นอกจากมัมมี่มนุษย์แล้ว วันนี้ ทีมงานต่วยตูน จะพาไปดู มัมมี่สารพัดสัตว์ ของชาวไอยคุปต์ โดยเป็นบรรดาสัตว์เลี้ยง มีทั้งแมว สุนัข วัว ...
ไทยรัฐ ซันเดย์ สเปเชียล สัปดาห์นี้ ทีมงานต่วย’ตูนสรรหาเรื่องแปลกพิสดารมานำเสนอแฟนานุแฟนอีกเช่นเคย ก็ตามที่พาดหัวชื่อเรื่องไว้นั่น ท่านผู้อ่านว่ามันแปลกไหมล่ะครับ...เพราะในบรรดามัมมี่อียิปต์ที่ขุดพบ ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ครั้งพระเจ้านโปเลียนนั้นมีหลักฐานว่า นอกจากซากศพมนุษย์ที่ชาวอียิปต์นิยมนำมาดองเค็ม เอ๊ย...ถนอมร่างด้วยการอาบยาแล้วนั้น ยังมีบรรดาสัตว์เลี้ยงของพวกเขาด้วย ซึ่งวัตถุประสงค์ในการทำมัมมี่สัตว์ ของชาวอียิปต์นั้นมีอยู่ 4 ประการคือ
1) เป็นอาหาร สำหรับใช้เป็นมังสภัตต์ในโลกหลังความตาย
2) เป็นสัตว์เลี้ยงแสนรัก ของผู้ตาย (เลยต้องตายตาม โฮ!)
3) เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ตามความเชื่อ เช่น วัวอาพิสและแมว
4) เป็นเครื่องสังเวยเทพเจ้า (มีมากในยุคมัมมี่กรีก-โรมัน)
สัตว์ ชนิดหนึ่งที่ชาวอียิปต์นิยมนำมาทำมัมมี่ ก็คือ "แมว" ด้วยถือว่าเป็นตัวแทนของวิฬาร์เทพ "บาสต์ (Bast)" ซึ่งมีรูปหน้าคล้ายสิงโต แต่ครั้นจะเอาสิงโตมาเลี้ยงให้บูชากันก็คงลำบาก จึงอนุมานหาสัตว์ที่ย่อมกว่าอย่างแมวมาเลี้ยง และเมื่อแมวศักดิ์สิทธิ์สิ้นชีพไปแล้วก็เลยนำมาเข้ากระบวนการทำมัมมี่ ถือเป็นการให้เกียรติเช่นเดียวกับคน แต่เมื่อนานเข้าพอมีสัตว์เลี้ยงอย่างอื่นที่ผูกพันกันเช่นเดียว กับแมว ชาวอียิปต์ผู้รักสัตว์และรักในชีวิตหลังความ ตายก็พาเอาร่างสัตว์ที่รักนั้นมาทำมัมมี่เสียด้วยกันหมด ดังนั้น จึงพบร่างมัมมี่ของสัตว์ต่างๆเคียงข้างกับมัมมี่ ของคนในหลายๆกรณี ดังที่จะได้นำมาเล่าต่อไปนี้ครับ
...

มัมมี่สุนัข
มัมมี่สุนัข
สุนัข อียิปต์นี้มีหน้าตาเฉพาะที่เขาว่าสืบมาจาก สายสุนัขป่าต้นตระกูลหมาเลยทีเดียว โดยสุนัขพันธุ์ เฉพาะของอียิปต์ที่ว่านี้คือ "บาเซนจิ (Basenji)" ที่ได้ฉายาว่าสุนัขที่ไม่เคยเห่า รูปร่างหน้าตาก็คล้ายๆ หมาไทยของเรานี่ละครับ ความซื่อสัตย์ของสุนัขคง ทำให้คนอียิปต์รักและผูกพันมาก แต่ชาวอียิปต์โบราณ นั้นรักมากจนอยากเอาไปอยู่ด้วยในโลกหน้า ก็เลยจับทำมัมมี่ซะเลย สุนัขชนิดนี้ยังสืบเชื้อสายมาจนถึง ปัจจุบัน อย่างตอนผมไปค้นหลักฐานของฟาโรห์โจเซอร์ที่ซัคคาร่า ก็ได้เห็นสุนัขดังว่านี้วิ่งกันเกรียวกราว ในวิหาร ยังนึกครึ้มอยู่ว่าได้บรรยากาศย้อนยุคดี

