ตอไม้สักเก่าเป็นจุดเริ่มระบบนิเวศ.
ข่าวการพบป่าสักธรรมชาติผืนใหญ่กว่า 3 หมื่นไร่ ในเขตลุ่มน้ำปาย ครอบคลุมพื้นที่ อ.ปางมะผ้า อ.ปาย และ อ.เมืองแม่ฮ่องสอน ซึ่งบางจุดเป็นพื้นที่ สูงถึง 1,200 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง เมื่อไม่นานมานี้ สร้างความตื่นเต้นระคนแปลกใจให้คนรักป่า เพราะตามรายงานยังไม่เคยพบไม้สักขึ้นในที่สูงระดับนี้ ปกติจะเติบโตอยู่ที่ระดับ 100-700 เมตร หรืออาจมีบ้างในระดับ 1,000 เมตรเท่านั้น และเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าป่าสักผืนนี้มีความสำคัญต่อระบบนิเวศอย่างไร กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จึงนำคณะสื่อ มวลชนกว่า 10 ชีวิต ลงพื้นที่ดูของจริงกันจะจะ

เส้นทางออฟโรดสมบุกสมบัน
เส้นทางสำรวจป่าสักผืนนี้ทารุณเอาเรื่อง หลังอาหารเช้าลงท้อง เราขึ้นรถโฟร์วีลออกเดินทางจากตัวอำเภอปางมะผ้ามุ่งหน้าไปยังบ้านกึ๊ดสามสิบ ต.สบป่อง อ.ปางมะผ้า ที่อยู่ห่างไปราว 18 กม. ที่นั่นเป็นหมู่บ้านของชาวเขาเผ่าลีซอ มีประชากรอยู่กว่า 200 ครัวเรือน คำว่า "กึ๊ด" แปลว่าเหว ว่ากันว่าพื้นดินแถวนี้มีการยุบตัวเป็นหลุมลึกลงไปถึง 30 หลุม ชาวบ้านเลยเรียกว่าบ้านกึ๊ดสามสิบ เส้นทางต้องขึ้นเขาลงหุบโขยกเขยกไปตามถนนเลนโคลนเปียกแฉะและลื่น แบบที่ชาวออฟโรดเรียกว่า "ถนนหนังหมู" ยิ่งฤดูฝนอย่างนี้ ในบางช่วงต้องลงมาพันโซ่ล้อเพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะถนน รถถึงจะผ่านไปได้อย่างทุลักทุเล

วัดพิกัดความสูงด้วยเครื่องจีพีเอส.
ตลอด 2 ข้างทางเป็นเนินลาดชันเต็มไปด้วยไร่เผือก ไร่ขิง สลับกับนาข้าวเขียวขจี มองผ่านๆก็ดูวิวสวยดี แต่เป็นความสวยบนความทุกข์ระทมของผืนป่า เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าบอกว่าไม่ถึงสิบปีที่ผ่านมา บริเวณนี้ เคยเป็นป่าเบญจพรรณผืนมหึมาและมีความอุดมสมบูรณ์ มาก กระทั่งชาวบ้านเข้ามาบุกรุกทำกิน หักล้างถางพงทำไร่เลื่อนลอยยึดพื้นที่ไปเรื่อยๆ จนป่าไม้เหี้ยนเตียนเหลือแต่ตอ เห็นควันไฟจากการเผาตอไม้ลอยกรุ่นแล้วยิ่งเศร้านัก ไม่น่าเชื่อว่าป่าผืนใหญ่จะถูกทำลายด้วยฝีมือมนุษย์ภายในชั่วพริบตา
...

