กิจการโคนมที่กำลังดำเนินงานไปด้วยดี ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ

เอาต์เลต" ตั้งอยู่ภายในเต็มไปด้วยสินค้า อันเป็นผลิตภัณฑ์ป่านศรนารายณ์ ด้วยฝีมือของกลุ่มสตรีสหกรณ์หุบกะพง...

ลึก เข้าไปจากหลัก กม. ที่ 199 ของถนนเพชรเกษม ประมาณสัก 5 กม. จะมองเห็นอาคาร ลักษณะเด่นแบบ "เอาต์เลต" ตั้งอยู่ภายในเต็มไปด้วยสินค้า อันเป็นผลิตภัณฑ์ป่านศรนารายณ์ ด้วยฝีมือของกลุ่มสตรีสหกรณ์หุบกะพง ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม ราชินีนาถ ได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้าสหกรณ์ ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ และการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน มพช. กระทรวงอุตสาหกรรม เช่น กระเป๋าถือสุภาพสตรี หลากหลายรูปแบบและสีสัน ที่มีความทนทาน สวยงามราคาย่อมเยา กับสินค้าอื่นอีกมากมาย

นอกจากเป็นตู้โชว์ ผลิตภัณฑ์ ตัวของ "เอาต์เลต" ยังเท่ากับเป็นป้ายประกาศความเจริญก้าวหน้าของหมู่บ้าน ของสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด หมู่บ้านสหกรณ์ตัวอย่างในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นโครงการพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ภูมิพล อดุลยเดช ตั้งอยู่ที่หมู่บ้าน หุบกะพง 99 หมู่ 8 ตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ด้วย

ย้อนหลังไปเมื่อปี พ.ศ. 2507 เกือบ 50 ปีมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว โปรดฯรับเกษตรกร กลุ่มชาวสวนผักชะอำ 83 ครอบครัว ล้วนแต่มีฐานะยากจนไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ไว้ในพระ บรมราชูปถัมภ์ รวมกับที่อยู่เดิมอีก 46 ครอบครัว แล้วจัดให้ทำประโยชน์ที่ดิน แบ่งแปลงที่ดินเป็นแปลงปลูกพืช รวมทั้งดินปลูกบ้าน 25 ไร่ พื้นที่ 7 ไร่ ได้รับน้ำชลประทาน และอีก 18 ไร่ อาศัยน้ำฝน โดยให้มีสิทธิในการทำมาหาเลี้ยงชีพในที่ดินตลอด ชั่วลูกหลาน แต่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในการซื้อขายที่ดินถือครองอยู่

...

ต้นหน่อไม้ฝรั่งขนาดกำลังขาย พืชพันธุ์เกษตรที่มีราคา ปลูกตามแปลงอย่างมีระเบียบ

พระราชประสงค์โครงการแรก มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ

1. เพื่อช่วยเหลือสมาชิก กลุ่มไร่ผัก ต.เขาใหญ่ อ.ชะอำ ให้มีที่ทำกินเพียงพอแก่อัตภาพ ทั้งในด้านประกอบอาชีพและอยู่อาศัย

2. เพื่อทดลองดำเนินเป็นตัวอย่าง ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์ ด้านผลผลิตการเกษตรสูงสุด

3. เพื่อส่งเสริมเกษตรกรได้ประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและมีความรู้ความเข้าใจการช่วยตนเองตามหลักพัฒนาชุมชน

4. เพื่อส่งเสริมราษฎรที่เข้าเป็นสมาชิกในที่ดินจัดสรร มีการรวมกลุ่มประกอบอาชีพเกษตรกรรม ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน อันเป็นพื้นฐานใน
การจัดตั้งสหกรณ์ต่อไป

ต่อมาในปี พ.ศ. 2514 กระทรวงเกษตร โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือ จัดการรวมตัวเข้าชื่อจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ ชื่อว่า "สหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) สหกรณ์ฯมีสมาชิกแรกตั้ง 128 ครอบครัว ดำเนินการปลูกผักชนิดต่างๆ เช่น หน่อไม้ฝรั่ง สวนแปลงเกษตรกรที่อาศัยน้ำฝน มีปลูกอ้อย สับปะรด มะม่วงหิมพานต์ กระเจี๊ยบแดง กิจการได้เจริญขึ้นตามลำดับ

