ประเทศเพื่อนบ้านที่เนื้อหอมที่สุดในตอนนี้ คงหนีไม่พ้นประเทศพม่า เพราะเพิ่งทลายกำแพงเปิดตัวกับชาวโลกอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว กำลังฮอตฮิตสุดๆ นอกจาก 'เจดีย์ชเวดากอง' ในเมืองย่างกุ้งแล้ว ยังมีสถานที่อีกแห่งที่น่าเดินทางไปสัมผัสไม่แพ้กัน นั่นคือ เมืองพิน อูล วิน

วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ขอพาคุณไปเที่ยวชมเมืองแห่งนี้กัน แต่ไม่ใช่การเที่ยวแบบธรรมดา เพราะเราจะได้นั่งรถม้าชมเมืองชิลๆ อย่างกับเจ้าหญิงยังไงยังงั้น ว่าแล้วก็อย่ารอช้า ตามมาชมกันเลย

-1-

ก๊อกแก๊ก ก๊อกแก๊ก ก๊อกแก๊ก...เสียงเกือกม้าที่กระทบกับพื้นหิน บ่งบอกให้รู้ว่าเราเดินทางมาถึงเมืองพิน อูล วิน เมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของเขตมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า เราเดินทางออกจากมัณฑะเลย์ด้วยรถบัสปรับอากาศ ไปในระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตร ด้วยสภาพถนนหนทางที่ขรุขระ ขึ้น-ลงเนินเขา กว่าจะเดินทางมาถึงในตัวเมือง เราก็ใช้เวลาปาเข้าไป 2 ชั่วโมงเศษๆ

สมัยก่อน พิน อูล วิน ถูกสร้างเป็นเมืองพักตากอากาศของอังกฤษ เพราะมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี เฉลี่ยอยู่ที่ 25 องศาเซียลเซียส ตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไป ถือว่าเป็นช่วงไฮซีซั่นของที่นี่เลยก็ว่าได้ เพราะอุณหภูมิจะลดลงอีก เหลือประมาณ 8-9 องศาเซียลเซียส หรือติดลบ (โอ้วววว มันหนาวม๊ากกกก...มาก)

...

สาเหตุที่เมืองนี้หนาวเย็นตลอดทั้งปี ก็เป็นเพราะว่าตัวเมืองทั้งเมือง ตั้งอยู่บนภูเขาสูง โดยมีความสูงประมาณ 1,070 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง 

-2-

สายลมพัดอ่อนๆ กำลังเย็นสบาย เหมาะแก่การออกสำรวจเมือง ได้เวลาแปลงกายเป็นเจ้าหญิงเจ้าชาย นั่งรถม้าชมเมืองกันแล้ว

รถม้าแบบนี้มีเฉพาะที่พิน อูล วิน เท่านั้น เป็นรถม้าสไตล์ซินเดอเรลล่า ถอดแบบฉบับมาจากรถม้าของยุโรปในศตวรรษที่ 17 ค่าโดยสารก็สบายกระเป๋า ในระยะทาง 500 เมตร คิดราคาเพียง 5,000 จ๊าด หรือประมาณ 150 บาท เท่านั้น แต่ถ้าใครอยากนั่งรอบเมืองก็ตกอยู่ประมาณ 8,000-10,000 จ๊าด

ระหว่างทางที่รถม้าพาเที่ยว เราได้เห็นอาคารบ้านเรือนและโบสถ์อันงดงามตามแบบฉบับของสถาปัตยกรรมสไตล์ โคโลเนียล เรียงรายอยู่ตลอดสองข้างทาง ส่วนผู้คนที่นี่มีหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งอินเดีย พม่า ไทใหญ่ จีน เนปาลี ปะโอ และกุข่า ทุกชีวิตยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย

ใช้เวลาไม่นาน เราก็เดินทางมาถึง ตลาดปินอูละวัน แต่ก่อนจะเข้าตลาด ขอออกนอกเส้นทางซักนิด เพื่อเดินไปชมความอลังการของหอนาฬิกา เพอร์เซลล์ทาวเวอร์ สัญลักษณ์อันโดดเด่นของเมืองแห่งนี้ ตั้งอยู่ใจกลางของเมือง ซึ่งถูกสร้างขึ้นในปี 2477 โดยบริษัทจอห์นสันและ Gillete ของอังกฤษ เพื่อพิธีฉลองซิลเวอร์จูบิลีในรัชสมัยของกษัตริย์จอร์จ แห่งสหราชอาณาจักร

...

-3-

ชมความงามกันจนพอใจ เราก็เดินกลับมาที่ตลาดปินอูละวัน ที่นี่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คน รวมถึงวัฒนธรรมการกิน มีอาหารท้องถิ่นที่หลากหลาย ทำให้เราเผลอใจหลงเสน่ห์ตลาดแห่งนี้เข้าซะแล้ว!

เดินๆ อยู่ไม่ทันไร ก็ได้กลิ่นหอมมาแต่ไกลจากกระทะหลุมใบใหญ่เบ้อเริ่ม คงต้องขอแวะชิมกันหน่อยแล้ว แอบกระซิบถามมัคคุเทศก์ท้องถิ่น เขาบอกว่ามันคือ ขนมครกหลากหลายรสชาติ ไม่ต่างจากบ้านเรา ลองชิมดู อื้มมมม! อร่อยใช้ได้ 

ด้วยความที่เมืองแห่งนี้ รวบรวมเอาผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติมาอยู่อาศัยร่วมกัน อาหารจึงมีหลากหลายชนิดตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นโรตีทอด แกงถั่ว ข้าวซอย ขนมจีน ข้าวหลาม หรือแม้กระทั่งส้มตำ ก็หากินได้ที่นี่ แต่รสชาติขอบอกว่าเป็นแบบพม่าสไตล์นะจ๊ะ

...

อาทิตย์เริ่มใกล้ลาลับขอบฟ้า ได้เวลาที่เราจะเดินทางกลับที่พัก เสียดายที่เรามีโอกาสอยู่เที่ยวได้ไม่นานนัก ผู้นำทางของเราบอกว่า จริงๆ แล้วที่นี่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่เต็มไปด้วยป่าเขา ลำธาร ฟาร์มผัก ผลไม้ ไร่ชา กาแฟ หรือจะไปชื่นชมความสวยงามของดอกไม้นานาพรรณ ที่สวนพฤกษศาสตร์แห่งชาติกันดอว์จี ที่มีอายุเกือบ 100 ปี ก็ได้ 

...

เมืองเล็กๆ ที่สวยสงบด้วยธรรมชาติ อากาศที่เย็นสบาย และชีวิตผู้คนที่หลากหลาย ยังคงรอคอยให้นักเดินทางไปค้นหา แล้วจะได้รู้ว่า คุณก็สามารถเป็นเจ้าหญิงเจ้าชายได้ที่เมืองแห่งนี้ 'พิน อูล วิน'

ที่มาเรื่อง : ศรัญญา คงอยู่
ที่มาภาพ : อนุสรณ์ ทองเหลือ