มัมมี่ลิงบาบูน
มัมมี่ปริศนาร่างคล้ายเด็ก
ตอน ไปเดินเพลินใจอยู่ในดงมัมมี่ที่ครอบอยู่ ในตู้กระจกก็ได้พลันไปเห็นมัมมี่เข้าร่างหนึ่ง ซึ่งจารึก ไว้ว่าเป็นของเจ้าหญิงผู้งดงามแห่งราชวงศ์ที่ 21 แต่ที่เบื้องเท้าของมัมมี่นั้นมีก้อนหยิกหยักพันผ้าลินินเอาไว้ด้วยดูไปแล้ว ก็น่าจะโบราณพอกัน จึงได้กลับมาหาประวัติมัมมี่ร่างนี้ให้ลึกขึ้น แรกทีเดียวนักโบราณคดีก็คิดว่าสิ่งที่ถูกทำมันมี่ร่างเล็กไว้นั้นคือเลือด เนื้อเชื้อไขของพระนาง เมื่อยุติกันไม่ได้จึงอุ้มห่อผ้านี้ไปเข้าเครื่องเอกซเรย์ ดูให้รู้แน่ ซึ่งปรากฏว่าเมื่อล้างฟิล์มออกมาแล้วนั้นทุกคนก็ต้องตะลึงหงาย เพราะภาพฉายให้เห็นโครงกระดูกของเด็กที่ดูแปลกเหลือเกิน กะโหลกก็ป้าน หน้าผากก็นูน แถมแขนยังดูยาวผิดส่วนอีก ร้อนถึงต้องนำไปให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านกายวิภาคดูจึงรู้ว่านี่ไม่ใช่ร่างคน แต่เป็นร่าง "ลิงบาบูน" มัมมี่ลิงร่างนี้ ยังสมบูรณ์ดีอยู่มากจนนักวิทยาศาสตร์ตั้งใจจะเอาไว้ศึกษาการแพร่ระบาดของ เชื้อเอดส์จากลิงสู่คนด้วยครับ

มัมมี่แมว
มัมมี่แมว
แมว เป็นสัตว์ที่นิยมเอามาทำมัมมี่มากสุดในปฐพีอียิปต์ตามความเชื่อแห่งเทพบาสต์ แหล่งใหญ่ในการทำมัมมี่แมวอยู่ที่ซัคคาร่าและเบนิฮาซัน ซึ่งตรงนี้มีปริมาณมัมมี่แมวที่ถูกพบมากร่างที่สุด ว่ากันว่าในศตวรรษที่ 19 นั้นมัมมี่แมวได้ถูกขนเอาไปใช้เป็น "ปุ๋ยหมักชั้นดี" ให้แก่ชาวอังกฤษถึง 19 ตัน ยิ่งยุคหลังๆอย่างสมัยปโตเลมิกนี้ทำมาก แต่ทว่าหลายร่างทำแบบไม่ประณีตนักหรือแบบขอไปที ดังที่มอริสัน สก็อต ผู้อำนวยการของบริติชมิวเซียม ซึ่งได้เคยเปิดร่างมัมมี่แมวออกมาดูนับไม่ถ้วน พบว่าหลายต่อหลายร่างเป็นเพียง ส่วนอวัยวะของแมวเท่าที่หาได้ หรือบางทีเป็นเพียงขนเท่านั้น ก็คงพอนับได้ว่า เป็นการทำมัมมี่แมวแบบประหยัดชีวิตขึ้นประเภท "หนึ่งแมวแบ่งได้หลายห่อ"

มัมมี่ส่วนหัวของวัว
มัมมี่วัว
มัมมี่ ที่น่ารู้ไว้เพื่อความเข้าใจวิถีแห่งไอยคุปต์ก็คือมัมมี่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ครับ จะเห็นว่าวัวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์สำคัญลำดับต้นของคนอียิปต์เลยทีเดียว เพราะแทน เทพองค์บรมปฐมเจ้าเรียกว่า "เอพิส (Apis)" วัวเอพิสของไอยคุปต์นี้มีความ สำคัญเกี่ยวพันกับเทพโอสิริสผู้เป็นหนึ่งในเทพองค์ปฐมของอียิปต์ ซึ่งเมื่อผสานกับเทพแบบกรีกขึ้นมาแล้วก็ได้เป็นเทพลูกครึ่งนาม "เซราพิส (Serapis)" อาศัยอยู่ในนิวาสสถานชื่อ "เซราไพออน (Serapeion)" หรือเซราเพียม ตามภาษาโรมัน ขึ้นมาถ้าเรียกให้เก๋ก็คงว่า "เซราพิซาลัย" ซึ่งอารามอย่างนี้เพิ่งได้เกิดมีขึ้นมาในยุคแห่งปโตเลมีนี้เอง
ตายไม่ดีถ้าไม่มีมัมมี่สัตว์
เชื่อ ว่าตอนนี้คงมีผู้อ่านที่รักสัตว์หลายท่านพยายามกลั้นใจถามว่ามัมมี่สัตว์ เหล่านั้นมันถูกฆ่า ให้ตายหรือไม่ ผมเองก็พยายามหาข้อมูลอย่างเต็มที่ จนที่สุดก็ได้ข่าวดีครับว่า "ไม่" เป็นส่วนใหญ่ แต่ ก็ต้องยอมรับมีบางรายเหมือนกันที่ถูกฆ่าให้ตายตาม กันไปกับเจ้าของผู้วายชนม์ และที่รู้ว่าไม่นั้นก็ไม่ได้ นั่งเทียนปลอบใจคนรักสัตว์แต่อย่างใด หากแต่นักโบราณคดีท่านได้เอกซเรย์พิสูจน์ดูแล้วว่าไม่ได้มีร่อง รอยของการทำร้ายเช่นกระดูกหักหรืออะไรทำนองนั้น อันที่จริงว่าไปก็ยังมีมัมมี่สัตว์เลี้ยงแสนรัก (ของมัมมี่) อื่นอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นตัวกาเซลล์, แกะ, วัว, เหยี่ยว, ปลา หรือแม้แต่งูหรือจระเข้ก็ตาม ซึ่งทำออกมาแล้วดูยาวดีพิลึก และกับอวัยวะบางส่วนซึ่งขาดออกไปก่อนเวลาอันควรก็มีการทำมัมมี่เก็บไว้ใช้ ต่อในชาติหน้าด้วย เพราะคนอียิปต์โบราณเชี่ยวชาญในการทำมัมมี่จึงมีคำกล่าวกันเล่นๆว่า
"แค่ส่งตัวอะไรสักอย่างไปให้คนอียิปต์เลี้ยง แล้วคนอียิปต์จะส่งมัมมี่ตัวนั้นๆกลับมาให้ท่านเอง"
...

