เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ผมเพิ่งเผชิญหน้ากับความรู้สึกไม่แน่นอนครั้งใหญ่ในชีวิต จากเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนเหล็ก เพราะแต่เล็กจนโตยังไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล วันนี้อาการปวดเรื้อรังบนแผ่นหลัง ทำให้ผมยอมตัดสินใจเข้ารับการวินิจฉัยแบบละเอียดกับแพทย์เฉพาะทาง

ที่แผนกกระดูกในโรงพยาบาลรัฐชื่อดังแถวสามย่าน ผมนั่งรอคิวอยู่ราว 3 ชั่วโมง ก่อนคุณหมอจะเรียกเข้าไปถามโน่นถามนี่ สั่งให้ทำท่านั้นท่านี้ เมื่อพอใจแล้วแกก็ส่ายหัวเล็กๆ ก่อนที่จะลงมืออ่านคำวินิจฉัย

“ดูทรงแล้วน่าจะขาดแล้วล่ะ อาการแบบนี้คงต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เดี๋ยวหมอส่งตัวไปทำ MRI นะ ดูจุดที่ขาด ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย ถ้าเรามีประกันก็ไม่น่ามีปัญหา”

สรุปสาเหตุของอาการ คุณหมอเดาว่า น่าจะมาจากรูปแบบการใช้ชีวิตที่โลดโผนเกินกว่าเหตุ อาจเป็นเพราะอาชีพช่างภาพ แต่ลึกๆ ผมรู้ว่าตัวเองเป็นพวกดันทุรัง ชอบแบกทุกอย่างที่มีบนโลกไปทำงาน โดยเฉพาะพวกอุปกรณ์กล้องหนักๆ เป็นเวลานานๆ

เฮ้อออ... เรื่องประกันน่ะไม่มีปัญหา แต่ปัญหามันอยู่ที่สภาพจิตใจซึ่งไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจจะผ่าตัดมาเลยตะหาก ถ้าอาการหนักอย่างที่หมอว่าจริง มันอาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตหลายต่อหลายอย่าง ทั้งความฝัน หรือแม้กระทั่งรูปแบบการใช้ชีวิต

...

วันรุ่งขึ้น ผมใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับตัวเอง นั่งคิดอะไรเลยเถิดไปหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่วางแผนลางานไปผ่าตัด ไปจนถึงช่วงเวลาที่ต้องใช้ในการพักฟื้น ลามไปถึงความคิดที่จะขายกล้องตัวเก่งทิ้ง แม้กระทั่งความคิดที่ว่า หรือเราควรจะลาออกจากงานแล้วเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่นดี?

แต่หลังจากเพ้อเจ้อได้เดี๋ยวเดียว เรื่องของผมก็กลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวของเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่แยกราชประสงค์

ในขณะที่ผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์หลายคนกำลังออกเดินทางครั้งสุดท้าย คนที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างผม ทำไมมามัวนั่งคิดถึงแต่เรื่องการหยุดพัก

ท่ามกลางความโศกเศร้า ผมพบว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่ยังมีโอกาสได้ออกเดินทางเพื่อเรียนรู้โลกต่อไป บางทีหน้าที่ของคนที่ยังอยู่ อาจเป็นการลุกขึ้นยืนหยัด และออกเดินทางเพื่อค้นหาความสวยงามของชีวิตแทนคนที่จากไป

ผมตัดสินใจแล้วว่า...จะใช้ทุกวินาทีในชีวิตให้คุ้มค่าในช่วงเวลาที่ยังมีโอกาส

เดิมพัน

กลายเป็นว่า จากเหตุการณ์ในวันนั้น ยิ่งกระตุ้นให้ต่อมนักเดินทางของผมทำงานหนักมากกว่าเดิม

สำหรับสิ่งแรกที่ผมตั้งใจจะทำในตอนนี้ คือ รีบ ‘ไปเที่ยวในที่ยาก’ ก่อนจะถึงวันที่ ‘ยากที่จะไปเที่ยว’

