ฮอกไกโด... เกาะทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น เมื่อพูดถึงฮอกไกโดเราก็ต้องนึกถึงฤดูหนาว เกาะทางตอนเหนือที่น่าจะเป็นจุดที่หนาวเย็นที่สุดในช่วงของฤดู เทศกาลเล่นสกี สกีรีสอร์ตที่มีชื่อเสียง และ “คยูจัง” มาสคอตกระต่ายใส่ชุดกวางที่น่ารักของฮอกไกโด

คู่มือคนเมืองไทยรัฐออนไลน์วันนี้พาไปที่นี่ฮอกไกโด

เราทั้งหมดเดินทางออกจากสุวรรณภูมิด้วยสายการบินไทย เพื่อมุ่งหน้าสู่ฮอกไกโด สนามบินใหม่ชิโตเสะ ประเทศญี่ปุ่นด้วย TG670 เวลา 23.45 น.ใช้เวลาบิน 6 ชั่วโมงโดยประมาณ เดินทางถึงสนามบินชิโตเสะในเวลา 08.30 น.

อากาศสดใสต้อนรับคณะเดินทางด้วยวันเริ่มต้นของฤดูร้อน แต่ไม่ร้อนแบบฤดูร้อนเมืองไทย อุณหภูมิตอนกลางวันอยู่ที่ 20 C กลางคืนอยู่ที่ 14-15 C ถือว่ากำลังสบายๆ กันเลยทีเดียว เล่นเอาทั้งคณะตากแดดกันลืมร้อน ไม่กลัวดำกันเลยทีเดียว

Day 1

จุดหมายแรกของวันนี้เป็น คือ “Noboribetstu Hell Vally” หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า “NoboribetsuJigoku-Dani” ออนเซ็นจากธรรมชาติกลางหุบเขา เมื่อเดินทางมาถึงทางเข้าก็จะพบรูปปั้นยักษ์สีแดงและสีฟ้ายืนเด่นต้อนรับอยู่หน้าทางเข้า เป็นที่รู้ว่าที่นี่คือ “Noboribetstu Hell Vally”

...


(ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่น “ยักษ์โนโบริเบทสึ” เป็นยักษ์ที่อาศัยอยู่ใน Jigoku-Dani จะถูกเรียกว่า Yukijin(ยุคิจิน) เป็นยักษ์ที่ดี จะนำเอาโชคร้ายออกไปแล้วขอให้ผู้คนมีแต่ความสุข)

ที่นี่นั้นมีบ่อออนเซ็นจากธรรมชาติหลายบ่อ ผู้คนสามารถใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัวพร้อม ......

ก้าวแรกของการเข้าไปใน Jigoku-Dani นั้น จะได้กลิ่นกำมะถันตลบอบอวลไปทั่ว ภูมิทัศน์ที่เห็นตรงหน้าเป็นภูเขาที่มีควันคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ พร้อมกันน้ำเดือดปะทุออกมาตามร่องภูเขา Jigoku-Dani เป็นร่องรอยของปล่องภูเขาไฟระเบิดที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟ Kutta ra(คุตตะละ) ตามหุบเขาก็จะมีรูพ่นแก๊ส หรือพุแก๊สจำนวนมาก ด้วยภูมิทัศน์ที่มีน้ำเดือดปุดๆ เป็นฟองรอบๆ นั้น ทำให้เป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่า “นรกที่ยักษ์อาศัยอยู่” นอกจากนั้นออนเซ็นหลากหลายชนิดที่ถูกพ่อนออกมาจากที่นี่ได้ถูกส่งต่อไปยังเรียวกังและโรงแรมต่างๆ ในละแวกใกล้เคียง

ลงเขามาไม่ไกลมาก จะพบกับ Noboribetsu Ninja Village หรือหมู่บ้านนินจา สถานที่ท่องเที่ยวที่บ่งบอกความเป็นญี่ปุ่นมากที่สุดอีกแห่งหนึ่ง ที่นี่จำลองวิถีชีวิต สภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นในสมัยเอโดะ ในสภาพที่เสมือนจริงที่สุด มีทั้งโรงละครแสดงโชว์นินจา ซามูไร และสังคมการเป็นอยู่แบบญี่ปุ่น ซึ่งที่น่าสนใจก็คือมีบางโรงละครที่นักท่องเที่ยวสามารถมีความทรงจำที่ดีโดยการเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงเหล่านั้นได้

สถานที่ถ่ายรูปที่ระลึกเราสามารถใส่ชุดญี่ปุ่นโบราณหรือกิโมโนถ่ายรูปน่ารักๆ เก็บกลับเมืองไทย ร้านอาหารที่นักท่องเที่ยวสามารถรับประทานอาหารได้ภายใต้กลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นดังโงะ ราเมน แบบที่ไม่สามารถแยกได้ว่าเราอยู่ในโลกปัจจุบันหรือได้ย้อนเวลากลับไปยังอดีต รวมไปถึงร้านขายของที่ระลึกน่าสนใจจับจ่ายเก็บกลับบ้านเป็นอย่างมาก

...

