การใช้ชีวิตท่ามกลางความวุ่นวายในเมืองใหญ่มันสูบพลังงานชีวิตไปมหาศาล ทำให้มนุษย์เราชาวเมือง บางครั้งอาจต้องการการพักผ่อนเพื่อชาร์จแบตให้กับชีวิตมากขึ้น แม้ในช่วงที่มีเวลาว่างอันน้อยนิด
ไทยรัฐออนไลน์ เลยขอสวมบทไกด์ หยิบโลเคชันเที่ยวใกล้กรุงฉบับ "นั่งรถไฟเที่ยวเช้าไป-เย็นกลับ" ด้วยการคัดสถานที่และงบประมาณคร่าวๆ มาให้เน้นๆ 5 พิกัด เพียงแค่พกแบงก์ 500-600 บาทก็เที่ยวได้ชิลๆ แบบงบไม่บานปลาย
1. ทิ้งตัวฟังเสียงคลื่นที่ หาดสวนสนประดิพัทธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์
ใครเบื่อปัญหารถติดในกรุงเทพฯ ลองเปลี่ยนบรรยากาศไปรับลมทะเลแบบไม่ต้องเหนื่อยจับพวงมาลัย แค่กระโดดขึ้นรถไฟสายใต้ไปลงที่ "สถานีสวนสนประดิพัทธ์" จ.ประจวบคีรีขันธ์
ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง เดินทางช่วงเช้านั่งเสพบรรยากาศระหว่างทาง และเสน่ห์ของที่นี่ คือ จุดหมายปลายทางเพราะสถานีรถไฟอยู่ติดหน้าหาด ก้าวขาลงจากขบวน เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงทะเลทันที
แน่นอนว่าไปถึงแล้วก็เช่าเตียงผ้าใบใต้ร่มสน เอนหลังฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง สั่งส้มตำแซ่บๆ หรือซีฟู้ดมากินริมหาด ปล่อยให้ลมทะเลพัดเอาความเหนื่อยล้าออกไป ก่อนจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วนั่งรถไฟขบวนเย็นกลับบ้าน เพียงเท่านั้นก็อาจเป็นการเติมพลังให้ใจฟูได้แล้ว
ทริปนี้ใช้เงินประมาณไม่เกิน 600 บาท โดยแบ่งเป็นค่าตั๋วรถไฟไป-กลับ 90 บาท ค่าเตียงผ้าใบ 50 บาท และที่เหลืออีกราวๆ 450 บาทคือค่าอาหาร และเครื่องดื่มแบบจัดเต็ม
2. เสพงานคราฟต์ เดินตลาดริมน้ำ ที่ จ.ราชบุรี
สายฮิปสเตอร์ สายงานอาร์ต และคราฟต์ที่หลงใหลในงานศิลปะและของอร่อยแบบโลคอล ทริปนั่งรถไฟไปเมืองโอ่งมังกรคือคำตอบ ทริปนี้ใช้เวลานั่งรถไฟประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆ ไปลงสถานีราชบุรี
อาจเริ่มต้นทริปด้วยการนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปซู้ด "บะหมี่ไข่ทำเอง" เจ้าเก่าแก่ที่เส้นเหนียวนุ่มโดนใจ จากนั้นไปเดินย่อยถ่ายรูปฟีลอาร์ตๆ ที่ "เถ้าฮงไถ่" โรงงานเซรามิกที่ดัดแปลงเป็นสเปซศิลปะสุดเก๋ พอช่วงบ่ายแก่ๆ แดดร่มลมตก แวะไปเดินทอดน่องที่ตลาดโคยกี๊ริมน้ำแม่กลอง ซื้อของกินเล่น นั่งมองพระอาทิตย์ตกสะท้อนผิวน้ำ เป็นการพักผ่อนที่คุ้มค่าสุดๆ
ทริปนี้เป็นทริปง่ายๆ ราคาเบาๆ ที่อาจจบลงด้วยงบประมาณ 500 บาท เริ่มจากตั๋วรถไฟไป-กลับ 50 บาท ค่าเดินทางในเมือง 80 บาท รวมถึงค่ากิน ไปคาเฟ่ และช้อปปิ้งที่ไม่เกิน 300 - 400 บาท
3. ตะลอนกิน ไหว้พระริมน้ำ ที่แปดริ้ว จ.ฉะเชิงเทรา
ใครสายกินและสายมูโดยเฉพาะ ไม่ควรพลาดทริปนี้ การเดินทางอาจจะต้องตื่นเช้าหน่อยไปขึ้นรถไฟที่หัวลำโพง ก็สามารถนั่งดูวิวเพลินๆ แค่ชั่วโมงกว่าก็ถึงสถานีชุมทางฉะเชิงเทรา