โชคดีที่ผมเคลียร์ภูเขาโหดๆ ในภาคเหนือไปเกือบหมดแล้ว ป่าภาคใต้เป็นเป้าหมายหลักถัดไปที่ผมยังไม่ได้เริ่มสะสาง

เมื่อกางรายชื่อออกมาดู อันดับหนึ่งในลิสต์อย่าง “เขาหลวง” นครศรีธรรมราช อาจจะต้องบอกผ่านไปก่อน เพราะไปที่นั่นอาจจะต้องเดินหนักเป็นเวลา 3-4 ว้น ซึ่งเมื่อดูจากสภาพครึ่งดีครึ่งพิการของตัวเองตอนนี้ บางทีผมอาจจะกลายเป็นตำแหน่ง ‘ภาระ’ ให้กับคนอื่นเสียมากกว่า

ด้วยเหตุนี้ผมจึงต้องมองลงมาที่เป้าหมายลำดับถัดลงมา “เขาหงอนนาค” จังหวัดกระบี่ คือสถานที่ที่ดูมีความเป็นไปได้มากสุด

เมื่อตัดสินใจได้ ผมใช้เวลาชั่วอึดใจในการจองตั๋วเครื่องบินไปกระบี่ ‘พี่เชียร’ หรือ วิเชียร เรือนงาม เจ้าพ่อโปสการ์ดแห่งถนนคนเดินกระบี่ คือ คนแรกที่ผมต่อสายหา

อดีตแขกรับเชิญคอลัมน์วันเดอร์แลนด์วันเดอร์เลนส์ของเรา แกเคยรับปากผมไว้ว่า ถ้ามากระบี่อย่าลืมนึกถึงพี่เป็นคนแรก และถึงแม้จะเป็นการชักชวนโดยมารยาท แต่ผมก็ไม่พลาดที่จะนึกถึงเค้าเป็นคนแรกตามที่สัญญากันไว้ (ฮา)

...

สองสามวันถัดมา ผมกับพี่วิเชียรก็มานั่งวางแผนกันที่กระบี่ การจะขึ้นไปนอนด้านบนเขาหงอนนาคได้นั้น เนื่องจากไม่มีลูกหาบ ทำให้เราสองคนต้องแบกข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดขึ้นไปด้านบนด้วยตัวเอง ใช้เวลาเดินประมาณ 3-4 ชั่วโมง งานนี้ลืมเรื่องกินดีอยู่ดีไปได้เลย เราสองคนจัดแจงข้าวของให้มีน้ำหนักเบาที่สุด หนึ่งคือเพื่อเซฟแรง เพราะพี่เชียรขู่ไว้แล้วว่าหนทางสู่ยอดเขานั้นชันน่าดู และข้อสองนั้นสำคัญที่สุด เพราะผมต้องเซฟร่างกายที่ไม่ค่อยจะสมประกอบเพื่อไปให้ถึงจุดหมายให้ได้

แต่ความวัวไม่ทันจะหาย ความควายก็ลอยเข้ามาใส่ลูกเบ้อเร่อ ในวันขึ้นภู เมฆฝนลูกเบ้อเร่อเริ่มตั้งเค้าตั้งแต่เช้า มีความเป็นไปได้ว่าเราอาจต้องเดินฝ่าพายุฝนขึ้นไปบนยอด

ผมกับพี่เชียรนั่งรออยู่ที่ตีนภูตั้งแต่เที่ยงวัน แต่ท้องฟ้าก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเปิด ชั่วโมงก็แล้ว สองชั่วโมงก็แล้ว พอครบสามชั่วโมง เราสองคนหันมองหน้ากัน เป็นอันว่าถึงเวลาต้องตัดสินใจ เพราะถ้าไม่ขึ้นตอนนี้ก็บอกลาหงอนนาคได้เลย

พี่ชายคนหนึ่งเคยสอนให้ผมวิ่งเข้าหาฝน เค้าบอกว่า ถ้าอยากจะเห็นความสวยงามจากธรรมชาติ เอาแบบที่สุดสวิงริงโก้อีโต้บัมพ์เนี่ย ให้ยอมเดินลุยฝนขึ้นไปบนยอดภูแล้วคอยดูว่าจะเกิดอะไร ผลลัพธ์ที่ได้มีแค่สองหน้า คือ ‘ศูนย์’ กับ ‘พัน’ แบบถ้าไม่สวยน้ำตาไหล ก็ออกทะเลไปไกลสุดกู่

...