ส่วนหนึ่งของกระเป๋าถือสตรีทำด้วยป่านศรนารายณ์ หลากหลายรูปทรงและสีสัน
ภายในร้านแสดงผลิตภัณฑ์ ได้รับการกล่าวขวัญกันว่าเป็นของคุณภาพและมีราคาถูก

นับ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดฯ รับเกษตรกรกลุ่มชาวสวนผักชะอำ 83 ครอบครัว ที่ล้วนแต่มีฐานะยากจน ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของ ตนเอง ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปัจจุบันนี้สภาพสังคมสหกรณ์การเกษตรหุบกะพงได้เจริญรุ่งเรือง จนไม่เหลือร่องรอยในอดีตให้เห็นอีกแล้ว

ทุกวันนี้สมาชิกสหกรณ์ต่างมี ฐานะเป็นปึกแผ่น บ้านเรือนแต่ละหลังปลูกสร้างด้วยวัสดุแข็งแรง ทนทาน ภายในพื้นที่กว้างขวาง ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ต่างมียานพาหนะอันจำเป็นกับการดำรงชีวิตในยุคนี้กันแทบจะทุกบ้าน

ส่วน กลางหมู่บ้านยังมีคอกเลี้ยงฝูงโคนมขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยปศุสัตว์นับร้อย แสดงถึงความเจริญก้าวหน้าในการพัฒนา ได้ขยายงานจากการเกษตรปลูกพืช ทำกิจกรรมอย่างอื่น เช่น การทำฟาร์มปศุสัตว์ด้วย

รอบนอกหมู่บ้านออก ไปยังเรียงรายไปด้วยไร่ปลูกพืชผลต่างๆที่ขึ้นหน้าขึ้นตา ได้แก่ หน่อไม้ ฝรั่ง พืชเศรษฐกิจที่มีราคา ที่ผลิตเท่าไหร่ก็ยัง ไม่เพียงพอกับตลาด คู่สามีภริยาเจ้าของไร่แปลงหนึ่ง วางมือจากงาน คุยอธิบายวิธีการปลูกให้กับผู้ไปชมอย่างเต็มอกเต็มใจ บรรยายความรู้สึกภาคภูมิใจในที่ทำกินของตน พร้อมด้วยอวดคุณภาพของพืชผักของตน โดยชี้ให้ดูร้านอาหารที่อยู่ใกล้เคียงกันร้านหนึ่งว่า เป็นร้านอาหารที่มีชื่อเสียงในการ ผัดก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ด้วยหน่อไม้ฝรั่งจากไร่

เจ้าของไร่หน่อไม้ฝรั่ง อวดพืชผลที่งดงาม จากไร่ของตน ด้วยความภาคภูมิใจ

แต่ ที่ฟังแล้วน่าตื้นตันใจอย่างยิ่ง ก็ได้แก่คำพร่ำพรรณา ด้วยความภูมิใจของเขา ในความสำเร็จของชีวิตจากพื้นดินที่ได้จากที่ดินทำกินของตน ซึ่งเขากล่าวเรียกว่าเป็นที่ดิน "โฉนดในหลวง" ซึ่งช่วยพลิกฟื้นชีวิตใหม่ ทั้งยังบอกเล่าด้วยว่ากำลังพยายามปลูกฝังให้ลูกสาวที่มีอยู่คนเดียว และกำลังเรียนจบเป็นบัณฑิตทางด้านการเกษตร ให้ยึดสืบมรดกอาชีพทำกินจากที่ดินผืนนี้สืบไป

ทุกวันนี้ หุบกะพงเป็นศูนย์สาธิตและทดลองการเกษตร เพื่อศึกษาการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเกษตรใน พื้นที่แห้งแล้ง ภายในมี "ศูนย์เรียนรู้โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง" เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้สนใจศึกษาและนำไป เป็นแนวทางในการพัฒนาอาชีพด้านเกษตรกรรมต่อไป.