อินโดนีเซียหรือดินแดนที่เรามักนิยมเรียกว่า“อิเหนา” ด้วยเป็นต้นกำเนิดแห่งวรรณคดีที่ถูกนำมาใช้เป็นตำราในห้องเรียน
ลักษณะด้านกายภาพ ประเทศนี้เป็นหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดของโลก คือมีอยู่มากถึง 17,500 เกาะกลางทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย กับทะเลจีนใต้ มหาสมุทรแปซิฟิก ใกล้ชิดกับทวีปออสเตรเลียเลยส่งผลให้คนสองประเทศนี้ติดต่อคบหากันมาช้านานในหลายๆด้าน
แม้ไม่นานวันที่ผ่านมา มี 2 ออสซี่พกพายาเสพติดเข้าไปโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายที่เป็นกฎเหล็กแล้วก็ถูกจับจนรัฐบาลออสเตรเลียต้องออกมาขอลดหย่อนผ่อนโทษ แต่ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด แห่งอินโดนีเซีย ยืนกระต่ายขาเดียวเมื่อผิดก็ต้องว่ากันตามผิด
สุดท้ายคนทั้งสองต้องโทษถึงประหารชีวิตตามกบิลเมือง
กรณีนี้ทำเอาคนทั้งโลกต่างจับจ้องอยู่ด้วยเหมือนกันว่า “ออสเตรเลีย” กับ “อินโดนีเซีย” จะจ้องมองตากันแบบร้าวฉานบานปลายกันไปแค่ไหนอย่างไร? แต่ถึงวันนี้ใครๆก็ยังเห็นนักท่องเที่ยวออสซี่ มิได้ลดจำนวนลงในแดนอิเหนาแม้แต่น้อย
ว่ากันถึงการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวนั้น “อินโดนีเซีย” เริ่มต้นมาไม่ช้าไม่เร็วกว่าบ้านเราเท่าไรนัก จุดขายสำคัญอันทรงคุณค่ามากสุดของเขาจากวันนั้นถึงวันนี้ คงไม่หนีไปจาก “เกาะบาหลี”
ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นทั้งธรรมชาติชายทะเล โบราณสถาน โบราณวัตถุ วัฒนธรรมที่ชวนสัมผัส วิถีชุมชนตลอดจนสถาปัตยกรรมที่งามสง่าจนรีสอร์ตริมทะเลบ้านเราหลายแห่งก็นิยมลอกมาจากต้นแบบจากเกาะนี้
ตุลารักษ์ วารีศรี หรือ “มิต้าร์” เด็กสาวชาวเกาะภูเก็ตที่จบบัญชีจากวิทยาลัยอาชีวฯภูเก็ต และออกไปหาประสบการณ์อยู่กับเรือสำราญนำเที่ยวขนาดใหญ่ที่ฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่อายุ 18 ปี และเกิดพบรักกับชายหนุ่มร่วมอาชีพที่เป็นบาหลีเนส คบกันอยู่นาน 10 ปี จึงได้แต่งงานมีลูกสาว 1 คน วัย 2 ขวบชื่อ “เอเชีย”
...
มิต้าร์ตัดสินใจเป็นบาหลีเนสอยู่กับลูกที่บาหลี โดยไม่คิดจะกลับเกาะภูเก็ตเพราะทั้งพ่อและแม่ได้จากไปแล้ว ไม่เหลือใครให้ต้องย้อนกลับไปดูแล
มิต้าร์ บอกว่า อินโดนีเซียมีประชากร 240 ล้านคน ประมาณ 200 ล้านคนเป็นมุสลิมนับถืออิสลาม ซึ่งถือว่ามากสุดในโลก แต่ที่จังหวัดบาหลีซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเมืองหลวงจาการ์ตามีประชากรอยู่แค่ 4 ล้านคน ร้อยละ 95 เป็นฮินดูที่ค่อนข้างเคร่งครัด
บ้านทุกหลังของบาหลีจะต้องมีวัดคือศาลพระภูมิอยู่ในรั้วบ้าน คนเป็นพ่อเป็นแม่จึงมักอยากมีลูกชายไว้เพื่อดูแลวัดในบ้าน ส่วนลูกสาวจะออกเรือนไปไหนนั้นไม่ว่า...บาหลีเนสทุกเรือนจะนิยมทำกระทงดอกไม้ ซึ่งเรียกว่า “ชานัง” หรือ “Chanang” โดยใช้ดอกไม้สีขาวหรือชมพูรองพื้น แซมด้วยดอกสีแดงและเหลืองปักธูปเทียน แล้ววางไว้กับพื้นตรงหน้าประตูบ้านหรือร้านค้าทุกเช้า เพื่อความเป็นสิริมงคลตลอดทั้งวัน...
