สารคดีไทยรัฐออนไลน์สัปดาห์นี้ พาไปลงลึกถึงสื่อกลางแห่งสวรรค์ความเชื่อความศรัทธา..

ชายชื่อเนอร์กุยยืนโซเซไปมาอยู่กลางห้อง  ปากก็สวดพึมพำ  เขาหลับตาลง  มือกำกระจุกเศษผ้าชิ้นยาวหลากสีและเปล่งเสียงแหบพร่าเป็นท่วงทำนองซ้ำๆ ราวกับลำนำโบราณว่า  “โอ้ ท้องฟ้าครามอันยิ่งใหญ่ที่ห่มคลุมกายข้า ขอจงลงมาสถิตยังข้าด้วยเถิด”

เนอร์กุยเป็น “พ่อหมอ” หรือคนทรงเจ้าเพศชายในภาษามองโกเลีย  เขาเชื่อว่าตัวเองเป็นสื่อกลางระหว่างโลกที่มองเห็นกับโลกที่มองไม่เห็นของเหล่าภูติผีและเทพเจ้า  เหล่าผู้มีพลังลึกลับเช่นเนอร์กุยกำลังชุบชีวิตขนบธรรมเนียมเก่าแก่ทั่วมองโกเลีย เอเชียกลาง และไซบีเรีย ที่ซึ่งผู้คนศรัทธาในพิธีกรรมอันขรึมขลังเหล่านี้

หลังกำหนดจิตให้เป็นสมาธิและสวดพึมพำอยู่พักหนึ่ง เนอร์กุยก็เข้าสู่ภวังค์  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่วิญญาณหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากโลกที่มองไม่เห็นพร้อมจะประทับร่างของเขา “เทพหมาป่าเบื้องบนโปรดช่วยข้าด้วย  ชายผู้มีหัวใจรักสงบและกำลังเดือดร้อนได้มาหาข้า ขอท่านได้โปรดลงมาสถิต ณ ที่แห่งนี้ด้วยเถิด”

...

เนอร์กุยเป็นชายรูปร่างผอมบาง  บุคลิกถ่อมตน สีหน้าท่าทางเหมือนคนเหนื่อยหน่ายชีวิต  ไม่โกนหนวดโกนเครา  สวม เดล  หรือเสื้อคลุมดั้งเดิมของมองโกเลียสีออกน้ำตาลมอซอกับแถบคาดเอวสีเหลือง และคล้องคอด้วยแถบผ้าไหมสีฟ้า  เขาเป็นคนเชื้อสายดาร์ฮัด กลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งทางตอนเหนือของมองโกเลียติดกับพรมแดนรัสเซีย ชาวดาร์ฮัดยังคงนับถือลัทธิคนทรงเจ้าเข้าผีในรูปแบบดั้งเดิมที่จัดว่าเก่าแก่โบราณที่สุดแบบหนึ่ง โดยผสมผสานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจนแยกไม่ออก  ความห่างไกลของดินแดนแห่งนี้ช่วยอธิบายว่า  เพราะเหตุใดวิถีชีวิตของคนที่นี่จึงแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย

เนอร์กุยเริ่มสวดพึมพำด้วยจังหวะที่เร็วขึ้น และส่ายตัวไปมาแรงขึ้นราวกับกำลังร่ายรำ  เขาส่งเสียงร้อง     ยี้ฮ่า  พลางทำท่าหวดเศษผ้าในมือราวกับกำลังควบม้าไปด้วย  กิ่งสนจูนิเปอร์ที่ลุกไหม้อยู่ในเตาเหล็กส่งกลิ่นหอมอบอวล  เชื่อกันว่าควันจะเรียกวิญญาณมา ผ้าห่มที่ขึงไว้รอบผนังเพื่อเก็บความร้อนทำให้ห้องยิ่งดูเล็กลง  มุมห้องตรงข้ามประตูเต็มไปด้วยของขลัง รูปปั้นเล็กๆ ผ้าพันคอหลากสี เศษผ้า และเครื่องรางอื่นๆ เพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองเนอร์กุย

จู่ๆ เนอร์กุยก็ล้มลง  ผู้ช่วยสองคนช่วยกันจับเขาไว้  แล้วเขาก็เริ่มหอนเหมือนหมาป่า จากนั้นเนอร์กุยก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ซายา โอลดอฟ มัคคุเทศก์และล่ามของผม กระซิบบอกว่า “วิญญาณประทับทรงแล้วค่ะ”

