เรือกอนโดลาแห่งเกาะช้าง.

หลายคนที่เคยมีโอกาสไปเยือนเกาะช้าง แล้วเกิดอาการเบื่อหน่ายกับสภาพความเสื่อมโทรม แต่จริงๆแล้วเกาะแห่งนี้ยังมีอะไรที่น่าค้นหา อย่างที่ "ชุมชนบ้านสลักคอก"...

ใครที่เคยไปเยือนเกาะช้าง จ.ตราด หลายคน อาจบ่นเบื่อกับสภาพความเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยว หลายๆแห่งที่นั่น บางจุดกำลังจะกลายสภาพเป็นถนนพัฒน์พงศ์ หาดพัทยาและหาดป่าตอง ที่เต็มไปด้วยบาร์เบียร์และสีสันยามราตรี  อย่างไรก็ตาม  เกาะช้างยังคงมีศักยภาพทางการท่องเที่ยวสูงมาก ทั้งการท่องเที่ยว เชิงนิเวศและการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ทำให้ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยว อย่างยั่งยืน (อพท.) ซึ่งเป็นองค์การมหาชน ภายใต้การ กำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี เล็งเห็นความสำคัญ และเข้ามามีส่วนในการวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวร่วมกับภาคีต่างๆบนเกาะช้าง ซึ่ง 1 ในผลงานอันโดดเด่นจากความร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานรัฐและชาวบ้าน คือชุมชนบ้านสลักคอก ชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

อ่าวสลักคอก มีป่าชายเลนผืนใหญ่สุดบนเกาะช้าง พื้นที่ราว 670 ไร่ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ตัวอ่อน ของสัตว์น้ำต่างๆ อีกทั้งยังช่วยป้องกันการพังทลายชายฝั่ง ลดความเร็วลมที่จะเข้ามาปะทะฝั่ง ชาวบ้านสลักคอกยึดอาชีพทำประมงพื้นบ้านเป็นหลักและเป็น ชุมชนชาวประมงเพียงไม่กี่แห่งที่เหลืออยู่บนเกาะช้าง ไม่น่าเชื่อว่าคนที่นั่นจะช่วยกันรักษาความอุดมสมบูรณ์ ของระบบนิเวศไว้ได้อย่างดี ในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ของการท่องเที่ยวในระบบทุนนิยม ชาวบ้านสลักคอกไม่นิยมขายที่ดินให้นายทุนต่างถิ่น แต่ยินดีจะใช้ชีวิตแบบพอเพียง เรียบง่าย ตามวิถีดั้งเดิม


หาดสวยทะเลใสบนเกาะช้างกับมุมประทับใจ.


คุณราชันย์ ภู่ทนิน ผู้จัดการชมรมท่องเที่ยวพื้นบ้านสลักคอก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2548 เล่าให้ฟังว่า ได้มีการจัดตั้งกองทุนในระบบสหกรณ์โดยขายหุ้นให้กับชาวบ้านที่สนใจหุ้นละ 100 บาท ปีแรก มีชาวบ้านสมัครเป็นสมาชิกแค่ 20 คน เพราะส่วนใหญ่ ยังสงสัยว่าจะทำอะไรกัน มีอาชีพประมงดีๆอยู่แล้ว จะเอาเงินไปซื้อเรือคยักมาให้นักท่องเที่ยวพายเรือชมป่าโกงกางทำไม ทั้งๆที่ไม่เห็นจะมีอะไรให้ดู แต่ เมื่อชมรมเริ่มตั้งหลักได้ มีผลการดำเนินงานเป็นรูปเป็นร่าง ชาวบ้านก็เริ่มหันมาสนใจและให้ความร่วมมือมากขึ้น โดยชมรมได้รณรงค์รักษาความสะอาดตามลำคลอง ป่าชายเลนในหมู่บ้านและสร้างจิตสำนึกของ คนในชุมชนร่วมดูแลทรัพยากรท้องถิ่นของตน

ต่อมามีการพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยว โดยไม่รับจากภายนอกมาด้านเดียว แต่เป็นการค่อยๆ พัฒนา รูปแบบของตนเอง จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน นั่นคือการ "นั่งเรือมาด" หรือที่ นักท่องเที่ยวขนานนามให้ว่า "เรือกอนโดลา (gondola)" แห่งเกาะช้าง ซึ่งถูกนำไปเปรียบเทียบกับเรือกอนโดลา ที่เมืองเวนิสประเทศอิตาลี โดยชมรมฯ ได้รับ การสนับสนุนจากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ในการสนับสนุนงบประมาณซื้อเรือมาดให้ บริการนักท่องเที่ยวและเป็นพี่เลี้ยงในการประสานการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา


นั่งเรือมาดชมป่าโกงกางที่ยังสมบูรณ์.