ถึงจะมีคนเหยียบบ้าง ถ้าไม่เจตนาก็ไม่ถือว่า “บาป”
ด้านการครองเรือน คนบนเกาะนี้ยังค่อนข้างเคร่งครัดในเรื่องชนชั้น วรรณะ คือถ้าหญิงสาวที่เป็นสามัญชนคนธรรมดาเกิดไปแต่งงานอยู่กินกับชายที่มีฐานันดรศักดิ์ซึ่งสูงกว่า ก็จะถือว่าโชคดีตรงที่ได้รับการสถาปนาเป็น “จาโร (JRO)” นำหน้าชื่อเพื่อเป็นเกียรติประวัติของตนเอง ขณะลูกที่เกิดตามมาจะกี่คนก็แล้วแต่ถือว่าอยู่ในชั้นวรรณะเดียวกันกับพ่อ
แต่วันใดก็แล้วแต่...ที่แม่ถึงคราเสียชีวิต แม้จะมีศักดิ์สกุลติดตัวอยู่ก็ตามที บรรดาเหล่าลูกๆทั้งหลายจะไปแบกหามโหมโลงศพอันไร้วิญญาณของแม่นั้นไม่ได้ เพราะยังไงแม่ก็ได้ชื่อว่าอยู่ในวรรณะที่ต่ำกว่าอยู่ดี!
นอกจากนี้ ถ้าเป็นหญิงที่อยู่ในวรรณะซึ่งสูงส่ง หากคิดอยากแต่งงานอยู่กินกับชายที่จัดอยู่ในวรรณะที่ต่ำกว่า กลับตรงกันข้ามคือต้องลดชั้นลงไปให้เท่ากับวรรณะของชายคนนั้นทันที
นี่คือขนบธรรมเนียมของ...“คนบนเกาะบาหลี”
มิต้าร์ไม่สามารถเล่าถึงวัฒนธรรมอันหลากหลายของคนเกาะนี้ได้หมด บอกได้แต่ว่า...ปัจจุบันได้กลายเป็นวิถีชุมชนที่คนมาเที่ยวแบบอยากรู้อยากเห็น เธอบอกอีกว่า บาหลีเป็นจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาตลอดทั้งปี ปีละประมาณ 1 ล้านคน...เป็นออสซี่กว่า 6.4 แสนคน รองลงมาคือ...จีนกับญี่ปุ่น รัฐบาลตั้งเป้าไว้ด้วยว่า เมื่อให้สิทธิ์คนจีนมาเที่ยวแบบไม่ต้องมีวีซ่าแล้ว เกาะบาหลีน่าจะทำตัวเลขได้ถึง 1 ล้านคนจากตลาดจีน
นิธี สีแพร ผอ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานจาการ์ตา เสริมว่า ถึงอินโดนีเซียจะพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมาในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกับไทย และมีทรัพยากรทางการท่องเที่ยวใกล้เคียงกันมาก แต่สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยปีที่แล้วราว 24-25 ล้านคน เข้าอินโดนีเซียเมื่อปี 2556 จำนวน 8.3 ล้านคน...ปีที่แล้วขยับขึ้นเป็น 9.4 ล้านคน
รัฐบาลโจโก วิโดโดพยายามที่จะเพิ่มตัวเลขให้ได้ 20 ล้านคนในปี 2562 โดยยกเลิกวีซ่าให้แก่นักท่องเที่ยวแล้ว 45 ประเทศ ซึ่งเราก็คงต้องคอยศึกษาและสังเกตวิธีการตลาดของเขาอยู่ด้วยเหมือนกัน