ผู้ช่วยพาเนอร์กุยไปที่หลังห้อง  เขานั่งลงในท่าขัดสมาธิ  ตายังหลับอยู่เหมือนเดิม คนในกลุ่มของเราเข้าหาเนอร์กุยทีละคน  ร่างทรงหรือ “องค์” ที่ประทับอยู่ในร่างพูดผ่านเขาขึ้นมา โดยกล่าวถึงอดีตของแต่ละคน ก่อนจะให้คำแนะนำ

แล้วก็ถึงคิวของผม  ผมคุกเข่าลงข้างๆ เขา  “ตอนเด็กเจ้าเป็นคนเงียบมาก” เนอร์กุยพูดด้วยเสียงทุ้มลึกยิ่งขึ้นและฟังดูมั่นใจมากขึ้นด้วย  “เจ้ารักสัตว์  ทุกที่ที่เจ้าไป เจ้าได้ให้อะไรผู้คนมากมาย ซึ่งนั่นทำให้คนยิ้มได้” ทุกอย่างที่ว่ามาถูกหมด แต่ก็กว้างเสียจนเกือบจะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้น

เนอร์กุยพูดต่อ “เจ้ามีรอยอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนใครอยู่ใต้รักแร้ขวา” (ไม่จริง ผิวของผมบริเวณนั้นไม่มีริ้วรอยอะไรเลย) ตามมาด้วยคำพูดที่ต้องอาศัยการตีความ “ชายคนหนึ่งซึ่งมีสัญลักษณ์ของสุนัขกับแกะจะช่วยเจ้าไว้ในไม่ช้า”  ก่อนจะปิดท้ายว่า “ด้วยพลังของข้า  ข้าจะดูแลครอบครัวของเจ้าและคนที่เจ้ารัก นำกิ่งสน จูนิเปอร์นี้ไปจุดไว้ในบ้าน” พอผมหยิบกิ่งสนมากำหนึ่ง  เนอร์กุยก็เอื้อมหยิบของสิ่งหนึ่งยื่นให้ผม “นี่คือกระดูกข้อเท้าหมาป่า  จงพกไว้ในกระเป๋าด้านขวา แล้วมันจะปกป้องเจ้าจากภยันตรายทั้งปวง”

เนอร์กุยเริ่มออกจากภวังค์  เขาหมุนตัวและเหวี่ยงมือไม้ไปทั่ว  ดวงตาฉายแววความหวาดกลัว (หรืออาจเป็นความเจ็บปวด) ลมหายใจถี่รัวจนดูเหมือนกระหืดกระหอบ  ชิมจี ภรรยาร่างผอมเกร็งของเนอร์กุยในชุดสีฟ้าอมเทาและผ้าโพกศีรษะสีเขียว  เดินเข้าไปหาและนำบุหรี่ที่จุดแล้วใส่เข้าไปในปากเขา  เนอร์กุยค่อยๆ เคี้ยวบุหรี่ทั้งมวนไม่เว้นแม้แต่ส่วนที่ติดไฟขณะที่ร่างยังสั่นเทิ้ม ก่อนจะกลืนลงท้อง
ในที่สุด เขาก็สงบลง พร้อมกับรับบุหรี่มวนที่สองซึ่งคราวนี้เขานำมาสูบ ชิมจียิ้มให้สามีและถามว่า “เดินทางราบรื่นไหมคะ ที่รัก”

...

คำว่า “คนทรง” หรือ  Shaman มีต้นกำเนิดจากชนเผ่าอีเวนกิในไซบีเรีย  แต่ในทางปฏิบัติคนทรงพบเห็นได้ทั่วทุกมุมโลก  ซึ่งรวมถึงย่านคนทรงเจ้าเข้าผีในมหานครลอนดอน บอสตัน และเมืองอื่นๆ ในซีกโลกตะวันตก บรรดาคนทรงเจ้าเชื่อว่า  วิญญาณที่มองไม่เห็นสถิตอยู่ทั่วทุกหนแห่งรอบตัวเรา  มีปฏิสัมพันธ์และกำหนดชะตาชีวิตของเราคนเหล่านี้ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งพ่อหมอแม่หมอ นักบวช ผู้มีพลังลึกลับ นักจิตวิทยา ผู้เฒ่าผู้แก่ตามหมู่บ้าน  นักพยากรณ์ และกวี  ถูกกำหนดมาให้เป็นผู้เจรจาต่อรองกับความเป็นจริงที่มองไม่เห็น และต่างก็มีสถานภาพสูงส่งในสังคมของตน

