ใครที่รู้สึกว่าโลกใบนี้เริ่มซ้ำเดิม มีแต่เมืองใหญ่ที่คล้ายกันไปหมด ธรรมชาติก็เหมือนถูกจัดฉากเพื่อการท่องเที่ยว บางที “นิวซีแลนด์” อาจเป็นคำตอบที่ตามหามานาน ประเทศเล็กๆกลางมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ที่มีประชากรแกะมากกว่าคน ไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวสำหรับสายรักธรรมชาติ แต่มันคือโลกอีกใบที่ปลุกให้เราตื่นขึ้นมาโอบกอดธรรมชาติและสูดอากาศบริสุทธิ์ได้ทุกวัน

“นิวซีแลนด์” เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่มีภูเขา, ทะเล, ป่าไม้ และทะเลสาบ อยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ที่สำคัญมีอากาศสะอาดติดอันดับโลก ประชากรน้อยแต่พื้นที่กว้างใหญ่กว่า 268,000 ตารางกิโลเมตร ขนาดใหญ่กว่าสหราชอาณาจักรเล็กน้อย และใกล้เคียงญี่ปุ่น ทั้งประเทศมีคนอาศัยแค่ 5 ล้านคน เป็นชาวเมารี 850,000 คน ปัจจุบันมีประชากรแกะ 25 ล้านตัว จากที่เคยพีกสุด 70 ล้านตัว ในทศวรรษ 1980

ในขณะที่ “เกาะใต้” มีลักษณะเป็นเทือกเขาสูง “เกาะ เหนือ” กลับมีภูมิประเทศที่หลากหลายกว่า มีครบทั้งภูเขา, ทะเล, ป่าไม้ และทะเลสาบ

ถามว่าทำไมใครๆตกหลุมรัก “นิวซีแลนด์” ตั้งแต่แรกพบ ก็เพราะแดนกีวีเต็มไปด้วยธรรมชาติไม่ต้องปรุงแต่ง มีเสน่ห์อยู่ที่ความสวยแบบดิบแต่สมบูรณ์ของธรรมชาติ, ทะเลสีฟ้าไม่ใส่ฟิลเตอร์, ภูเขาเขียวขจี และท้องฟ้าเต็มไปด้วยดาว เป็นการเดินทางที่สวยทุกกิโลเมตรจริงๆ แค่ขับรถไม่กี่ชั่วโมงก็เปลี่ยนฉากจากชายหาด เป็นถนนเลียบภูเขา, ทะเลสาบสะท้อนเงาขุนเขา หรือทุ่งหญ้าแฟนตาซี

...

ตามคำเชิญของ “การท่องเที่ยวประเทศนิวซีแลนด์” ภายใต้แคมเปญ “100% Pure New Zealand” คณะสื่อไทยเดินทางไปเยือนเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ด้วยสายการบิน “แอร์นิวซีแลนด์” โดยแวะต่อเครื่องที่สิงคโปร์ ใช้เวลาประมาณ 11-13 ชั่วโมง รวมแวะพัก ก็ถึงจุดหมายปลายทางแรกคือ “โอ๊คแลนด์” ศูนย์กลางเศรษฐกิจของนิวซีแลนด์ มีประชากรมากที่สุดและมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เมืองนี้ได้ฉายา “City of Sails” เมืองแห่งการแล่นเรือใบ เนื่องจากมีท่าเรือและเรือยอชต์จำนวนมาก

“โอ๊คแลนด์” ตั้งอยู่ระหว่างอ่าวไวเตมาตา และอ่าวมานูเกา ถือเป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผสมผสานเมืองใหญ่เข้ากับธรรมชาติได้ลงตัว หลังเช็กอินโรงแรมเรียบร้อย คณะเราก็ไปสำรวจเมืองกัน ปักหมุดจุดแรกกันที่ “Sky Tower” หอคอยสูง 328 เมตร จุดชมวิวที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง จากนั้นไปเดินเล่นชิลๆแถวย่านท่าเรือ “Viaduct Harbour” ซึ่งเต็มไปด้วยคาเฟ่เก๋ๆ และผู้คนที่ใช้ชีวิตแบบไม่เร่งรีบ รุ่งขึ้นมีนัดไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ “All Blacks Experience” เปิดประสบการณ์แบบ “Immersive Experience” พาทุกคนเข้าไปอยู่ในโลกของทีมรักบี้ระดับตำนานของนิวซีแลนด์ “All Blacks” ปลุกความฮึกเหิมเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมจริงๆ ไฮไลต์สุดคือ “ห้อง Haka” จำลองบรรยากาศของการแสดง “Haka” เพื่อปลุกพลังนักรบและข่มขวัญศัตรูตามวัฒนธรรมเมารี ก่อนการแข่งขัน “All Blacks” จะแสดงภาษาแห่งจิตวิญญาณนี้ต่อหน้าคู่แข่ง เป็นการรวมพลังของทีม, แสดงความเคารพรากเหง้า และประกาศว่าเราพร้อมแล้ว “Haka” เป็นการผสมกันของการตะโกนเป็นจังหวะ, กระแทกเท้า, ตีอก และแสดงสีหน้า เช่น แลบลิ้น และเบิกตาโต ขยับเข้าไปยังมีโซนอินเตอร์แอกทีฟที่เปิดให้ทดลองเตะลูกรักบี้, ทดสอบรีแอกชันสปีด และวัดพลังการเคลื่อนไหว

...

