กิจกรรมที่ชินตาคือการรวมพลังเดินรณรงค์ให้คนในชุมชนลดละเลิก ดื่มเหล้าตลอดเข้าพรรษานี้
ทั้งในและนอกช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ด้วยฝีมือบิณฑบาตเขตปลอดเหล้าจาก พระครูสุภกิจมงคล เจ้าอาวาสวัดโนนมะเขือ...
เข้า พรรษาปีนี้ หลายคนคงท่องจำได้ขึ้นใจกับคำว่า "งดเหล้าเข้าพรรษา" แต่จะทำได้จริงหรือไม่ หรือทำได้เฉพาะแค่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 วันเดียว ก็ตาม แต่ที่แน่และทำได้จริง ต้องยกให้ ชาวบ้านโนนมะเขือ ต.กาบิน อ.กุดข้าวปุ้น จ.อุบลราชธานี ทั้งหมู่บ้าน และขยายวงถึงบ้านข้างเคียง อาทิ บ้านโนนดอกแก้ว บ้านป่าข่า บ้านก่อ ฯลฯ ทำได้มากกว่านั้นคือ 
การจัดกิจกรรมมีขึ้นที่ศาลาประชาคมของวัดเล็กๆ แต่ได้ใจจากชุมชนมหาศาล
เลิกดื่มเลิกขายสุรากันถ้วนหน้า ไม่จำเพาะ เทศกาลเข้าพรรษาเท่านั้น!
ปัจจัย สำคัญที่ทำให้ชาวบ้านโนนมะเขือ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของพื้นที่ปลอดเหล้าของอำเภอกุด–ข้าวปุ้นตระหนักถึงพิษ ภัยของน้ำเมาก็คือ หลังเหล้าเข้าปาก สิ่งที่เห็นจนชินตาก็คือ วัยรุ่นยกพวกตีกัน การทะเลาะวิวาท ส่งผลกระทบไปถึงครอบครัว จนชาวบ้านเริ่มเอือมระอา แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถเข้ามาแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จ กระทั่งวันที่ พระครูสุภกิจมงคล เข้ามาจำพรรษาที่วัดโนนมะเขือ สถานการณ์จึงเริ่มดีขึ้น ซึ่งจากคำบอกเล่าของชาวบ้านโนนมะเขือ ไม่ว่าจะเป็น ลุงสุวรรณ ลุงคูณ ศรีบุญ กำนัน ต.กาบิน ฯลฯ จะบอกเหมือนกันว่า เหล้าไม่เคยทำให้ชีวิตดี เพราะเมาแล้วก็ทำงานไม่ได้ ทำนาได้เท่าไหร่ก็ลงขวดหมด 
กติกาชุมชน-วัดปลอดเหล้าที่ชาวโนนมะเขือ ประกาศให้รู้กันถ้วนหน้า ใครฝ่าฝืนมีบทลงโทษชัดเจน
ไม่ ต่างจาก ลุงพรหม มาลาวงศ์ วัย 44 ปี อาชีพทำนาที่บอกแบบเขินๆว่า ถึงไม่ใช่คนโนนมะเขือ แต่ก็เพราะคนที่นี่แหละ ที่ทำให้มีชีวิตกลับมาเป็นคนอีกครั้ง จากแต่ก่อนก็เป็นสิงห์ขี้เมา กิน เหล้ามาตั้งแต่สิบขวบ เหตุผลแรกคือ "อยากลอง" ต่อมาก็ปฏิเสธ "เพื่อน" ไม่ได้ เพราะเขาชวนให้ไปร่วมจ่ายค่าเหล้า
"เวลากินกับเพื่อนแล้ว มันสนุก" ลุงพรหม ให้เหตุผลว่า ทำไมถึงไม่กินอยู่ที่บ้าน แต่ก็ออกตัวนะว่าไม่ได้กินทุกวันแบบพวกติดเหล้า จะเข้าปากเฉพาะยามเพื่อนมาชวน หมดค่าเหล้าคราวละ 100-120 บาท โดยเพื่อนที่ว่าส่วนใหญ่คบหากันตั้งแต่ครั้งยังเป็นทหารเกณฑ์ พอปลดประจำการต่างก็กลับมาทำนาที่บ้านเกิด พอหมดหน้านาก็ตระเวนรับจ้างทำงาน ได้ค่าแรงเป็นรายวัน วันไหนเจอเพื่อน แน่นอนว่าค่าแรงก็แปลงเป็นค่าเหล้าและกับแกล้ม จนบางทีเงินไม่เหลือถึงมือแม่บ้าน หนำซ้ำยังมาตอดเงินเขาไปอีก เพราะกินแล้วเซ็นไว้ก่อน ซึ่ง ลุงพรหม เล่าแบบขำๆว่า ถึงขั้นเคยโกหกเมียว่าจะเอาเงินไปจ่ายค่าน้ำมันรถ แต่กลับเอาไปจ่ายค่าเหล้าแทน 
