวต่อ

จากนั้นเราก็เดินไปต่อที่น้ำตกเน่อเย่อหลัง, สระแรด, สระเสือ, น้ำตกซู่เจิ้ง, หมู่บ้านธิเบตซู่เจิ้ง ผลจากการเดินไม่หยุดตั้งแต่ 07.30 ถึง 18.00 น. ทำให้ช่วงหลังเรากับเคียวถึงขั้นต้องลากขาเดิน เราเดินขากะเผลกไปที่ร้านอาหาร ก่อนสั่งเบียร์แกล้มอาหารเสฉวนที่มีส่วนผสมเป็นหมาล่า ซึ่งกินแล้วชาปากสุดขีด ด้วยบทสนทนาที่ลื่นไหลทำให้เรานั่งกินจนถึงเวลาร้านปิด 4 ทุ่ม จนเจ้าของร้านแทบจะเชิญเราออกไปจากร้าน

ก่อนจากกัน เราแลกเปลี่ยนอีเมลกับเคียวเอาไว้ โดยสัญญาว่าถ้ามาเมืองไทยเมื่อไรจะพาเที่ยว เราจับมือแยกย้ายกันโดยบอกว่าแล้วพบกันใหม่


แต่ดั่งที่เพลง Polycat บอกไว้ว่า คนที่บอกว่าแล้วพบกันใหม่มักจะไม่พบกันอีก เพราะผมเผลอดันลืมหนังสือที่ข้างในมีเศษกระดาษจดอีเมลของเคียวเอาไว้ที่โรงแรม มารู้ตัวก็ตอนกลับไปที่เฉิงตูแล้ว ทำได้แต่รอให้เคียวติดต่อมาตามอีเมลที่ให้ไว้ แต่ถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ติดต่อกลับมาหาเรา และที่สำคัญคือผมกับเพื่อนที่ถ่ายรูปวิวทิวทัศน์เป็นร้อยๆ รูป แต่กลับไม่เคยถ่ายรูปเคียวเอาไว้เลยสักรูป ทำให้ความทรงจำของผมที่มีต่อใบหน้าของเขาเริ่มเลือนรางไปเรื่อยๆ

ซึ่งก็เป็นเหมือนที่บางคนกล่าวไว้ว่า ไม่มีสิ่งใดในโลกที่ยั่งยืนถาวร ไม่เว้นแม้แต่ความทรงจำดีๆ

How to go there

-แม้จะไปจิ่วจ้ายโกวได้จากหลายเมือง แต่เมืองต้นทางหลักคือเฉิงตู โดยสามารถไปได้ทั้งรถบัสโดยใช้เวลา 10 ชั่วโมง และเครื่องบินโดยใช้เวลาเดินทางแค่ 1 ชั่วโมง แต่ว่ามีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า และสภาพอากาศบริเวณนั้นมีความแปรปรวนสูงจนเครื่องบินดีเลย์อยู่บ่อยๆ

-อุทยานแห่งนี้จะมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงฤดู ทั้งช่วงที่ใบไม้เป็นสีเขียว สีเหลือง หรือเป็นหิมะปกคลุมทั้งหมด ซึ่งช่วงที่ฮอตฮิตที่สุดได้แก่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีปลายเดือนตุลาคม แต่แน่นอนว่านักท่องเที่ยวก็จะคับคั่งไปด้วย

-ค่าใช้จ่ายที่นี่ไม่แพงอย่างที่คิด ด้วยเงิน 12,000 - 15,000 บาท (ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน) ก็สามารถจัดทริปแบกเป้ได้แบบสบายๆ

เรื่อง-ภาพ: บดินทร์ เทพรัตน์

ที่มา - GQ Thailand
www.gqthailand.com

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

จิ่วจ้ายโกวเมืองเฉิงตูประเทศจีนอุทยานจิ่วจ้ายโกวสถานที่ท่องเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวอุทยานหวงหลงการเดินทางGQGQ Thailand

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้