ข่าว
100 year

เที่ยวตามตะวัน : "ศรีลังกา" ซาฟารีแห่งเอเชีย

ไทยรัฐฉบับพิมพ์18 ม.ค. 2563 05:10 น.
SHARE

อายุบวร... คำทักทายของชาวศรีลังกา ความหมายคล้ายสวัสดี คือ ให้มีอายุยืนยาวอย่างมีความสุข ศรีลังกา เกาะที่อยู่ทางตอนเหนือของมหาสมุทรอินเดีย แผ่นดินพหุวัฒนธรรม ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวสิงหล อพยพมาจากตอนใต้ของอินเดียเมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อน

ต่อมาก็มี ทมิฬ มัวร์ เบอร์เกอร์ (Burgher) ซึ่งหมายถึงลูกผสมระหว่างคนศรีลังกากับโปรตุเกส ดัตช์ และอังกฤษ ที่เข้ามาในยุคอาณานิคม ชาวจีนที่เข้ามากับสำเภายุคค้าขายเส้นทางสายไหมทางเรือ (Martine Silk Road) และ ชาวเวดดา (Vedda) ชนกลุ่มน้อยเผ่าพันธุ์ดั้งเดิมของเกาะ ที่อยู่รวมกันเป็นหมู่บ้านประมงชายฝั่งเล็กๆ

ซีลอน (Ceylon) เป็นชื่อเรียกศรีลังกา ที่ออกเสียงตามแบบชาวโปรตุเกส ตะวันตกชาติแรกที่เข้ามายึดครองศรีลังกา และเรียกเกาะนี้ว่า Ceilão (ซีลอง) ต่อมาในยุคการปกครองของอังกฤษ ก็เรียกว่า Ceylon (ซีลอน) ชื่อที่สองนี้ กลายเป็นที่รู้จักของพ่อค้าเดินเรือในฐานะแหล่งเครื่องเทศระดับคุณภาพ โดยเฉพาะอบเชยชั้นเลิศ ใบชาชั้นดี และใช้ชื่อนี้มาจนถึงวันที่ศรีลังกาได้รับเอกราชในปี พ.ศ.2491

ด้วยความที่เป็นเกาะ อาหารทะเลจึงเป็นเมนูหลัก ทั้งปิ้งย่างหรือแกง ก็คลุกเคล้าเครื่องเทศแต่พองาม กลิ่นไม่ฉุนจัดเหมือนอาหารอินเดียแท้ รสชาติเบนไปทางเค็มไม่ติดหวาน คนศรีลังกากินธัญพืชหลากหลายเพราะส่วนใหญ่เป็นมังสวิรัติ ถ้ากินเนื้อสัตว์ก็เป็นพวกกุ้ง หอย ปู ปลา สรุปคืออร่อย!

เมื่อเร็วๆ นี้ KTC ร่วมกับการท่องเที่ยวศรีลังกา และศรีลังกาแอร์ไลน์ เปิดเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ เพื่อปรับภาพที่คนส่วนใหญ่คิดว่ามาศรีลังกาเพื่อไหว้พระอย่างเดียว มาเป็นแหล่งท่องเที่ยวของคนรุ่นใหม่ที่อยากเปิดประสบการณ์ซาฟารีแบบเอเชีย ไม่ใช่ซาฟารี hard core แบบแอฟริกา

เริ่มทริปกันที่ เมืองกอลล์ (Galle) เมืองชายทะเลที่อยู่ปลายสุดของประเทศด้านตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็นจุดยลแสงอาทิตย์สุดท้ายของวันในทวีปเอเชีย คนสิงหลออกเสียงว่าเมืองกาลเล สมัยก่อนเป็นแค่หมู่บ้านประมง จนกระทั่งโปรตุเกสเข้ามาสร้างเป็นเมืองท่า มีประภาคาร กำแพงป้อมปราการ อาคารที่สร้างแบบสถาปัตยกรรมโปรตุเกส รวมถึงวัดและสุเหร่า

Galle Fort หรือ ป้อมปราการกอลล์ เป็นกำแพงหินแกรนิตทอดยาวบนหน้าผา ภายหลังเมื่อชาวดัตช์เข้ามาปกครองต่อจากโปรตุเกส ได้ขยายกำแพงนี้ออกไปตามแนวมหาสมุทรจนสุดตา กลายเป็นป้อมปราการที่ใหญ่ที่สุดที่ยังเหลืออยู่ในเอเชีย และได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกจากยูเนสโก รัฐบาลศรีลังการักษาสภาพอาคารอย่างดีพร้อมปรับปรุงแนวเขื่อนหินกันคลื่น ปรับปรุงโรงทหารเก่าให้เป็นร้านค้า ร้านอาหาร และที่พักแบบ hostel ทั้งเมืองจึงเสมือนอยู่ในขวดแก้วแห่งกาลเวลา

ไฮไลต์ของการเดินทางมาที่นี่ ก็คือการตามหาวาฬสีน้ำเงิน หรือ Blue Whale วาฬที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เหลืออยู่ทุกวันนี้ ยาวประมาณ 30-50 เมตร ประมาณเกือบครึ่งสนามฟุตบอล สิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์นี้ไม่ได้ลอยคอ ในมหาสมุทรอินเดียให้เราเห็นง่ายๆ

