การแสดงของชาวน่าซีที่สุดอลังการและงดงามตระการตา.
เมื่อปลายเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ผมมีโอกาสไปเยือนอาณาจักรไทยสมัยน่านเจ้า คือ ตาลีฟู-หลี่เจียง
ผมไปกับพรรคพวกที่สนิทสนมคุ้นเคย มี ดร.สันทัด ศะศิวณิช อาจารย์สง่า ดามาพงศ์ คุณสิทธิชัย สืบสหการ และ คุณปราโมทย์ พรหมรักษ์ ทั้ง 4 คนนี้ได้ตั้งสถาบันขึ้นมาโดยให้ชื่อว่า "สถาบันเพลิน" ทำกิจกรรมดีๆ เพื่อช่วยเหลือสังคมหลายอย่าง กิจกรรมที่สมาชิกชอบและสนใจคือการไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศแบบเพลินๆ ซึ่งผมและทีมงานได้รับเชิญไปด้วย นับเป็นการไปเที่ยวที่สนุกอย่าบอกใคร
เราออกเดินทางโดยสายการบินไทยไปลงที่คุนหมิงซึ่งเป็นจุดหมายแรก ไม่ได้มาคุนหมิง หลายปีอะไรๆเปลี่ยนไปมากจนแทบจำของเดิมไม่ได้ คุนหมิงเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลยูนนาน มีประชากรประมาณ 33 ล้านคน โดยมีชนกลุ่มน้อยถึง 26 เผ่า ตั้งอยู่บนที่ราบสูงซึ่งมีความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,850 เมตร และมีภูเขาล้อมรอบเมือง ดังนั้น คุนหมิงจึงมี อากาศเย็นสบายตลอดปี คนไทยที่เพิ่งจะเริ่มเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกมักจะเลือกไป คุนหมิงเพราะอยู่ใกล้เมืองไทย และ มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่รู้จักกันดีคือ ป่าหิน
จากคุนหมิงเราออกเดินทางโดยรถโค้ชไปเมืองโบราณ คือ เมืองต้าลี่ แวะกินอาหารเย็นที่ภัตตาคารระหว่างทาง อาหารแถบนี้ถูกปากคนไทยเพราะเป็นอาหารยูนนานที่เรารู้จักกันดีเหมือนที่เคย กินบนดอยแม่สลอง คือ เป็นอาหารรสจัด บางอย่างจะออกเผ็ดเสียด้วย เช่น หมุ่ยฉอยเข่าหยก (หมูสามชั้นนึ่งกับผักกาดอบแห้ง) ยำเห็ดหูหนู ต้มจืดฟักกับกระดูกหมู ป๋วยเล้งผัดน้ำมันหอย ไก่อบหนังกรอบ ไก่นึ่งซีอิ๊ว กระดูกหมู/ปลา/หมูสามชั้นทอดกรอบผัดพริกแห้ง ปลาแม่น้ำนึ่งซีอิ๊ว และที่ขาดไม่ได้ต้องมีทุกมื้อคือ ไข่เจียวตำรับจีน ที่ทอดเสร็จแล้วต้องหั่นเป็นชิ้นๆเหมือนพิซซ่า ดังนั้น ทุกมื้ออาหารจึงไม่ได้ยินเสียงบ่นจากผู้ที่ไปเที่ยวครั้งนี้ว่าอาหารไม่ อร่อยเพราะกินเรียบทุกอย่าง ส่วนของหวานจะเป็นผลไม้รวม มีแตงโม มะเขือเทศ ส้มเช้ง
ต้าลี่เป็นแคว้นเดิมของอาณาจักรน่านเจ้าที่เรียกว่า "ตาลีฟู" มีคนไทย เป็นเจ้าผู้ครองนครชื่อ เบ้งเฮก เมื่อพันกว่าปี มาแล้วในสมัยสามก๊ก ดังนั้น คนพื้นเมืองของภาคพื้นนี้ความจริงก็คือคนเผ่าไทยนั่นเอง