คงเหมือนกับการพนัน ทุกเดิมพันมีราคาที่ต้องจ่าย ยิ่งความเสี่ยงสูงผลตอบแทนก็ยิ่งมากตาม และหนนี้ผมต้องแลกมันมาด้วยความยากลำบากทุลักทุเลในการเดิน ซึ่งดูแล้วน่าจะลำบากกว่าเดินขึ้นมาแห้งๆ หลายเท่านัก

นึกแล้วก็อดคิดถึงชีวิตของตัวเองไม่ได้ ตั้งแต่เล็กจนโต แกะดำของตระกูลอย่างผมไม่เคยเลือกเดินบนเส้นทางปลอดภัยที่ครอบครัวเลือกให้เลยสักครั้ง แต่เอาจริงๆ ผมก็ไม่เชื่อว่ามีที่ไหนบนโลกที่คนเราสามารถอยู่ได้โดยไม่มีความเสี่ยง

ขอให้การเดิมพันหนนี้ ผมเป็นผู้ชนะ

ผู้ชนะ

ถึงจะเดินขึ้นมาด้วยความเร็วหนึ่งกิโลเมตรต่อสองวัน แถมยังหยุดพักทุกๆ สิบเมตรต่อหนึ่งยก แต่ท้ายที่สุด ผมกับพี่เชียรก็ขึ้นมาถึงจุดกางเต็นท์ด้านบนเขาหงอนนาคได้ แม้จะตกอยู่ในสภาพเนื้อตัวมอมแมมเหมือนลูกหมาตกน้ำก็ตาม

อากาศบนนี้ที่ทั้งชื้นทั้งเย็น ทำให้ไม้ป่าเดียวกันสองคนต้องกระเสือกกระสนหาทางก่อไฟ แต่ไอ้ไม้เจ้ากรรมที่พอหาได้จากแถวนั้นก็ดันชื้นซะจนจุดชนวนไม่ขึ้น เวลาในคืนนั้นเลยหมดไปกับการก่อกองไฟที่ต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติหลายเท่าตัว วินาทีที่จุดติด เราสองคนนี่แทบจะโห่ร้องเริงระบำรอบกองไฟบูชาเทพอัคคี

...

คืนนั้นผมกับพี่เชียรออกมานั่งอยู่ริมหน้าผา เราคุยกันหลายเรื่อง ตั้งแต่นินทาชาวบ้านไปจนถึงนินทาแฟนตัวเอง (ฮา) เราสองคนพยายามจะไม่มองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ตอนนี้เต็มไปด้วยเมฆหนา ถึงแม้จะรู้ว่าความหวังในวันพรุ่งนี้ริบหรี่แค่ไหน แต่ถ้ามองโลกในแง่ดี อย่างน้อยๆ การได้มาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตร่วมกันบนหน้าผาท่ามกลางดวงจันทร์ ก็เป็นอะไรที่พิเศษมิใช่น้อย

จะบอกว่า นอกจาก ความวัว ความควาย ที่เราต้องเผชิญก่อนขึ้นมาแล้ว ข้างบนนี้ยังมีความอีเห็นรึความชะมดให้เราได้เผชิญต่ออีกทั้งคืน

คือผมไม่แน่ใจว่าเราโดนตัวอะไรสักอย่าง แต่คาดว่า น่าจะเป็นอีเห็นรึชะมดจู่โจมเต็นท์ น่าจะพยายามมาหาของกิน คือ แค่หาไม่เจอพวกก็น่าจะจบ แต่พี่แกเล่นก่อกวนต่อด้วยการเดินกรอกแกรกไปมารอบเต็นท์ไง

เดินมาชนเท้าบ้าง ชนหัวบ้าง แล้วพอเราเปิดเต็นท์มาจะไล่ก็หยุดเดิน พอเรานอนก็เดินต่อ ทำแบบนี้ทั้งคืน ตั้งแต่ตีหนึ่งจนถึงเช้า

โอ้แม่เจ้า!! ให้มันได้ยังงี้ดิ!!!

