เมานต์เอเรบัสเป็นภูเขาไฟมีพลัง (active volcano) ที่อยู่ทางใต้สุดของโลก เริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อราว 1.3 ล้านปีก่อนและทุกวันนี้สูงจากระดับทะเล 3,794 เมตร ส่วนที่ลาดชันปกคลุมไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง ธารน้ำแข็ง เหวน้ำแข็ง รวมถึงลาวาที่ไหลออกมาเป็นครั้งคราว แต่ไอน้ำมักพลุ่งออกมาจากยอดเขาอย่างสม่ำเสมอ

เมานต์เอเรบัสได้รับการค้นพบเมื่อปี 1841 ระหว่างการสำรวจที่นำโดยเซอร์เจมส์ คลาร์ก รอสส์ ผู้ตั้งชื่อภูเขาไฟลูกนี้ตามชื่อเรือลำหนึ่งของเขา นั่นคือ เรือเอชเอ็มเอส เอเรบัส  ซึ่งได้ชื่อตามเทพแห่งความมืดในปกรณัมกรีกอีกทอดหนึ่ง แต่ไม่มีใครพิชิตยอดเขานี้ได้จนกระทั่งปี 1908 เมื่อคณะสำรวจนิมรอด (Nimrod Expedition) ที่นำโดยเซอร์เออร์เนสต์ แชกเคิลตัน ปีนภูเขาไฟลูกนี้ได้สำเร็จ

ในการสำรวจครั้งนั้น แชกเคิลตันนำทีมสำรวจเข้าไปใกล้ขั้วโลกใต้ได้ภายในรัศมี 100 ไมล์ทะเล แต่ตัดสินใจหันหัวเรือกลับเพื่อรักษาชีวิตของทุกคนเอาไว้ ทั้งๆที่ตั้งอยู่ห่างไกลและมีสภาพอากาศหฤโหด (อุณหภูมิเฉลี่ยลบ 20 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน และลบ 50 องศาเซลเซียสในฤดูหนาว) แต่เมานต์เอเรบัสกลับเป็นภูเขาไฟที่ได้รับการศึกษาวิจัยอย่างมาก นับตั้งแต่ปี 1972 ทีมนักวิทยา

...

ภูเขาไฟกลุ่มหนึ่งเดินทางมาที่นี่ทุกปีในช่วงฤดูร้อนของซีกโลกใต้และปักหลักอยู่ระยะหนึ่งเพื่อศึกษาค้นคว้าเรื่องต่างๆ อาทิ องค์ประกอบและความถี่ของการปะทุของภูเขาไฟ ประเภทก๊าซที่พ่นออกมา และอายุของหิน

กระนั้น ข้อมูลทางชีววิทยาของเมานต์เอเรบัสกลับไม่ได้รับการศึกษาเท่าที่ควร สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะสิ่งมีชีวิตที่นี่ส่วนใหญ่มีขนาดเล็กจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ การศึกษาจุลินทรีย์ที่ไม่มีใครรู้จักยังถือเป็นเรื่องยุ่งยาก เนื่องจากถ้าไม่สามารถเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ ก็ไม่สามารถแจกแจงลักษณะได้ ไม่ต้องพูดถึงการศึกษาเลย และจุลินทรีย์ส่วนใหญ่ก็เจริญเติบโตในห้องปฏิบัติการได้ไม่ดี

ทว่าปัจจุบันเราไม่จำเป็นต้องเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์อีกต่อไป ในช่วงราวสิบปีที่ผ่านมา ได้มีการพัฒนาเทคนิคด้านพันธุกรรมขึ้นซึ่งเปิดทางให้สามารถกำหนดลักษณะของจุลินทรีย์กลุ่มต่างๆ ได้เพียงแค่ศึกษาดีเอ็นเอเท่านั้น ทำให้เราเห็นภาพที่สมบูรณ์ขึ้นมากในแง่ประเภทและถิ่นที่อยู่ของจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ ด้วยเหตุนี้ แม้จะมีการค้นพบสิ่งมีชีวิตในดินอันร้อนระอุของเมานต์เอเรบัสมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1960 แต่เพิ่งจะปัจจุบันนี้เองที่เราสามารถทำอะไรได้มากมายในการศึกษาสิ่งมีชีวิตเหล่านี้