ผอ.นิธี บอกอีกว่า อย่างไรก็ตาม สถิตินักท่องเที่ยวอินโดนีเซียสู่ไทย หากมองย้อนหลังไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว...การเติบโตออกจะเชื่องช้าคือมีแค่ปีละ 1.9 แสนคน แต่พอปี 2551 ก็ส่อแววดีขึ้น สามารถไต่เพดานได้สูงถึง 2.6 แสนคน ครั้นพอปี 2553 ขณะนั้น ททท.ย้ายฐานการทำตลาดจาก ททท.สำนักงานสิงคโปร์ ไปเปิดเป็น ททท.สำนักงานจาการ์ตา ตัวเลขขณะนั้นก็ยังดีวันดีคืนอยู่ที่ 2.9 แสนคน
“เราเริ่มเปิดตลาดด้วยการทุ่มโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อฯต่างๆทุกรูปแบบในอินโดฯ...จับมือบริษัทนำเที่ยวขายเที่ยวไทย รวมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่และเชิญบริษัทนำเที่ยวกับสื่อฯด้านท่องเที่ยวไปทดสอบสินค้าท่องเที่ยวยังบ้านเรา”
...
ปี 2554 เราถึงได้ตัวเลขนักท่องเที่ยวตลาดนี้มากขึ้น พุ่งไปถึง 3.8 แสนคน
ถึงตรงนี้ ผอ.ททท.จาการ์ตา กล่าวด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มด้วยว่า พอปี 2556 อิเหนาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นถึง 120% คือ 6 แสนคน...ปี 2557 การเมืองไทยย่ำแย่ สถิติเลยถอยมาอยู่ 5.8 แสนคน...มาปีนี้เมื่อการเมืองเริ่มสงบลง จึงจำเป็นต้องกระตุ้นตลาดด้วยการสร้างแรงจูงใจเพื่อทรงหรือขยายตลาด ด้วยการนำเสนอขายแหล่งที่นักท่องเที่ยวตลาดนี้นิยมชมชอบ
อันแรกคือ “กรุงเทพฯ” ที่เป็นสวรรค์สำหรับการช็อปปิ้ง ถัดมาคือ “พัทยา–หัวหิน”...เที่ยวสถานบันเทิง สวนน้ำ สวนสนุก แล้วก็เล่นกอล์ฟ มีบางรายกลับมาซ้ำครั้งเพื่อไปเที่ยวเชียงใหม่-เชียงราย
“ระหว่างที่คนมุสลิมกำลังถือศีลอด ททท.จาการ์ตาจึงใช้เวลาช่วงนี้บุกเจาะตลาด เพื่อเตรียมรับช่วงหลังรอมฎอนกลางเดือนกรกฎาคม โดยหวังดึงครอบครัวมุสลิมเข้ามาเที่ยวกับกินอาหารฮาลาล ประกอบพิธีทางศาสนาในมัสยิด ขณะเดียวกันก็ชวนกลุ่มกอล์ฟซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังเติบโตเข้ามา”
นิธี สีแพร กล่าวทิ้งท้ายอย่างมั่นใจและบอกด้วยว่า “คนไทยเราออกไปเที่ยวแดนอิเหนาปีหนึ่งประมาณ 1.4 แสนคน ดุลท่องเที่ยวเราจึงยังทิ้งห่างดุลท่องเที่ยวอิเหนาอยู่แบบไม่น่าห่วง...สำคัญคือนักการเมืองอาชีพอย่าเที่ยวแกว่งน้ำ (เน่า) การเมืองให้ขุ่นละกัน”.