Mt. USU Ropeway

Mt. USU Ropeway เป็นโรปเวย์กระเช้าลอยฟ้าเหนือแนวภูเขาไฟ USU (อุซุ) ซึ่งเมื่อเราขึ้นไปยังจุดชมวิว จะสามารถมองเห็นทัศนียภาพทีราบปากปล่องภูเขาไฟที่ยังมีไอน้ำพุ่งขึ้นอยู่รอบทะเลสาบโทยะ (Lake Toya)

หากมองต่ำลงมาจะเห็นทิวทัศน์อ่าวฟุนและภูเขารูปร่างสวยงามอย่างภูเขาโยเท ซึ่งนับว่าที่แห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยว เนื่องจากแนวภูเขาไฟอุซุนั้นเป็นแนวภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ มีการระเบิดของภูเขาไฟแล้วมากถึง 4 ครั้งนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา และในแต่ละครั้งจะเกิดการเคลื่อนตัวของผิวโลก ทำให้รูปร่างของภูเขาไฟอุซุมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อเป็นการกระตุ้นและดึงดูดการท่องเที่ยวจึงเกิดอาคารหมูบ้านภูเขาไฟขึ้นเป็นการรวบรวมข้อมูลทางธรณีทะเลสาบโทยะ ภูเขาไฟอุซุ เผยแพร่แก่นักท่องเที่ยวด้วยการนำเสนอที่เข้าใจง่าย ระยะเวลาในการขึ้นโรปเวย์ไปจุดชมวิวด้านบนนั้นใช้เวลา 5-10 นาทีโดยประมาณ แต่หากต้องการชมทัศนียภาพแบบนักเดินเขาแล้วละก็ ใช้เวลาไป-กลับ 2 ชั่วโมง (รวมเวลานั่งโรปเวย์)

Toyako Manseikaku Hotel

หากท่านต้องการหาที่พักที่มีบรรยากาศของทะเลสาบโทยะที่สวยงามแล้วละก็ ที่นี่เป็นตัวเลือกที่ดีเลยทีเดียว ด้วยตัวโรงแรมตั้งอยู่ริมทะเลสาบโทยะ หากเมื่อท่านเปิดหน้าต่างห้องพักออกมา รับรองว่าท่านจะไม่ผิดหวังกับทิวทัศน์ที่งดงามของทะเลสาบแห่งนี้อย่างแน่นอน ตอนกลางคืนสามารถเดินเล่นไปลัดเลาะไปตามทางเดินริมทะเลสาบบริเวณหลังโรงแรมที่ประดับไปด้วยโคมไฟสวยงาม ให้ความรู้สึกของความโรแมนติกได้เป็นอย่างดี

Highlight : ไฮไลต์ของโรงแรมแห่งนี้ คือการล่องเรือชมพลุตอนกลางคืนกลางละเทสาบโทยะ ทุกคืนเวลาประมาณหนึ่งทุ่มตรง บริเวณริมทะเลสาบโทยะจะเต็มไปด้วยผู้คนที่ต่อแถวรอขึ้นเรือที่จะล่องออกไปกลางทะเลสาบโทยะ เมื่อเรือล่องมาถึงกลางทะเลสาบ เราก็จะได้ตื่นตาตื่นใจกับการโชว์พลุอันสวยงามรมฝั่งทะเลสาบ ประกอบกับฉากหลังโรงแรมที่ประดับไปไว้สวยงาม สร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าพักเป็นอย่างมาก อย่างนี้แล้วหากได้มาเยือนคราวหน้า เราจะพลาดโรงแรมแห่งนี้ได้อย่างไร

...

Day 2 Lake Onuma

Lake Onuma (ทะเลสาบโอนุมะ) ตั้งอยู่ชายเมืองฮาโกะดาเตะ สามารถเดินทางมาโดยรถไฟโดยใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงจากตัวเมืองฮาโกดาเตะ รอบๆ ทะเลสาบโอนุมะเป็นทางเดินสำหรับนักท่องเที่ยวสามารถปั่นจักรยานรอบทะเลสาบเพื่อชื่นชมทัศนียภาพทะเลสาบโอนุมะที่สวย งามพร้อมกับมีภูเขาโกมะกาทาเกะ (Komegatake) เป็นฉากหลัง ทัศนียภาพของที่นี่มีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับฤดูกาล ซึ่งในเวลาที่เดินทางไปนั้นเป็นฤดูร้อน เราสามารถดูนกนานาชนิดแบบที่เรียกว่าอยู่ในธรรมชาติจริง ๆ กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถทำให้คือการปั่นจักรยาน และปิกนิก โดยจะมีสถานที่ให้บริการเช่าอุปกรณ์สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ เตรียมพร้อม

หากใครต้องการรับประทานอาหารในร้านอาหารหรูที่นี่ก็มีบริการร้านอาหารพร้อมที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนจะลุยกิจกรรมที่แห่งนี้สัก 2-3 วัน นอกจากทะเลสาบโอนุมาแล้ว อีกฝั่งถนนยังมีทะเลสาปโคนุมะ (Lake Konuma) ซึ่งตามภาษาญี่ปุ่น Ko มีความหมายว่าว่าเล็ก Numa แปลว่าบ่อน้ำ ดังนั้นทะเลสาบโคนุมะจึงมีขนาดเล็กกว่า เราจึงสามารถชมทะเลสาบได้ถึง 2 แห่งในเวลาเดียวกัน

...