หนึ่งในความชุ่มชื้นของผืนป่า
ผ่านไปเกือบ 2 ชั่วโมง รถยนต์พาเรามาสิ้นสุดทางถนนบนเนินเขาลูกหนึ่ง จากนี้ต้องลงเดินเท้าบุกป่าหญ้าคาสูงท่วมหัวขึ้นเนินไปอีกราวครึ่งกิโลฯ ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวและทางดินลื่น หลายคนเริ่มถอดใจเพราะแอบลงไปวัดพื้นกันซะก้นระบม แต่พอพ้นป่าหญ้าคาเข้าสู่เส้นทางเดินลาดตระเวนตรวจป่า อากาศเริ่มชุ่มชื้นเย็นสบาย มีไม้ ใหญ่ขนาดหลายคนโอบขึ้นแน่นหนา ทั้งไม้แดง ไม้สัก ไม้ประดู่ โดยเฉพาะไม้สัก แต่ละต้นมีเรือนยอดสูงเสียดฟ้าอายุเกือบร้อยปี ขึ้นสลับกับตอไม้ใหญ่ที่ผุพังตามกาลเวลา เจ้าหน้าที่รีบนำเครื่องวัดพิกัดดาวเทียม

ต้นสักบนความสูง 1,100 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
(จีพีเอส) มาลองหาความสูง ตัวเลขวิ่งไปหยุดอยู่แค่ 800 กว่าเมตร ยังไม่ใช่จุดที่เราค้นหา เลยต้องออกแรงเดินต่ออีกหลายเหนื่อย หลายคนแม้ใจสู้ แต่สภาพร่างกายขอยอมแพ้เสียแล้วอาจารย์จักรพันธุ์ สกุลมีฤทธิ์ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยพันธุ์พืชป่ามีค่าหายากและใกล้สูญพันธุ์ หัวหน้าทีมครั้งนี้บอกว่า ป่าสักผืนนี้ถูกค้นพบโดยบังเอิญมากว่า 10 ปีแล้ว หลังเจ้าหน้าที่ของเราติดขึ้นไปกับเครื่องบินทหารที่บินไปส่งกำลังพลแถวตะเข็บชายแดน มองลงมาเห็นดอกสักบานเต็มราวป่า เลยถ่ายรูปมาให้นักวิชาการดู พอนำไปตรวจหาค่าพิกัดความสูงถึงรู้ว่าป่าสักผืนนี้ไม่ธรรมดา แรกๆยังไม่กล้าเปิดเผย เกรงจะกลายเป็นดาบสองคมให้คนบางกลุ่มเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ จนเมื่อปี 2548 เราได้รับอนุมัติให้ทำโครงการวิจัย "การจัดการพื้นที่เขตสงวนรักษาพันธุ์ไม้สักธรรมชาติลุ่มน้ำปาย" ทำให้ทราบว่าป่าสักบริเวณนี้สมบูรณ์ มากที่สุดของประเทศไทย ไม้ลำต้นขนาด 3-4 คนโอบ สูงเกือบ 50 เมตร มีให้เห็นทั่วไป

สภาพป่าที่ถูกบุกรุกทำไร่เลื่อยลอย
อาจารย์จักรพันธุ์ยังย้อนอดีตให้ฟังอีกว่า เมื่อร้อยกว่าปีก่อนพื้นที่แห่งนี้เป็นเขตสัมปทานทำไม้สักของบริษัทบอมเบย์-เบอร์มา จากอังกฤษ สมัยนั้นเขาจะเลือกตัดเฉพาะต้นใหญ่ๆที่มีลูกไม้ขึ้นรายล้อม ถือเป็นวิธีจัดการป่าทดแทนอย่างหนึ่ง ก่อนตัดจะต้องมีขั้นตอน "กานไม้" ด้วยการตัดเปลือกจุดที่มีท่อน้ำเลี้ยงเพื่อให้ไม้ยืนต้นตาย ใช้เวลาราว 2 ปี ทำให้ต้นไม้มีน้ำหนักเบาเคลื่อนย้ายสะดวก หลังตัดจะใช้ช้างชักลากไม้ซุงไปกองรวมกันไว้ริมน้ำ ก่อนต่อแพล่องไปตามลำน้ำปายที่จะไหลไปบรรจบกับแม่น้ำสาละวินและเข้าสู่เขตพม่า อาณานิคมของอังกฤษ ก่อนส่งไปขายทวีปยุโรป หลังสิ้นสุดสัมปทานและการประกาศปิดป่าในปี 2541 ยังมีต้นสักบางต้นที่ถูกตัดและถูกตีตราไม้ไปแล้วตั้งแต่ สมัยนั้น แต่ไม่เคยถูกเคลื่อนย้ายเลยหลงเหลืออยู่ด้วย