ความสงบเรียบง่ายของชาวบ้านโนนมะเขือที่มีวิถีชีวิตไม่ห่างวัด
" เขาก็บ่น แต่เราไม่ฟังเอง" ลุงพรหม หัวเราะเหนียมๆ และยอมรับว่าตอนเมาก็เห็นหมูเท่ามด แต่พอสร่างก็เคยนึกอยากจะเลิก กระทั่งมีญาติๆที่บ้านโนนมะเขือแนะนำให้มาหาหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดฯ เมื่อถามว่า กว่าจะเลิกได้ยากมั้ย ลุงพรหม บอกตัวเองไม่เท่าไหร่ เพราะพอมาหาหลวงพ่อ ท่านอบรมให้เห็นข้อเสียของเหล้า แล้วก็ให้กินยาสมุนไพรหนึ่งแก้ว จากนั้นก็ไม่เคยอยากกินเหล้าอีกเลย เป็นเวลาสิบปีแล้ว แต่กับเพื่อน ลุงพรหม บอกบางคนก็เลิกไม่ได้ ทุกวันนี้ก็ยังกิน แต่อาศัยตัวเองใจแข็งกว่า พอเพื่อนร่วมก๊วนมาชวนก็จะบอกปัด 
นี่ก็เรียบง่าย...ร้านค้าปลอดเหล้าที่บ้านโนนดอกแก้ว...ชุมชนไร้แอลกอฮอล์อีกแห่งของกุดข้าวปุ้น
เมื่อ ถามถึงลูกชาย 2 คนล่ะ ลุงพรหม ยิ้มก่อนตอบว่า คนโตเลิกเหล้าแล้ว หลังจากที่กินตามเพื่อนมาได้พักหนึ่ง โดย ลุงพรหม ยอมซื้อรถมอเตอร์ไซค์ให้เป็นรางวัล 1 คัน แต่กับลูกชายคนเล็กนี่สิ ยังน่าห่วง ด้วยกำลังเข้าสู่วัยรุ่น ที่อยู่ในวัยอยากรู้อยากลอง ซึ่งผู้เป็นพ่อได้แต่ถอนหายใจ แบบปลงๆ ว่า ต้องยอมไปก่อน แต่ยังไงก็ต้องให้ ลูกทำตามกฎของหมู่บ้านที่ร่วมกันออก ที่กำหนด ให้ 2 กม.รอบหมู่บ้าน เป็นเขตปลอดเหล้า ห้ามกินห้ามขาย ไม่มาดื่มในหมู่บ้าน และหากเมามาก็ห้ามอาละวาด ไม่งั้นโดนปรับ 500 บาท เอาเข้ากองทุนหมู่บ้าน ซึ่งไม่ต่างจากกฎของบ้านโนนมะเขือ
ฟังเรื่องของลุงพรหมและคนบ้านโนน มะเขือ ก็พอจะมองได้เลยว่าผลจากที่ปลอดเหล้าก็ทำให้หลายหมู่บ้านในตำบลกาบินกลาย เป็นที่ "น่ามา น่าเที่ยว" เพราะมาแล้วสบายใจได้ "ไม่มีคนเมาอาละวาด" และการเลิกเหล้าหรือสุราอย่างถาวรนั้น ดูเหมือนจะยาก แต่ก็ไม่ลำบากเกินกว่าจะทำได้ หาก "ใจพร้อม" ว่าแต่แม้ขณะนี้จะล่วงเลยวันเข้าพรรษามาหลายราตรีแล้ว แต่ช่วงเวลาแห่งการ "เข้าพรรษา" นั้น ยังอยู่อีกยาว
ลุงพรหม มาลาวงศ์ อีกหนึ่งคนกล้าที่สามารถเลิกเหล้าไปอย่างถาวร
หาก คิดจะลด ละ ชั่วคราว หรือเอาให้เจ๋งก็ "เลิก" แบบลุงพรหม และชาวบ้านโนนมะเขือไปเลยก็ได้ ว่าแต่จะ "กล้า" กันหรือเปล่า...เท่านั้นแหละ.