ช่วงสายๆคณะเราขึ้นเรือเฟอร์รีข้ามไปเที่ยว “เกาะไวเฮเก” (Waiheke Island) นอกจากจะมีไร่องุ่นชื่อดังหลายแห่ง ที่โด่งดังเรื่องการผลิตไวน์ “Sauvignon Blanc” และ “Syrah” บนเกาะนี้ยังมีแกลเลอรีน่ารักๆ, คาเฟ่ดีไซน์เก๋ และงานแฮนด์เมดจากศิลปินท้องถิ่น จะเช่าจักรยาน หรือสกูตเตอร์ ขี่ไปตามถนนเล็กๆแวะไร่องุ่น, คาเฟ่ และชายหาด ก็ได้ฟีลการพักผ่อนแบบชาวกีวี ทั้งหมดนี้อยู่ห่างจากเมืองแค่ 40 นาที

เช้าตรู่ของอีกวัน “คุณอลัน ดาห์ยา” เจ้าของบริษัททัวร์และบริการรถเช่าพร้อมคนขับ “Ready2Roll” นำรถตู้เบนซ์มารับคณะเรา เพื่อออกเดินทาง 3 ชั่วโมงไปยัง “ไวโตโม” (Waitomo) เขตเมืองท่องเที่ยวที่โด่งดังเรื่องถ้ำหินปูน มีไฮไลต์อยู่ที่ “ถ้ำหนอนเรืองแสง” (Waitomo Glowworm Caves) อายุเก่าแก่กว่า 30 ล้านปี เป็นที่อยู่อาศัยของหนอนเรืองแสงนับล้านตัวที่เปล่งแสงสีฟ้าอมเขียวสว่างไสวเหมือนดวงดาวในความมืดมิด พวกเราล่องเรือชมหนอนเรืองแสงไปตามลำธารภายในถ้ำใต้ดิน เพื่อชมแสงระยิบระยับบนเพดานถ้ำ ท่ามกลางทัศนียภาพสวยงามแปลกตาของหินงอกหินย้อย ถือเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของแดนกีวี

...

ตื่นตาตื่นใจสุดๆกับโลเกชันถ่ายภาพยนตร์ดัง “Hobbiton Movie Set” เป็นโลกแฟนตาซีที่มีอยู่จริง สร้างขึ้นเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก “The Lord of the Rings” และ “The Hobbit” ประกอบด้วยบ้านฮอบบิตกว่า 40 หลัง กระจัดกระจายอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าสีเขียว, เนินเขาโค้งนุ่ม และท้องฟ้ากว้าง หลังถ่ายทำเสร็จไม่มีการรื้อ แต่ยังดูแลให้เหมือนมีชาวฮอบบิตอาศัยอยู่จริง  ผู้กำกับ “ปีเตอร์ แจ็กสัน” เลือกโลเกชันนี้เองและปรับพื้นที่จริงให้เหมือนจินตนาการ โดยตัดสินใจสร้างถาวร เพราะมันดีเกินกว่าจะปล่อยให้หายวับไป

...

ลุยต่อกันที่เมืองแห่งพลังใต้พิภพ “โรโตรัว” (Rotorua) มีของดีซ่อนอยู่เยอะ ตั้งแต่ “หุบเขาภูเขาไฟไวมังกู” (Waimangu Volcanic Valley) พื้นที่ภูเขาไฟอายุน้อยที่สุดในโลก เกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาทาราเวรา เมื่อปี 1886 ทำให้ภูมิประเทศทั้งหมดเปลี่ยนใหม่ กลายเป็นแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพที่หลากหลายและสมบูรณ์ที่สุด เสมือนห้องทดลองธรรมชาติขนาดใหญ่อันน่าทึ่ง ไม่ได้มีแค่บ่อน้ำร้อนธรรมดาๆ แต่มีครบทั้งน้ำพุร้อน, บ่อโคลนเดือด, ไอน้ำพุ่งจากพื้นดิน, แอ่งน้ำสีสันแปลกตาจากแร่ธาตุหายาก ถือเป็นเส้นทางเดินป่าที่สวยงามและเต็มไปด้วยพืชหายาก ซึ่งถักทอผ่านระบบนิเวศความร้อนใต้พิภพตามธรรมชาติ เส้นทางนี้ยังพาสำรวจโลกแห่งพลังงานความร้อนใต้พิภพจากมุมมองในน้ำผ่าน “การล่องเรือในทะเลสาบโรโตมาฮานา” (Lake Rotomahana) ชมระบบนิเวศธรรมชาติที่ฟื้นตัวเองกลับมาใหม่ หลังการระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาทาราเวราจนพื้นที่นี้ถูกทำลายไปเกือบหมด ปิดท้ายวันไปแช่บ่อน้ำแร่ธรรมชาติที่ “Wai Ariki Hot Springs & Spa” สปาน้ำพุร้อนระดับพรีเมียมที่ใช้แหล่งน้ำแร่ร้อนจากใต้ดิน โดยผสานศาสตร์การบำบัดของเมารี ทั่วเมืองยังมีบ่อน้ำแร่ธรรมชาติให้เลือกฟินหลากสไตล์


