ข่าว
100 year

สารคดี : บันไดห้าขั้น สู่การเลี้ยงดูประชากรโลก

ไทยรัฐออนไลน์1 พ.ค. 2557 10:05 น.
SHARE

 

เวลาที่เรานึกถึงภัยคุกคามต่างๆ ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม เรามักนึกถึงรถยนต์และปล่องควันไฟโรงงาน ไม่ใช่อาหารเย็น แต่ความเป็นจริงก็คือ ความต้องการอาหารของมนุษย์ เป็นหนึ่งในหายนะรุนแรงที่สุดที่อาจเกิดกับโลกใบนี้

เกษตรกรรมเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน ภาคเกษตรปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากกว่ารถยนต์ รถบรรทุก รถไฟ และเครื่องบินทั้งหมดรวมกัน ภาคการเกษตรใช้น้ำจากแหล่งน้ำอันมีค่าอย่างหิวกระหาย และยังเป็นผู้ปล่อยมลพิษตัวฉกาจ เพราะน้ำชะจากปุ๋ยและสิ่งปฏิกูลจากสัตว์จะไปขัดขวางระบบนิเวศอันเปราะบางในทะเลสาบ แม่น้ำ และชายฝั่งทั่วโลก ยังไม่ต้องพูดถึงการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพที่เกิดจากแผ้วถางพื้นที่ป่าเพื่อทำเกษตร

ปัญหาท้าทายสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเกษตรเป็นเรื่องใหญ่ และจะยิ่งกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนเมื่อเราพยายามตอบสนองความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก เป็นไปได้มากว่า เมื่อถึงกลางศตวรรษนี้ เราต้องเลี้ยงผู้คนเพิ่มอีก 2,000 ล้านคน หรือรวมแล้วมากกว่า 9,000 ล้านคน ต่อไปนี้คือแผนการบันไดห้าขั้นที่อาจช่วยแก้วิกฤติอาหารโลกได้


สุกรในกรง

บันไดขั้นที่หนึ่ง หยุดขยายกิจกรรมการเกษตร

ตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่ในประวัติศาสตร์ เมื่อมนุษย์ต้องผลิตอาหารเพิ่มขึ้น เราก็เพียงแผ้วถางป่าหรือไถปราบทุ่งหญ้าเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูก ที่ผ่านมาเราแผ้วถางพื้นที่ป่าขนาดเกือบเท่ากับทวีปอเมริกาใต้เพื่อปลูกพืชผล และยิ่งใช้ที่ดินมากขึ้นไปอีกหรือพอๆ กับทวีปแอฟริกาเพื่อเลี้ยงปศุสัตว์ ผลกระทบหรือที่เรียกว่า “รอยเท้าการเกษตร” (agriculture’s footprint) ก่อให้เกิดการสูญเสียใหญ่หลวงต่อระบบนิเวศทั่วโลก แต่เราไม่อาจเพิ่มผลผลิตอาหารด้วยการขยายกิจกรรมการเกษตรอย่างไม่มีที่สิ้นสุดได้อีกต่อไป การแลกป่าฝนเขตร้อนกับพื้นที่เพาะปลูกเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างเลวร้ายที่สุดประการหนึ่งของเรา

ต้นไม้และความชุ่มชื้น

บันไดขั้นที่สอง เพาะปลูกให้ได้มากขึ้นในที่ดินที่มีอยู่

การปฏิวัติเขียวที่เริ่มขึ้นในทศวรรษ 1960 ช่วยเพิ่มผลผลิตในแถบเอเชียและละตินอเมริกาด้วยการใช้พันธุ์พืชที่ดีขึ้น พึ่งพาปุ๋ยเคมี การชลประทาน และจักรกลการเกษตร แต่ต้องแลกกับความสูญเสียทางสิ่งแวดล้อม ตอนนี้โลกควรหันไปให้ความสนใจกับการเพิ่มผลผลิตในพื้นที่เพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์น้อยกว่า โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา ละตินอเมริกา และยุโรปตะวันออก ซึ่งยังมี “ความแตกต่างของผลผลิต” ระหว่างระดับผลผลิตในปัจจุบันและผลผลิตที่เป็นไปได้ในอนาคต จากการปรับปรุงวิธีการเพาะปลูก ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ที่เที่ยงตรงและใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ตลอดจนแนวทางต่างๆ ที่หยิบยืมมาจากเกษตรอินทรีย์ จะช่วยเพิ่มผลผลิตในภูมิภาคเหล่านี้อีกได้หลายเท่าตัว

