ถ้าลองสังเกตดีๆ ดวงตาเหล่านั้นดูแทบไม่ต่างจากเมล็ดพืชเล็กจ้อยลอยตามลมมาตกอยู่ตามกอวัชพืชริมทะเลสาบน้ำเค็มชายฝั่งสักแห่งทางตอนในอันห่างไกลของบราซิล ครั้นความมืดโรยตัวปกคลุมท่าม กลางเสียงแมลงร้องระงมไปทั่วพื้นที่ชุ่มน้ำแถบนี้  ดวงตากระจิริดเหล่านั้นจึงเริ่มหายลับไป

จุดเล็กๆ เหล่านี้คือดวงตาที่คอยระแวดระวังภัยของลูกเคแมนยากาเร สัตว์ในวงศ์จระเข้ ตอนกลางวัน พวกมันจะซ่อนตัวอยู่กลางดงหญ้าน้ำเพื่อหลบภัยจากนกยางหรือนกกระสาที่อาจโฉบลงมากินพวกมันเป็นอาหารว่าง พอตกกลางคืน พวกมันจะออกหาแมลงและหอยกินเป็นอาหาร ก่อนจะค่อยๆ หาอาหารชิ้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามขนาดร่างกายที่เติบโตขึ้นถ้าโชคชะตาเข้าข้าง  พวกมันอาจเติบใหญ่จนมีลำตัวยาวถึงสองเมตรครึ่งและแข็งแกร่งจนจับคาพีบารา (capybara) สัตว์ฟันแทะยักษ์ใหญ่ชนิดหนึ่งในพื้นที่แถบนี้กินเป็นอาหารได้ แต่นั่นเป็นเรื่องของอนาคต ตอนนี้ พวกมันแทบจะอยู่ในระดับล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร จึงต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ เพื่อเอาชีวิตรอดไปวันๆ ก่อน

ในทะเลสาบน้ำเค็มชายฝั่งแห่งนี้เพียงแห่งเดียวมีลูกเคแมนเกิดใหม่ซ่อนตัวอยู่นับร้อยๆ หรืออาจจะนับพันๆ ตัว แล้วยังมีทะเลสาบน้ำเค็มแบบเดียวกันนี้อีกมากมายในภูมิภาคปันตานัล นอกจากพื้นที่ชุ่มน้ำทางตะวันตกเฉียงใต้ของบราซิลแห่งนี้จะเป็นถิ่นอาศัยของประชากรสัตว์จำพวกจระเข้ที่อาจเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว ยังเป็นฉากของเรื่องราวความสำเร็จครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในวงการอนุรักษ์อีกด้วย
ย้อนหลังไปสามสิบปีก่อน  ประชากรเคแมนยากาเรดูประหนึ่งกำลังเดินไปสู่จุดจบ  เพราะถูกล่าอย่างไม่ปรานีเพื่อเอาหนังป้อนตลาดหนังสัตว์จำพวกจระเข้ที่ทำกำไรงาม

...

เกลเบร์ อายู นักชีววิทยาด้านการอนุรักษ์ที่มหาวิทยาลัยอานันเกรา-ยูนิเดิร์ปในรัฐมาตูโกรสซูดูซูลของบราซิลผู้ทำงานภาคสนามอยู่ในภูมิภาคปันตานัลระหว่างที่การล่ารุนแรงที่สุดในทศวรรษ 1980 ยอมรับว่า

“ไม่มีใครทราบแน่ชัดหรอกครับว่า  เคแมนยากาเรถูกฆ่าไปเท่าไร  แต่ก็น่าจะหลายล้านตัวเชียวละ” แก๊งนักล่าพร้อมอาวุธครบมือมักบุกเข้ามายิงเคแมนยากาเรที่มารวมตัวกันอยู่ตามโพรงน้ำในช่วงหน้าแล้ง


“พวกเขาถลกหนังกันตรงนั้นเลยครับ แล้วทิ้งซากที่เหลือไว้ให้แร้งจัดการ” อายูเล่า “งานภาคสนามสมัยนั้นไม่ใช่แค่น่าหดหู่นะครับ แต่ยังอันตรายด้วย  เพราะ กูเรรู หรือพวกนักล่าหนังอาจโหดเหี้ยมเอามากๆ”  มาตรการปราบปรามการล่าของรัฐบาลบราซิลและการห้ามค้าหนังสัตว์ป่าจำพวกจระเข้ทั่วโลกเมื่อปี 1992  ช่วยลดแรงกดดันต่อประชากรเคแมนยากาเรที่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ หลังจากฤดูฝนที่ฝนตก หนักติดต่อกันหลายฤดูซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการผสมพันธุ์อย่างยิ่ง จำนวนเคแมนก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นหน้าเห็นหลัง ทุกวันนี้ ประเมินกันว่าน่าจะมีเคแมนยากาเรราวสิบล้านตัวอาศัยอยู่ตามพื้นที่ชุ่มน้ำในบราซิล

แต่ใช่ว่าเคแมนยากาเรจะพ้นจากเคราะห์กรรมเสียทีเดียว อายูเตือน “จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นในปันตานัลอาจบดบังปัญหาที่สัตว์ชนิดนี้กำลังเผชิญอยู่ในภูมิภาคอื่นๆ ของอเมริกาใต้  ซึ่งยังมีการล่าและประชากรกำลังหดหายไปทุกที” แม้แต่ในภูมิภาคปันตานัลเองก็ยังมีภัยต่อเคแมนยากาเรแฝงเร้นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการตัดไม้ทำลายป่า การสร้างเขื่อนการท่องเที่ยว การทำเหมือง หรือการพัฒนาเมืองท่าทางทะเล


เรื่อง รอฟฟ์ สมิท ภาพถ่าย ลูเซียโน กันดีซานี ข้อมูลจากนิตยสารเนชั่นเนลจีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย