มันคืออะไร? 

มันกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลถูกปล่อยเข้าสู่วงโคจรจากกระสวยอวกาศ ดิสคัฟเวอรี เมื่อวันที่ 24 เมษายน ปี 1990 แต่แล้วกลับสะดุดขาตัวเองทันที เพราะแทนที่จะจับเป้าหมายได้ มันกลับทั้งสั่นทั้งเขย่า การเปิดฝาป้องกันด้านหน้าเพื่อรับแสงดาวรบกวนกล้องจนระบบอิเล็กทรอนิกส์ล้ม กระนั้น กระจกปฐมภูมิขนาดเส้นผ่านศูนย์ กลาง 2.4 เมตรของมันก็ได้ชื่อว่าเป็นวัตถุขนาดใหญ่ที่มีผิวเรียบที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้าง 

เดิมทีนักดาราศาสตร์ต้องการกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ในวงโคจรระดับสูง แต่พวกเขาลงเอยด้วยการได้ กล้องขนาดเล็กที่โคจรสูงเพียง 560 กิโลเมตร เพื่อให้พอดีกับห้องสัมภาระของกระสวยอวกาศ และอยู่ในวิสัยที่นักบินอวกาศซ่อมบำรุงได้

แต่กระสวยอวกาศนี่เองที่ช่วยกู้ภารกิจ เพราะหากกล้องฮับเบิลอยู่สูงเกินกว่ากระสวยอวกาศจะไปถึง ชื่อของมันอาจจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ในฐานะความล้มเหลวระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โชคดีที่ระบบสร้างขึ้นให้สามารถเข้าถึงชิ้นส่วนสำคัญๆ ได้ ตั้งแต่กล้องถ่ายภาพและคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงไจโรสโกปและเครื่องส่งสัญญาณวิทยุ เพื่อสับเปลี่ยนหรือซ่อมแซมได้ง่าย ภารกิจซ่อมบำรุงของกระสวยอวกาศห้าภารกิจที่ประสบความสำเร็จตามแผนการที่วางไว้เกือบสมบูรณ์แบบ

ดังนั้น จึงเป็นส่วนสำคัญในการแปรสภาพก้อนเหล็กหนัก 12 ตันให้กลายเป็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์ยอดนิยมที่มีผลงานมากที่สุดในโลกชิ้นหนึ่ง

กล้องฮับเบิลขยายพรมแดนแห่งความรู้ของมนุษย์อย่างแท้จริง จากการส่องดูห้วงลึกในอวกาศเท่ากับมองย้อนไปในอดีตของจักรวาลด้วยความชัดเจนอย่างไม่เคยมีมาก่อน นักดาราศาสตร์ได้เรียนรู้ว่า ดาราจักรก่อตัวขึ้นจากวัตถุขนาดเล็กในเอกภพยุคต้น และทราบด้วยว่า ดาราจักรขนาดใหญ่มักมีหลุมดำมวลยวดยิ่งเป็นศูนย์กลาง ส่วนการใช้กล้องฮับเบิลตรวจสอบดาวแคระแสงริบหรี่ก็ช่วยยืนยันว่า สสารปกติไม่สามารถสร้างความโน้มถ่วงได้มากพอที่จะยึดโยง ทุกส่วนของดาราจักรเข้าด้วยกัน

นั่นหมายความว่า “สสารมืด” (dark matter) อันเป็นแหล่งกำเนิดแรงโน้มถ่วงจะต้องเป็นวัตถุแปลกประหลาด ความเร็วของดาราจักรที่กล้องฮับเบิลตรวจวัดได้เป็นเบาะแสแรกๆ ที่บ่งชี้ถึงความมีอยู่ของ “พลังงานมืด” (dark energy) หรือพลังลึกลับที่เร่งอัตราการขยายตัวของเอกภพอยู่ในขณะนี้

อย่างไรก็ตามแน่นอนว่าความนิยมชมชอบที่ชาวโลกมีต่อกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลไม่เพียงเกิดจากความสำเร็จในเชิงวิทยาศาสตร์ของมันเพียงอย่างเดียวแต่ยังมาจากภาพถ่ายอันน่าประทับใจของดาราจักรอันแพรวพราย เนบิวลาเรืองรองนวลตา และเศษซากของดาวที่แตกดับ ย้อนหลังไปในช่วงที่กล้องฮับเบิลอยู่ระหว่างการก่อสร้างและส่ง ขึ้นสู่วงโคจร

ภาพทำนองนี้เป็นสิ่งที่คนในแวดวงนาซาดูแคลนว่าเป็นเพียง “พริตตี้” ที่มีไว้เพื่อการประชาสัมพันธ์เท่านั้น แต่เสี้ยวศตวรรษ ต่อมาภาพอวกาศซึ่งรวบรวมโดยโซลตาน เลอเวย์ และเพื่อนร่วมงานจากสถาบันวิทยาศาสตร์กล้องโทรทรรศน์อวกาศ (Space Telescope Science Instititue) ก็กลายเป็น

“ส่วนหนึ่งของแนวคิดที่เราเรียกว่า ‘วัฒนธรรม’ ไปแล้ว” ตามคำกล่าวของสตีเวน เจ. ดิ๊ก นักประวัติศาสตร์ประจำองค์การนาซา การที่มนุษย์มองภาพอวกาศว่าสวยงาม และเร้าอารมณ์ได้ไม่แพ้ภาพในโลกอย่างอาทิตย์อัสดงและยอดเขา เป็นเครื่องยืนยันอีกครั้งว่า ธรรมชาติทั้งมวลล้วนเป็นหนึ่งเดียว และเราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาตินั้น.

อ้อ ส่วนอีก 6 ภาพเข้าไปดูได้ในเว็บไซต์ด้านล่างต่อเลย รับประกันว่าอลังการแน่นอน.

ที่มา