เที่ยวนิวซีแลนด์ให้ครบทุกมิติ ต้องไปสัมผัส “วัฒนธรรมของชาวเมารี” เป็นชนพื้นเมืองกลุ่มแรกที่ตั้งถิ่นฐานในนิวซีแลนด์ก่อนที่ชาวยุโรปจะเข้ามาหลายร้อยปี ปัจจุบันกลายเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมของนิวซีแลนด์ พวกเขามาถึงแดนกีวีราว 700-1,000 ปีก่อน และตั้งชื่อว่า “Aotearoa” ดินแดนเมฆสีขาวยาว

เพื่อให้เข้าถึงจิตวิญญาณของเมารี คณะเราไปเยี่ยมชม “หมู่บ้านเตปาตู” (Te Pā Tū) หนึ่งในต้นแบบการอนุรักษ์วัฒนธรรมเก่าแก่ชาวเมารี เจ้าบ้านต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยวัฒนธรรม “Haka” พร้อมเชิญชวนให้ลองการละเล่นสไตล์เมารี และชิมอาหารฝังใต้ดิน “Hangi” ที่ใช้หินร้อนปรุงแบบโบราณแท้ๆ อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญคือ “Te Puia” ศูนย์วัฒนธรรมและอุทยานความร้อนใต้พิภพ ถือเป็นจุดนัดพบของธรรมชาติใต้พิภพ, วัฒนธรรมเมารี และงานหัตถศิลป์ดั้งเดิม ไฮไลต์อยู่ที่น้ำพุร้อนทรงพลังที่สุดของนิวซีแลนด์ ที่พุ่งได้สูงถึง 30 เมตร, บ่อโคลนเดือดปุดๆ และได้ดู “นกกีวี” ตัวจริง รวมถึงชมศูนย์ฝึกงานหัตถศิลป์เมารี


สายรักธรรมชาติจะต้องฟินกับกิจกรรม “Redwoods Treewalk” การเดินเหนือผืนป่าท่ามกลางต้นไม้ยักษ์ เสมือนลอยตัวอยู่กลางผืนป่า น่าทึ่งในนวัตกรรมที่เขาสร้างเป็นทางเดินแขวนเชื่อมต้นไม้ขนาดยักษ์ 20-30 ต้นเข้าด้วยกัน ทางเดินสูงจากพื้น 10-20 เมตร เป็นการเปิดมุมมองใหม่ที่ว้าวจริงๆ

ปิดท้ายทริปสุดประทับใจที่ “เมืองเตาโป” (Taupo) เมืองตากอากาศกลางเกาะเหนือ ที่มีครบทั้งธรรมชาติ, วัฒนธรรม และกิจกรรมผจญภัย ก่อนดินเนอร์คณะเราไปเดินชม “ทะเลสาบเตาโป” (Lake Taupo) ทะเลสาบขนาดยักษ์ที่เกิดจากปล่องภูเขาไฟในอดีต น้ำใสนิ่งท่ามกลางวิวภูเขาและท้องฟ้ากว้าง รุ่งขึ้นได้ไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของ “น้ำตกฮูกา” (Huka Falls) ชมสายน้ำจากแม่น้ำไวกาโตไหลแรงพุ่งผ่านช่องแคบด้วยพลังมหาศาล ก่อนตกจากหน้าผาสูง 11 เมตร สะท้อนแดดระยิบระยับ สายแอดเวนเจอร์ต้องลอง “Rapids Jet” ประสบการณ์นั่งเรือเร็วสุดเร้าใจ ทั้งสนุกทั้งได้สัมผัสความงามของแก่งน้ำเชี่ยวและหุบเขาแคบๆตลอดเส้นทางธรรมชาติของแม่น้ำไวกาโต ขึ้นฝั่งแล้วอย่าลืมจิบเบียร์ท้องถิ่น “Lakeman Brewing” พร้อมแวะซื้อของฝากขึ้นชื่อ “Manuka honey” มีให้เลือกครบที่ “Huka Honey Hive” ศูนย์รวมผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งคุณภาพจากทั่วนิวซีแลนด์ และชมศิลปะการเป่าแก้วที่ “Lava Glass Cafe”

สีสันของภูมิประเทศอันหลากหลาย, ทัศนียภาพงดงามจนแทบหยุดหายใจ, มรดกวัฒนธรรมเปี่ยมเอกลักษณ์ของชาวเมารี, การผจญภัยใหม่ๆที่รอการค้นพบ บวกกับอาหารและไวน์ชั้นเลิศ บอกเลยว่าเที่ยวได้ครบทุกฤดูกาล “นิวซีแลนด์” พร้อมแล้วที่จะเผยเสน่ห์ให้โลกได้เห็นถึงความมีชีวิตชีวาและพลังยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ.

ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ


อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่