ผู้จุดประกายให้ปลอดเหล้า
จนถึง วันนี้ หากเอ่ยชื่อ พระครูสุภกิจมงคล เจ้าอาวาสวัดโนนมะเขือ และเจ้าคณะตำบลกาบิน คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณในฐานะที่พึ่งของชาวบ้านโนนมะเขือและข้างเคียง ในการปลุกกระแสให้เกิดการ "ปลอดเหล้า" กันตั้งแต่วัด จนยกระดับมาถึงหมู่บ้าน
พระครูสุภกิจ-มงคล ยินดีเล่าให้ฟังถึงปฐมบทของ "ชุมชนปลอดเหล้า" แห่งนี้ว่า ก็มาจากวันแรกที่มาจำ พรรษาในฐานะเจ้าอาวาส ก็เจอจังๆกับภาพวัยรุ่นเมาเหล้ายกพวกตะลุมบอนกันต่อหน้า จึงได้ขอบิณฑบาตจากชาวบ้าน แล้วตั้งกติกาง่ายๆ หากดื่มสุราในเขตวัด ขอค่าปรับเข้าวัด 1,000 บาท จากวันนั้นก็ค่อยๆขยายวงมาว่าห้ามกินเหล้าในงานศพ ถัดมาก็เป็นงานแต่ง ค่อยๆรุกทีละน้อย จนคนในชุมชนเริ่มคล้อยตาม แม้แต่เมาเข้ามาก็ไม่ได้ ซึ่งตรงนี้แหละถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเมื่อได้รับความร่วมมือจากชุมชนเป็นอย่างดีแล้ว อะไรๆก็สัมฤทธิผลได้ไม่ยาก และในที่สุดก็มีการ ร่วมร่างกติกาชุมชน หากใครเกี่ยวข้องกับสุรา พ่วงด้วยยาเสพติด จะโดนกรรมการเตือนก่อนเจอมาตรการทางสังคม ไล่จากตัดน้ำ ตัดไฟ งดให้เงินกู้จากกองทุน ต่อด้วยแจ้งชื่อให้ทางการทราบ จนถึงขั้นเด็ดขาดตัดหางไล่ออกจากหมู่บ้าน
แต่กว่าจะทำให้หมู่บ้านโนน มะเขือกลายเป็นชุมชนปลอดเหล้าได้อย่างสมบูรณ์เช่นทุกวันนี้ได้ เจ้าอาวาสวัดโนนมะเขือ บอกว่า ต้องใช้เวลานานเอาเรื่องอยู่ หนำซ้ำแรกๆก็ถูกต่อต้านจากร้านค้าในหมู่บ้าน ที่ทำให้ต้องเสียรายได้ แม้แต่ "เซลส์ขายเหล้า" ยังโวย แต่ด้วยความเป็นพระที่ชาวบ้านให้ความเคารพศรัทธา จากเขตวัด จึงขยายวงออกไปได้เรื่อยๆ จนชุมชนโดยรอบบอกปัดการนำเหล้าเข้ามาขายในหมู่บ้านได้อย่างสิ้นเชิง และต่อมาก็ได้ชื่อว่าเป็น "ชุมชนคนปลอดเหล้า" อย่างถาวร.
...