อันที่จริงไม่มีนิยามที่ชัดเจนสำหรับคำว่า  ลัทธิคนทรงเจ้าเข้าผี  (shamanism)  มาร์จอรี แมนเดลสแตม บัลเซอร์ นักมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ให้ทรรศนะว่า  “น่าจะเป็นการดีกว่า ถ้าเราพูดถึงลัทธิคนทรงเจ้าเข้าผีในรูปพหูพจน์”  เธอบอกผมว่า   ความเชื่อ วิธีปฏิบัติ และพิธีกรรมมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลเพราะถึงที่สุดแล้ว  เส้นทางสู่การเป็นคนทรงเป็นเรื่องของปัจเจกหรือจะพูดว่าของใครของมันก็ได้  แม้ความเหมือนจะมีอยู่บ้าง  กล่าวคือการเข้าทรงหรือบางครั้งเรียกว่าการเดินทางของวิญญาณ เป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในหมู่คนทรง แต่วิธีการใช้เครื่องมือและพลังทางจิตวิญญาณของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันมาก เช่นเดียวกับเป้าหมายสูงสุดของพิธีกรรม

...

ในประเทศแถบเอเชียกลาง เช่น คีร์กีซสถานและคาซัคสถานที่ซึ่งคนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม คนทรงส่วนมากมองว่าตัวเองเป็นมุสลิมผู้เคร่งครัด  และพิธีกรรมของพวกเขาก็แฝงไว้ซึ่งความเชื่อและธรรมเนียมปฏิบัติของนิกายซูฟีในศาสนาอิสลาม  พวกเขาจะห่มร่างด้วยผ้าขาวบริสุทธิ์ขณะประกอบพิธีในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม  ทุกพิธีจะมีการสวดบทสวดจากพระคัมภีร์อัลกุรอาน  ส่วนในไซบีเรียและมองโกเลีย ลัทธิคนทรงเจ้าเข้าผีหล่อหลอมกลมกลืนไปกับประเพณีทางพุทธศาสนาจนแยกไม่ออก

ในยุคอดีตสหภาพโซเวียต  ศาสนาทุกศาสนารวมทั้งลัทธิคนทรงเจ้าเข้าผีล้วนถูกกวาดล้าง คนทรงจำนวนมากต้องจบชีวิตในค่ายกักกันแรงงาน  เนอร์กุยเล่าว่า “คนทรงคนหนึ่งที่ผมรู้จักชื่อกอมโบถูกจับได้ระหว่างทำพิธีและถูกจับขังคุกถึงปีครึ่ง”  ตอนที่เนอร์กุยเริ่มเป็นคนทรง  แม้การกวาดล้างจะผ่านช่วงที่รุนแรงที่สุดไปแล้ว  แต่การทรงเจ้าเข้าผีก็ยังเป็นสิ่งต้องห้าม  และบรรดาคนทรงต้องทำพิธีอย่างหลบๆซ่อนๆ

เนอร์กุยเล่าต่อว่า  “เราต้องเก็บงำศาสนาของเราไว้เพื่อไม่ให้สูญหายไป  มีที่สองแห่งที่เราจะประกอบพิธี  ที่แรกคือบ้าน  เราจะให้คนนั่งดูต้นทางตรงประตู  ที่ที่สองคือตามป่าเขา  พอถึงประมาณปี 1995 สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป เราสามารถประกอบอาชีพนี้ได้อย่างอิสระแล้วครับ” ทุกวันนี้ ลัทธิคนทรงเจ้าเข้าผีฟื้นคืนกลับมาและเฟื่องฟูขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วเอเชียกลาง ไซบีเรีย และมองโกเลีย  ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ของลัทธินี้    

นี่อาจเป็นตอบสนองความหิวกระหายทางจิตวิญญาณหลังจากถูกบังคับให้เลิกเชื่อในพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาตลอดระยะเวลายาวนานถึง 70 ปี.

เรื่อง เดวิด สเติร์น ภาพถ่าย แคโรลิน เดรก ข้อมูลจากนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย http://www.ngthai.com/ngm/1211/default.asp

...