Goryo – kaku Park & Tower

ปราสาทโกเรียวคาคุ ทาวเวอร์ เป็นหอชมวิวสถานที่ประวัติศาสตร์ของเมืองฮาโกะดาเตะ “ปราสาทและป้อมปราการรูปดาวห้าแฉก” ป้อมปราการรูปดาวห้าแฉกที่สวยงามถูกสร้างขึ้นในสมัยที่ญี่ปุ่นถูกบังคับให้เปิดประเทศ ปี 1858 ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกรมการฮาโกะดาเตะจึงได้เดินทางไปซัปโปโรเพื่อเจรจาสร้างป้อมปราการป้องกันเมืองท่าฮาโกะดาเตะ และสร้างที่ทำการของคณะกรมการเมือง คือที่ว่าการเมืองฮาโกะดาเตะนั้นเอง จึงเกิดเป็นป้อมปราการรูปดาวห้าแฉกล้อมรอบที่ทำการที่ว่าการเมืองฮาโกะดาเตะ ภายในหอชมวิวนักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นวิวของป้อมปราการรูปดาวได้อย่างชัดเจนพร้อมทัศนียภาพโดยรอบของเมืองฮาโกะดาเตะ มีห้องแสดงประวัติความเป็นมาของปราสาทโกเรียวคาคุ โครงสร้างทั้งภาพวาดไปจนถึงแบบจำลองสามมิติ สามารถสร้างความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีร้านขายสินค้าที่ระลึกพร้อมร้านอาหารให้บริการอยู่ภายในหอชมวิวแห่งนี้

Bay Area


แหล่งช็อปปิ้งที่มีชื่อเสียงแห่งเมืองฮาโกะดาเตะ เบย์แอเรียแห่งนี้รวบรวมสินค้ามากมายให้นักท่องเที่ยวได้เลือกจับจ่าย ตั้งแต่ขนมขบเคี้ยว อาหารสด ของเล่น เสื้อผ้า ไปจนถึงของตกแต่งห้อง โดยมีการแบ่งออกเป็นโกดัง ตั้งอยู่ริมทะเล สินค้าราคาไม่แพง และเป็นสถานที่โรแมนติกหากได้นั่งรับประทานอาหารในร้านอาหารบรรยากาศโกดังริมทะเล

Mt. Hakodate Ropeway

ฮาโกะดาเตะ โรปเวย์ หรือกระเช้าลอยฟ้าฮาโกะดาเตะ อีกหนึ่งจุดชมวิวที่มีชื่อเสียงของเมืองฮาโกะดาเตะ นักท่องเที่ยวสามารถนั่งโรปเวย์ขึ้นไปยังจุดชมวิวเพื่อชมทัศนีย์ภาพเมืองฮาโกะดาเตะ ในมุมมองที่เรียกได้ว่า “สวยงามที่สุด” ของเมือง เนื่องจากสามารถเป็นเมืองฮาโกะดาเตะที่มีส่วนเว้าสองข้างที่ล้อมด้วยทะเล หากขึ้นไปในตอนกลาววันจะสามารถเห็นทัศนียภาพที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือฮาโกะดาเตะ หรือแม้กระทั้งปราสาทโกเรียวคาคุ แต่ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ที่นี่คือ ทัศนียภาพในตอนกลางคืน ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “จุดชมวิวที่สุดโรแมนติกและสวยงามมากที่สุด 1 ใน 10 ของโลก” แบบยากที่จะอธิบายออกมาด้วยภาพ ต้องเดินทางชมด้วยตาตัวเองให้ได้สักครั้งในชีวิต

Yunokawa Tanaboku-Tei Hotel

แนวคิดของโรงแรมแห่งนี้ คือกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นอย่างแท้จริง เพราะหากท่านเดินเข้ามาในล็อบบี้ของแรมท่านอาจจะรู้สึกว่าโรงแรมแห่งนี้คงไม่ต่างอะไรจากโรงแรมแห่งอื่น แต่เมื่อได้เข้าไปในห้องพักท่านจะรู้สึกได้ถึงความเป็นญี่ปุ่นโบราณ ภายในห้องพักประกอบด้วยโซนนั่นเล่นที่สร้างแบบญี่ปุ่นปูด้วยเสื่อ โต๊ะรับรองนั่งพื้น บานเลื่อนแบบญี่ปุ่น ตัดกับโซนเดียงนอนที่เป็นแบบมาตรฐานโรงแรมทั่วไป ท่านไม่จำเป็นต้องพักในบ้านพักแบบญี่ปุ่น แต่ท่านมาพักที่นี่ท่านก็สามารถรู้สึกถึงความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน

ยังไม่หมด เหลืออีก 2 วัน ตอนหน้ามาดูว่าเราจะพาไปเที่ยวไหนกัน.