คนนำทางเที่ยวแบบซาฟารี ไม่ว่าจะเป็น sea safari หรือ land safari เราไม่เรียกว่าไกด์แต่เรียกว่า แรนเจอร์ (ranger) เพราะเป็นมากกว่าคนชี้ชวนเที่ยว แรนเจอร์มีความชำนาญเรื่องล่องน้ำเป็น อ่าน สัญญาณ ต่างๆในธรรมชาติได้ และรักษากติกาความปลอดภัยเพื่อนักท่องเที่ยวอย่างเคร่งครัด

การท่องเที่ยวศรีลังกามีหลักสูตรอบรมแรนเจอร์โดยเฉพาะ ทำให้ลูกหลานชาวประมงจนถึงพรานป่าพื้นบ้านสามารถพัฒนาศักยภาพขึ้นมาเป็นแรนเจอร์ที่ดีได้

การสังเกตแหล่งวาฬสีน้ำเงินให้ดูจากโลมา ถ้าพบฝูงโลมาโดดเล่นคลื่น พอจะเชื่อขนมกินได้ว่าอีกราวครึ่งชั่วโมงมีสิทธิ์ได้เห็นวาฬสีน้ำเงิน ส่วนเรือลำไหนจะโชคดีเห็นตัววาฬหรือเห็นแค่ฝอยน้ำที่พ่นสูง ก็แล้วแต่วาสนา...ซึ่งแค่เห็นฝูงโลมาสีน้ำเงินที่โลดเล่นคลื่นก็งดงาม น่าตื่นเต้นเกินบรรยายแล้ว

ส่วนที่ เมืองมิริสสา (Mirissa) บริเวณชายฝั่งทะเลมีชาวเวดดาตกปลาบนเสาไม้เดี่ยว วิธีนี้เรียกว่า Stilt Fish ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ประมงพื้นบ้านของศรีลังกาที่สืบทอดกันมาเป็นร้อยๆปี เสาไม้ที่นั่งตกปลาทำจากไผ่ลำโต ปักเป็นแนวไม่ห่างจากฝั่ง ตอกลงไปใต้น้ำลึกราว 2 เมตร ด้านบนผูกคานนั่ง คนตกปลานั่งตากแดดตัวดำเมี่ยมตั้งแต่เช้ายันเย็น เบ็ดที่ใช้ตกปลาทำด้วยโลหะเงิน ไม่ต้องคล้องเหยื่อ อาศัยความแวววาวของโลหะล่อปลามาติดเบ็ด และการตีเบ็ดด้วยเงินก็เป็นความลับของแต่ละตระกูล เช่นเดียวกับพื้นที่ปักเสาก็เป็น สัมปทาน ของแต่ละครอบครัวที่สืบทอดกัน นอกจากวิธีปักเสาตกปลาริมฝั่ง เรือหาปลาลำเล็กๆ ของชาวเวดดายังมีเสากลางลำเรือเพื่อเป็นที่ นั่งตกปลา เมื่อเรือต้องลอยลำมากกว่าแล่นฉิวจึงมีการทำทุ่นถ่วงด้านข้างเรือเพื่อสร้างสมดุล

ซาฟารีบกในทริปนี้อยู่ที่ อุทยานแห่งชาติยาลา (Yala) ความหวังของผู้คนที่มาที่นี่ก็เพื่อจะมีโอกาสเห็นเสือดาว ซึ่งเป็นเสือตระกูลแมวที่ชอบอยู่บนคาคบไม้มากกว่าบนพื้นดิน แบกเหยื่อขึ้นไปกินบนต้นไม้ กระทั่งตอนอึ...ก็ยังอึบนต้นไม้!

ที่ยาลานั้น ทะเลอยู่ฟากหนึ่ง ป่าพรุอยู่อีกฟากหนึ่ง มีหนองน้ำจืดขนาดต่างๆกระจายทั่วบริเวณ นี่คือระบบนิเวศเฉพาะถิ่นของที่นี่ ทำให้สัตว์หลายประเภทอยู่ร่วมกันได้อย่างที่เราไม่ค่อยชิน โดยเฉพาะนกหลากหลายชนิด ควายน้ำ จระเข้ หมูป่า ช้าง ฯลฯ แต่เสน่ห์ที่แต่งเติมยาลาให้ดูสวยหวานคือ นกยูง แทบทุกตารางเมตรที่รถวิ่งผ่านจะเห็นนกยูงตัวผู้รำแพนหางสีฟ้าสดเดินเฉิดฉาย

ทริปซาฟารีสั้นๆทำได้ใน 4 วัน ถนนหนทางสะดวกมาก อากาศสดชื่น อาหารอร่อย ของฝากน่าซื้อหาไปหมด โดยเฉพาะหน้ากากไม้ เยือนศรีลังกาเที่ยวนี้แล้ว “อายุบวร” จริงๆแหละ.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เที่ยวตามตะวันศรีลังกาอายุบวรซีลอนท่องเที่ยวเที่ยวศรีลังกา

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้