ถึงเราจะนอนหลับได้ไม่เต็มตื่นเพราะเจ้าสัตว์ประหลาด แต่เหตุการณ์คาดไม่ถึงในเช้าวันนั้นก็ทำให้ความง่วงของเราสองคนหายเป็นปลิดทิ้ง เพราะอยู่ๆ เมฆก้อนใหญ่ที่คลุมท้องฟ้าเอาไว้ทั้งคืนก็เคลื่อนตัวออกไป เปิดทางให้เห็นแสงเรื่อๆ สีทองของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะโผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้า

จริงๆ ถ้าไม่ถูกชื่อเสียงของทะเลกลบรัศมีไปซะหมด ผมถือว่ากระบี่เป็นจังหวัดที่ภูเขาสวยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ อาจจะอยู่ระดับน้องๆ เชียงใหม่เลยนะ

ถ้าใครนึกไม่ออก ให้ลองนึกภาพเขื่อนรัชชประภาดู ลักษณะของภูเขาที่นี่ก็แบบเดียวกัน แต่เปลี่ยนจากที่อยู่เหนือน้ำมาเป็นอยู่เหนือทะเลหมอกบางๆ แล้วภูเขาพวกนี้มันเรียงตัวสลับซับซ้อนเป็นชั้นๆ ไล่เลเยอร์ซ้อนกันไปจนสุดลูกหูลูกตา แต่จังหวะที่สวยที่สุด ผมยกให้ตอนที่แสงอาทิตย์สาดเข้ามาโดนภูเขาแล้วเห็นแสงวิ่งเป็นลำ...อื้อ...หือ...

“สวยเหมือนภาพวาด” ผมคงอธิบายได้แค่นั้น

ดูเหมือนการเดิมพันครั้งนี้...ผมจะพลิกกลับมาเป็นฝ่ายชนะ...

และไม่ใช่แค่ชัยชนะที่มีต่อเมฆฝนที่ลอยออกไปเท่านั้น แต่เมฆดำก้อนใหญ่ในชีวิตที่คอยปกคลุมจิตใจเหมือนเป็นเงาตามตัวตลอดการเดินทาง ก็ได้จากไปแล้วเช่นกัน

เมื่อโทรศัพท์จากทางบ้านในช่วงสายของวันแจ้งมาว่า โรงพยาบาลส่งผลตรวจ MRI มาแล้ว ปรากฏว่า ไม่พบอาการฉีกขาดอย่างที่หมอวินิจฉัย พบแค่อาการอักเสบรุนแรงของถุงเส้นเอ็น ให้รักษาด้วยการทำกายภาพต่อเนื่อง ไม่ต้องผ่าตัด!!!

อาจเป็นครั้งหน้า...ที่ผมจะขอกลับขึ้นไปยืนอยู่บนยอดเขาสูง และกลับมาวางเดิมพันครั้งต่อไปได้แบบไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอีกครั้ง

ยิ่งสูง...ยิ่งสวย...

ผมกลับลงมาจากเขาหงอนนาคด้วยสภาพสะบักสะบอม เย็นวันนั้นเลยต้องโดนทั้งยาคลายเส้น ทั้งน้ำมันมวยชุดใหญ่ ผมนี่แทบจะคลานไปรับสายโทรศัพท์จากพี่วิเชียรเจ้าเก่าที่ดังขึ้นมากลางดึก

“โทรมาบอกบุญครับกอล์ฟ พรุ่งนี้ขึ้นวัดถ้ำเสือกัน ถ้ามาถึงกระบี่แล้วไม่ขึ้นถ้ำเสือ ถือว่ามาไม่ถึงนะ ตกลงขึ้นนะ บัยยย”

โฮฮฮ...ผมเพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่า ‘บอกบุญไม่รับ’ ก็ตอนนี้เอง แต่ท้ายสุดผมก็ไม่ปฏิเสธความหวังดีจากพี่เชียร