ดอกสักบาานสะพรั่งกลางขุนเขาขจี
หลังข้าวเที่ยงเรียงเม็ด เราออกเดินทางต่อโดยไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ กำลังขาที่เริ่มอ่อนล้า แถมยังมาเจอกับพื้นดินเปียกลื่นสูงชัน มองขึ้นไปด้านบนต้องแหงนคอตั้งบ่า ทำให้แต่ละย่างก้าวกลายเป็นเรื่องยากลำบาก แต่มาถึงขั้นนี้แล้วจะถอยได้อย่างไร เมื่อเท้าไม่ก้าวสองมือสองแขนเลยต้องใช้เหนี่ยวรั้งรากไม้ใบหญ้ายันตัวขึ้นไป อย่างทุลักทุเล
ฟันฝ่าอุปสรรคทางธรรมชาติมาได้พักใหญ่ รางวัลแห่งความมุ่งมั่นก็มาถึง ณ จุดนี้ที่ระดับความสูงราว 1,100 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ไม้สักต้นใหญ่เป็นหลักฐานยืนยันถึงความอัศจรรย์ของธรรมชาติและพ้นหน้าผาหินปูนเบื้องหน้าคือภาพป่าสักผืนใหญ่เขียวขจีเรียงรายเต็มพรืดไปตลอดแนวเทือกเขาสลับซับซ้อน ดอกสักเหลืองนวลบานสะพรั่งเต็มราวป่า มันคือมรกตเม็ดงามที่เราค้นหา และเป็นมรดกล้ำค่าที่ต้องเก็บรักษาไว้ชั่วลูกชั่วหลาน
...

ไม้สักที่ถูกโค่นและตีตราไม้เมื่อครั้งอดีต
ช่วงนั่งรถกลับออกจากพื้นที่ เรายังอดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นพื้นที่รอบๆ โครงการอนุรักษ์ ถูกบุกรุกแผ้วถางทำไร่เลื่อนลอยอย่างไร้การควบคุม เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่านายหนึ่งเลยเฉลยให้ฟังว่า "เคยเข้ามาจับพวกตัดไม้แถวนี้ก็ถูกม็อบต่อต้าน แถมหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก็ยังให้ท้ายอ้างแต่เรื่องความมั่นคง แท้จริงเป็นเรื่องการเมืองและผลประโยชน์ พวกผมน่ะเป็นแค่ป่าไม้ตัวเล็กๆ ทำอะไรไม่ได้หรอก ออกตรวจแต่ละทีเอาชีวิตให้รอดก็ดีถมไปแล้ว มีปืนก็เก่าจนไม่รู้จะยิงได้หรือเปล่า แต่ก็ยืนยันว่าจะรักษาป่าสักผืนนี้ไว้ให้ดีที่สุด"
ครั้งนี้อาจเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เราจะได้มีโอกาสมาเยือนป่าสักผืนนี้ เพราะหากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยังปล่อยปละละเลยให้เป็นไปตามยถากรรมเยี่ยงนี้ อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราอาจได้เห็นแค่

หนูน้อยลีซอยืนเหม่อมองผู้มาเยือน
ตอไม้สักเรียงรายทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์ คราวนี้ไม่ใช่จากน้ำมือของฝรั่งมังค่าเหมือนก่อน แต่เป็นฝีมือพี่น้องไทยด้วยกันนี่เอง คงต้องฝากรัฐบาลท่านเทพประทานให้ช่วยเหลียวมองหน่อย อย่ามัวแต่แย่งชิงอำนาจกันจนหลงลืมพระราชดำรัสของแม่แห่งแผ่นดินที่ทรงรับสั่งให้ช่วยกันรักษาผืนป่า มิเช่นนั้นพวกท่านนั่นแหละคือผู้ไม่จงรักภักดี.