การให้บริการล่องเรือมี 2 แบบ คือเรือคยักสำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยม การท่องเที่ยวแบบผจญภัย นักท่องเที่ยวจะพายเรือไป ตามลำคลองต่างๆ ด้วยตนเอง โดยจะมีการอธิบายเส้นทางพร้อมแจกแผนที่ให้กันหลงและเรือมาดสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาแบบครอบครัว ในเรือมาดจะมีที่นั่งพร้อมทั้งโต๊ะอาหารกลางลำเรือและมีร่มกางกันแดด โดยจะมีคนแจวเรือให้ นักท่องเที่ยวจะได้ชมทัศนียภาพตลอดลำคลองไปจนถึง ปากอ่าวสลักคอก ยิ่งในช่วงเย็นจะเห็นพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งโรแมนติกมาก ทำให้คู่หนุ่มสาวชาวต่างชาตินิยมมา ดินเนอร์มื้อเย็นกันในเรือมาดของที่นี่และพอพลบค่ำ ก็จะได้เห็นหิ่งห้อยจำนวนมากส่งแสงวิบวับสวยงาม

เมื่อไปถึงปากอ่าวสลักคอก จะเห็นเกาะอยู่สองเกาะ มีชื่อเรียกว่า "เกาะสลัก" และ "เกาะลิ่ม" คน แจวเรือเล่าตำนานพื้นบ้านให้ฟังว่า "เดิมอ่าวสลักคอก มีหินปิดทางเข้าออกและมีการลงลิ่มไว้ป้องกันหินเลื่อน ออก ต่อมามีช้างชื่อเพชรมาจากบ้านสลักเพชร (ทางตอนใต้ของบ้านสลักคอก) มาดันก้อนหินและลิ่มที่ปิดปากอ่าวขยับออกไป กลายเป็นเกาะสลักและเกาะลิ่ม และยังได้ไปถ่ายมูลไว้ที่หน้าเกาะสลักกลายเป็นกองหินมีชื่อเรียกว่าหินขี้ช้างในปัจจุบัน


ชีวิตเหงาๆบนจุดแวะพักกลางทะเล.

บ้านสลักคอกวันนี้มีนักท่องเที่ยวทยอยเข้ามา มากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถขยายกิจการด้วยการต่อเรือมาดเพิ่ม ปัจจุบันชมรมมีเรือมาดให้บริการ 7 ลำ และเรือคยัก  2  ลำ  สำหรับรายได้ของชมรมฯ ในปีแรก มีผลกำไรประมาณ 100,000 บาทเศษ ในปีที่ 2 ประมาณ 200,000 บาทเศษ และปีที่ 3 ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 350,000 บาท แต่ถึงวันนี้ ยังไม่ครบปีก็สามารถทำกำไรเกินเป้าไปเล็กน้อยแล้ว คาดว่าปีนี้ผลประกอบ การอาจสูงถึง 400,000 บาท การก่อตั้งชมรมฯ ทำให้ ชาวบ้านในชุมชนมีฐานะทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งขึ้น  เพราะมีรายได้มาจาก 3 ทางด้วยกัน 1. รายได้จากการทำประมง 2. รายได้จากเงินปันผลของการลงทุนในการซื้อหุ้นของชมรมฯ และ 3. รายได้จากการรับจ้างแจวเรือมาดให้กับนักท่องเที่ยว ทุกวันนี้ชุมชนบ้านสลักคอกยังคงมีการพัฒนาท้องถิ่นของตนเองไปเรื่อยๆ โดยพยายามก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง มิให้ชุมชนเติบโตหรือขยายตัวรวดเร็วเกินไป และเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ชาวบ้านสลักคอกมีความคิดที่จะไม่ยอมขายที่ดินให้กับนายทุนต่างถิ่นที่เข้ามากว้านซื้ออย่างเด็ดขาดและพยายามรณรงค์ส่งเสริมเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะระลึกอยู่เสมอว่า ที่นี่คือแผ่นดินเกิดของพวกเขา

สนใจนั่งเรือมาดชมทะเลเกาะช้าง หรืออยากสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวแห่งอื่นๆบนเกาะช้าง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยวท่าโสม อพท. โทรศัพท์ 0-3951-6051-4 จะได้ความกระจ่างมากขึ้น.


การทำประมงชายฝั่งของคนเกาะช้างที่ยังพอมีให้เห็น.


จากฝั่งแหลมงอบ จ.ตราด มุ่งสู่เกาะช้างด้วยเรือเฟอรี่ใช้เวลาแค่ 40 นาที.

ขบวนเรือมุ่งหน้าสู่ปากอ่าวสลักคอก.

...