เช้าวันรุ่งขึ้น...พี่วิเชียรมารับผมตั้งแต่ตี 4 ไม่ใช่ว่าวัดถ้ำเสือจะอยู่ไกล แต่การจะเดินขึ้นวัดถ้ำเสือต้องมีอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง และเผื่ออีก 30 นาที เอาไว้สำหรับนั่งหอบ

ผมเริ่มออกเดินขึ้นเขาที่สองในรอบสองวัน บาดแผลจากหงอนนาคเริ่มแสดงอาการออกมาเป็นระยะ ที่หงอนนาคเราอาจจะเดินไกลกว่า แต่วัดถ้ำเสือ ถึงจะมีบันไดให้และเดินใกล้กว่า แต่เดินทรมานกว่าหลายเท่านัก

โอ้โฮ...ไม่รู้คนตัดบันไดจะขี้เกียจไปไหน ก็พวกเล่นตัดบันไดขึ้นเขาชนิดแทบจะเป็นแนวตั้งฉาก แถมแต่ละขั้นก็ยังสูงมาก ต้องออกแรงยกขากันเหนื่อยกว่าจะพ้นได้สักขั้น

อ้อ!! แล้วเตือนนิดนะครับ ห้ามถือถุงพลาสติกขึ้นมาเด็ดขาด!!! เพราะเจ้าถิ่นลิงๆ ที่นี่เค้าพิษสงรอบตัวมิใช่น้อย ขืนทะลึ่งถือถุงขึ้นมาให้เห็นอาจจะโดนตั้งด่านรีดไถกันแบบหน้าด้านๆ

แต่จะว่าไป เผลอแป๊บเดียวก็กัดฟันพิชิตบันได 1,237 ขั้น มาได้แบบโดนไปหลายแฮ่ก

ไอ้ตอนที่ยังมืดๆ ผมเองก็ยังไม่รู้ไม่เห็นอะไรมากนัก แต่พอฟ้าเริ่มสว่างเท่านั้นแหละ เข้าใจเลยว่า ทำไมเราถึงควรขึ้นมายืนอยู่บนนี้สักครั้งหนึ่ง...ในชีวิต...

ในเวลานี้ทะเลหมอกเบื้องล่างได้โอบอุ้มวิหารลอยฟ้าแห่งนี้เอาไว้ จากข้างบนนี้เราสามารถมองเห็นตัวเมืองกระบี่รวมทั้งเขาขนาบน้ำซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดได้อย่างชัดเจน ผมกล้าพูดเต็มปากว่า ข้างบนนี้คือจุดชมวิวเมืองกระบี่ที่สวยที่สุด

เมื่อเริ่มเห็น ก็เริ่มเข้าใจ ‘ความเหนื่อยไม่เคยฆ่าคน’ แต่ทำให้เรารู้จัก ‘คุณค่าของความเป็นคน’

ทุกครั้งที่เราเหนื่อย เรี่ยวแรงของเราที่หมดไป มักจะถูกแลกมาด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีคุณค่าเสมอ

ยิ่งสูงยิ่งเหนื่อย ยิ่งเหนื่อยยิ่งสวย ยิ่งเดินก็ยิ่งเข้าใจ คงไม่มีความสำเร็จใดได้มาโดยง่าย

...เหนื่อยน้อยได้น้อย...เหนื่อยมากได้มาก...สัจธรรมของโลกเรามักเป็นเช่นนั้น

และถ้าคนเราสามารถยอมเหนื่อยเป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมง เพื่อแลกกับความสุขเพียงแค่ไม่กี่นาที นี่อาจจะเป็นปริศนาธรรมที่ทำให้ต้องมีการสร้างพระประธานองค์ใหญ่เอาไว้ด้านบนนี้

เพราะเมื่อคนเรารู้สึกได้ถึงความสุขที่เกิดขึ้นจากการเดินทาง พวกเค้าจะมองเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ และกลับลงไปเป็นมนุษย์คนที่ดีกว่าเดิม

ที่มา : หนีกรุงไปปรุงฝัน

facebook.com/neekrungmagazine