เราสามารถต่อรถสองแถวหน้าสถานีไปไหว้ขอพร "หลวงพ่อโสธร" เพื่อความปัง มูเสร็จปุ๊บก็นั่งสองแถวต่อไปที่ "ตลาดบ้านใหม่ 100 ปี" เดินชิมของอร่อยตั้งแผ่แต่อย่างแรกยันอย่างสุดท้าย ทั้งกุยช่ายแป้งบาง ห่อหมกย่าง และก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ แวะนั่งพักจิบกาแฟโบราณริมน้ำ ดูเรือแล่นผ่าน แล้วนั่งรถไฟกลับ
ทริปนี้ใช้จ่ายเบาๆ เพียง 450 บาท โดยจะเป็นค่าตั๋วรถไฟ 26 บาท ค่ารถสองแถวตลอดวัน 60 บาท ค่าดอกไม้ธูปเทียน 50 บาท และที่เหลืออีกราว 310 บาทเป็นงบจัดเต็มสำหรับก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ ขนมเปี๊ยะ และเครื่องดื่มริมน้ำ
4. สักการะองค์พระฯ ตะลุยตลาดโต้รุ่ง จ.นครปฐม
การเดินทางไป จ.นครปฐม เหมาะมากแก่การเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์ เริ่มทริปด้วยการเสพวิวสองข้างทาง เริ่มจากนั่งรถไฟรับลมเย็นๆ ไปลงสถานีนครปฐม เมื่อถึงสถานีสามารถเดินข้ามถนนมานิดเดียวก็ถึง "องค์พระปฐมเจดีย์" แวะไหว้พระขอพร
อิ่มบุญแล้ว ก็สามารถพุ่งตัวไปกิน "ข้าวหมูแดงนครปฐม" เจ้าดังเป็นมื้อเที่ยง ช่วงบ่ายหนีร้อนไปคาเฟ่ หรือเดินเล่นรับลมที่พระราชวังสนามจันทร์ได้ด้วย ไฮไลต์เด็ดอยู่ที่ช่วงเย็น พอแดดร่มลมตก ตลาดโต้รุ่งหน้าองค์พระฯ จะเริ่มตั้งร้าน เปิดโอกาสให้ลุยสตรีทฟู้ดได้แบบจุกๆ
ทริปนี้คุมงบได้ที่ 500 บาท โดยมีค่าตั๋วรถไฟ 30 บาท ค่าทำบุญไหว้พระ 20 บาท ค่าข้าวหมูแดง 60 บาท ค่าคาเฟ่หรือเข้าชมพระราชวัง 150 บาท และเก็บงบที่เหลืออีก 240 บาทไว้ถล่มตลาดโต้รุ่งยามเย็น
5. ปั่นจักรยานกรุงเก่า ซู้ดเตี๋ยวเรือ จ.อยุธยา
ทริปนี้ใช้เวลาเดินทางไม่นาน เพียงชั่วโมงครึ่งก็มาถึงอยุธยาแล้ว เราก็สามารถเดินไปขึ้นเรือข้ามฟากสู่ฝั่งเกาะเมือง เช่าจักรยานแม่บ้านปั่นรับลมลัดเลาะอุทยานประวัติศาสตร์ แวะชมเศียรพระในต้นโพธิ์
พอเริ่มหิว ของขึ้นชื่อที่พลาดไม่ได้ก็คือ "ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา" น้ำตกเข้มข้นถึงใจ ช่วงบ่ายก็สามารถหลบร้อนในคาเฟ่ริมน้ำที่มีอยู่มากมาย ก่อนจะปั่นจักรยานไปดูพระอาทิตย์ตกดินสะท้อนยอดเจดีย์ ปิดท้ายด้วยการซื้อโรตีสายไหมแป้งนุ่มๆ กลับไปเป็นของฝากก่อนขึ้นรถไฟกลับ
ทริปนี้ก็ใช้งบไม่เกิน 500 บาท เริ่มที่ตั๋วรถไฟ 30 บาท ค่าเรือข้ามฟาก 10 บาท ค่าเช่าจักรยาน 50 บาท ค่าเข้าชมโบราณสถาน 10 บาท ก๋วยเตี๋ยวเรือ 80 บาท ค่าคาเฟ่ 120 บาท และตบท้ายด้วยของกินสตรีทฟู้ดกับโรตีสายไหมได้อีกด้วยงบไม่เกิน 200 บาท
ข้อสำคัญที่สุดสำหรับการนั่งรถไฟชั้น 3 ควรเช็กตารางเวลารถไฟล่วงหน้า และไปถึงสถานีก่อนเวลาสัก 20-30 นาที เพื่อให้ได้เลือกที่นั่งริมหน้าต่างฝั่งที่ไม่โดนแดด เพียงเท่านี้ทริปเยียวยาจิตใจก็เย็นสบายและชิลขึ้นอีกเป็นกอง