ดินร้อนระอุของเมานต์เอเรบัสกระจายอยู่ทั่วไปบริเวณยอดเขา จุดที่คนรู้จักมากที่สุดเรียกว่า สันเขาแทรมเวย์ริดจ์ (Tramway Ridge) ความร้อนจากภูเขาไฟทำให้น้ำแข็งละลาย ก่อให้เกิดผืนดินร้อนชื้นเป็นหย่อมๆ ซึ่งกลายเป็นที่อยู่ของมอสส์และจุลินทรีย์ หย่อมผืนดินร้อนชื้นเหล่านี้เปรียบเสมือนเกาะแห่งความอบอุ่นขนาดเล็กท่ามกลางทะเลที่หนาวจับขั้วหัวใจ แม้ว่าดินเองจะร้อนโดยอุณหภูมิอาจสูงถึง 65 องศาเซลเซียส อากาศบริเวณหน้าดินกลับไม่เป็นเช่นนั้น ยิ่งไปกว่านั้น หากขยับออกห่างจากจุดร้อนเพียงไม่ถึงหนึ่งเมตร อุณหภูมิในดินจะลดลงอย่างฮวบฮาบ สภาพความเป็นกรดด่างก็เปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน กล่าวคือดินตรงจุดร้อนค่อนข้างเป็นกลาง ขณะที่ดินตรงจุดที่ห่างออกไปเพียงเล็กน้อยกลับมีสภาพเป็นกรดมาก เป็นที่รู้กันดีว่าความหนาวเย็น ความแห้งแล้ง และความเป็นกรดไม่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต

การดำรงอยู่ของเกาะแห่งความอบอุ่นเหล่านี้ก่อให้เกิดคำถามที่น่าสนใจ จุลินทรีย์ชนิดใดกันที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ และพวกมันมาจากไหน ปกติจุลินทรีย์สามารถลอยตามลมไปได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตรแล้วจุลินทรีย์เหล่านี้ลอยมาจากบริเวณจุดร้อนของภูเขาไฟลูกอื่นๆ ที่อยู่เหนือขึ้นไปใช่หรือไม่ หรือว่าจุลินทรีย์บนเมานต์เอเรบัสมีลักษณะเฉพาะตัว ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ยิ่งชวนสงสัยต่อไปว่า พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ขึ้นมาจากใต้พิภพใช่หรือไม่ ชีวภาค (biosphere) หรือโลกของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ซึ่งอาศัยอยู่ในชั้นหินลึกลงไปจากพื้นผิวโลกอย่างมากเป็นระบบนิเวศที่เรารู้จักน้อยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

...

แต่ก็อาจเป็นระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งและแปลกประหลาดที่สุดในโลกก็เป็นได้ ผู้เชี่ยวชาญบางคนประเมินว่า หนึ่งในสามของแบคทีเรียทั้งหมดในโลกอาจอาศัยอยู่ที่นั่น จุลินทรีย์เหล่านี้ไม่ได้ดำรงชีวิตด้วยการดูดซับพลังงานจากดวงอาทิตย์ แต่ได้พลังงานจากแหล่งอื่นๆ เช่น เหล็กหรือไฮโดรเจน ระบบนิเวศที่อยู่ลึกลงไปนี้ยังอาจเป็นระบบนิเวศที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และอาจเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตที่มีเส้นทางวิวัฒนาการเป็นของตัวเองมาช้านาน

เมื่อมีข้อมูลเหล่านี้อยู่ในมือ เราจึงเริ่มออกเดินทางไปยังเมานต์เอเรบัส จุดที่หนาวเย็นที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตที่เจริญเติบโตได้ดีท่ามกลางความร้อนระอุ ณ สถานที่ซึ่งพระอาทิตย์ไม่เคยตกดินตลอดสี่เดือนเต็ม

http://www.ngthai.com/