บันไดขั้นที่สาม ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อุตสาหกรรมการเกษตรเริ่มประสบความสำเร็จในการหาวิธีใหม่ๆ เพื่อให้สามารถใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เกษตรกรจำนวนมากสามารถผสมหรือปรับแต่งสูตรปุ๋ยเคมีที่เหมาะกับสภาพดินของตนซึ่งช่วยลดการชะล้างของเคมีเกษตรลงสู่แหล่งน้ำใกล้เคียงได้ นอกจากนี้ เกษตรอินทรีย์ยังลดการใช้น้ำและสารเคมีลงอย่างมากด้วยการใช้พืชคลุมดิน วัสดุคลุมดิน และปุ๋ยหมัก เพื่อพัฒนาคุณภาพดิน ประหยัดน้ำ และเพิ่มสารอาหาร เกษตรกรหลายรายมีวิธีจัดการน้ำที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก โดยหันไปใช้วิธีอื่นๆ ที่มีความแม่นยำและเที่ยงตรงกว่าระบบชลประทานแบบเดิมๆ ที่ไร้ประสิทธิภาพ

 

ไก่ในกรงรอวันถูกเชือด

 

บันไดขั้นที่สี่ เปลี่ยนอาหารการกิน

ทุกวันนี้ คนในโลกกินพืชผลเป็นอาหารโดยตรงเพียงร้อยละ 55 เท่านั้น ส่วนที่เหลือกลายเป็นอาหารปศุสัตว์ (ราวร้อยละ 36) หรือแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ราวร้อยละ 9) แม้คนจำนวนมากจะบริโภคเนื้อ ผลิตภัณฑ์นม และไข่ที่ได้จากสัตว์ในฟาร์มเพาะเลี้ยง แต่พืชที่กลายเป็นอาหารสัตว์เหล่านี้ มีเพียงเศษเสี้ยวเดียวเท่านั้นที่กลายเป็นเนื้อและนมให้เราบริโภค จากธัญพืชทุกๆ 100 แคลอรี ที่ใช้เลี้ยงปศุสัตว์ เราจะได้นมเพียง 40 แคลอรี ส่วนแคลอรีที่ได้จากไข่ เนื้อไก่ เนื้อหมู และเนื้อวัวจะอยู่ที่ 22, 12, 10 และ 3 แคลอรีตามลำดับ การหาวิธีเลี้ยงสัตว์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และหันไปบริโภคอาหารที่มีเนื้อสัตว์น้อยลง หรือแค่เปลี่ยนจากเนื้อวัวที่เลี้ยงด้วยธัญพืชไปเป็นเนื้อสัตว์อื่นๆ เช่น ไก่ หมู หรือวัวที่กินหญ้า ก็จะช่วยเพิ่มปริมาณอาหารทั่วโลกได้อย่างมหาศาล

 

บันไดขั้นที่ห้า ลดขยะ


ราวร้อยละ 25 ของพลังงานจากอาหาร (แคลอรี) ทั่วโลก หรือคิดเป็นร้อยละ 50 ของน้ำหนักอาหารทั้งหมด สูญหายหรือกลายเป็นขยะก่อนที่เราจะบริโภคเสียอีก ในประเทศร่ำรวย ขยะส่วนใหญ่เหล่านั้นมาจากครัวเรือน ภัตตาคาร หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต ในประเทศยากจน ขยะอาหารมักเกิดขึ้นในกระบวนการระหว่างเกษตรกรกับตลาด อันเนื่องมาจากระบบการจัดเก็บและการขนส่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ผู้บริโภคในประเทศพัฒนาแล้วอาจลดขยะได้ด้วยมาตรการง่ายๆ เช่น ตักอาหารให้น้อยลง กินอาหารที่เหลือจากมื้อก่อน และสนับสนุนให้ โรงอาหาร ภัตตาคาร และซุปเปอร์มาร์เก็ต ใช้มาตรการในการลดขยะ ในบรรดาทางเลือกทั้งหมดของการสร้างความยั่งยืนทางอาหาร การลดขยะน่าจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดวิธีหนึ่ง

สารคดี

ข้อมูลนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟิก ฉบับภาษาไทย 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สารคดีอาหารวิกฤติอาหารโลกการเกษตรอนาคตของอาหารเกษตรอินทรีย์เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้