มัมมี่ตัวกาเซลล์
สำหรับความเชื่อตามพระคัมภีร์มรณะของชาวอียิปต์นั้น อ่านดูก็เป็นข้อดีกับสัตว์มาก เชื่อว่าผู้รจนาต้องเป็นผู้รักสัตว์
หรือ เป็นนักมนุษยธรรมอยู่ไม่น้อย ตัวอย่างเช่นคำถามหนึ่งที่วิญญาณจะต้องถูกสอบก่อนจะผ่านเข้าสู่ปรโลกก็คือ ว่าระหว่าง มีชีวิตนั้นเคยกระทำทารุณกรรมต่อสัตว์ใดๆหรือไม่ เพราะถ้า กระทำทารุณอาจไม่ได้มีโอกาสเข้าสู่ชีวิตหลังความตายที่ดีนัก
คัมภีร์มรณะถ้าใครฆ่าสัตว์อาจถูกแขวนคอ

ยาวๆแบบนี้ไม่ใช่งู แต่เป็นมัมมี่จระเข้
การ ทำให้สัตว์ศักดิ์สิทธิ์เลือดตกยางออกหรือตายด้วยแล้วก็ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ ดังที่ ดิโอดอรุส ซิคุลุส นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกในยุค 1 ศตวรรษก่อนคริสตกาลได้บันทึกไว้ว่ามีชายโรมัน (ผู้เคราะห์ร้าย) นายหนึ่งเผอิญไปก่ออนันตริยกรรมเข้าไว้ โดยทำให้แมวตัวหนึ่งตายโดยไม่ตั้งใจ ส่งผลให้เขาถูกชาวไอยคุปต์แถวนั้นจับประชาทัณฑ์โดยการแขวนคอจนตายอย่างน่า สยดสยอง ซึ่งผลอันนี้ส่งให้ไม่เฉพาะชาวต่างชาติ หาก แม้ชาวอียิปต์เองหากมีอันเห็นสัตว์ตายอยู่แล้วก็มักจะเดินผ่าน หนีไปให้ไกลจากรัศมีเท่าที่คนจะสันนิษฐานไม่ได้ว่าใครฆ่า โดยเฉพาะถ้าเป็นแมวคงยิ่งต้องหนีไกลหนักหน่อย เพราะเผลออาจโดนยัดข้อหาถูกจับทำมัมมี่ทั้งเป็นได้ง่ายๆ
อันที่จริง ถ้ามองในแง่ดีก็ต้องนับว่าเป็นภูมิปัญญาอันแยบยลของคนอียิปต์ที่ช่วยปกป้อง สัตว์ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ไว้ให้ไกลจากอันตราย ความเชื่อนี้ยังช่วยกล่อมเกลาจิตใจคน ไอยคุปต์ยุคนั้นให้อ่อนโยนละเมียดละไม ซึ่งคนที่รักสัตว์จะรู้ว่าที่จริงสัตว์เหล่านี้ก็เหมือนเพื่อนต่างชาติต่าง ภาษาที่เพียงแค่ คุยกันไม่รู้เท่านั้น ซึ่งถ้าดูแลเพื่อนต่างชาติเหล่านี้ด้วยความรักแล้ว ความสุขใจก็จะมาหาตัวผู้เลี้ยงได้เองในชาตินี้ทีเดียว และถ้าจะหวังถึงชาติหน้าก็เชื่อว่าสัตว์เหล่านั้นก็ยินยอมพร้อม ที่จะตามไปด้วย เรียกว่ายอมพลีหัวใจให้ถูกพันมัมมี่อย่างเต็มใจด้วยเทคนิคเดียว
ก็คือ "ความรัก" นั่นเองครับ.
...
ทีมงานต่วย’ตูน