ที่ต้าลี่เราได้ไปล่องเรือใน ทะเลสาบเอ๋อไห่ ที่ไกด์สาวน้อยนามว่า น้องหมวย พยายามอธิบายถึงความสวยงามของทะเลสาบและธรรมชาติรอบข้างเพื่อให้พวกเรา จินตนาการตามระหว่างจิบน้ำชาร้อนๆ คณะของเราจึงหามุมสวยๆถ่ายรูป ขึ้นจากเรือเห็นชาวบ้านเอาปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแม่น้ำตัวเล็กๆ ที่ได้จากทะเลสาบเสียบไม้ย่างไฟร้อนๆ กินได้ทั้งตัวอร่อยอย่าบอกใคร จากนั้นเราไปชม โรงถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง 8 เทพอสูรมังกรฟ้า จากบท ประพันธ์อันลือลั่นของ กิมย้ง ภายในโรงถ่ายเขาจะสร้างอาคารบ้านช่องเลียนแบบสมัยราชวงศ์ ถัง นักท่องเที่ยวจะได้ชมการแสดงที่เขาจัดให้ แบบสมจริงสมจังแบบมีส่วนร่วมด้วย
จากต้าลี่เรานั่งรถต่อไป เมืองหลี่เจียง ซึ่งเป็น เมืองเอกของเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา ขึ้นอยู่กับมณฑลยูนนาน ระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร แต่ทว่าเส้นทางขึ้นเขาลงห้วยลัดเลาะไปตามไหล่เขามีหุบมีเหวให้หวาดเสียวพอดู เพราะเป็นถนน 2 เลนสวนกัน แต่คนขับรถชำนาญทางและรู้จักนิสัยใจคอของคนขับรถชาวจีนด้วยกันจึง อะลุ้มอล่วยแบ่งกันแซงแบ่งกันหลบ เราจึงใช้เวลานานมากกว่าจะถึงหลี่เจียง เรียกว่านั่งกันจนริดสีดวงเกือบแตก
หลี่เจียงเป็นเมืองเก่าที่มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของชนเผ่า ต่างๆมากมาย โดยเฉพาะ ชนเผ่าน่าซี ที่อาศัยอยู่มากที่สุด แต่เดิมหลี่เจียงเป็นจุดศูนย์ กลางการค้าขายที่สำคัญ มีทัศนียภาพสวยงามรายล้อมด้วยเรือนแถวโบราณ 2 ชั้นริมคูคลองรอบเมือง จนได้รับสมญาว่า "เวนิสตะวันออก" นอกจากนี้ องค์การยูเนสโกยังได้ขึ้นทะเบียนให้หลี่เจียงเป็น เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อปี พ.ศ.2530 นี่แหละจึงเป็นเหตุให้ผมต้องดั้นด้นเดินทางมาชมความสวยงาม
เราไปถึงหลี่เจียงตอนค่ำ ได้ไปรับประทานอาหารเย็นที่โรงแรมหลี่เจียงแกรนด์ ซึ่งเขาบอกว่า เจ้าของเป็นคนไทย เราจึงได้กินอาหารไทย เช่น แกงเขียวหวานหมู หมูแดดเดียว ต้มยำไก่ ลาบหมู สถานที่ตั้งของโรงแรมนี้เป็นชัยภูมิที่ดีที่สุดที่นักท่องเที่ยวสามารถเดิน ไปชมทัศนียภาพในยามค่ำคืนของหลี่เจียงได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับผมขอนั่งจิบน้ำชาร้อนๆรออยู่ในล็อบบี้ มองดูผู้คนโดยเฉพาะคนไทยที่เดินขวักไขว่ไปมาจนเวียนหัวไปหมด
สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองหลี่เจียงมีมากมายสุดแท้แต่ไกด์จะพาไป แต่หนึ่งในการมาเที่ยวที่นี่ คือ การไปดู โชว์สุดอลังการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหลี่เจียง คือ การแสดงวัฒนธรรมพื้นเมืองของชาวน่าซี ที่กำกับการแสดงโดยผู้กำกับชื่อก้องโลก จาง อวี้ โหมว เขาจะใช้นักแสดงซึ่งเป็นชาวบ้านในเมืองหลี่เจียง ประมาณ 600 คน เป็นผู้เล่าเรื่องราววิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชนเผ่าต่างๆ อย่างเพลิดเพลินงดงามตระการตา โดยเนรมิตภูเขาหิมะมังกรหยกเป็นฉากหลัง เป็นการแสดงที่สวยงามไม่แพ้การแสดงที่เมืองกุ้ยหลิน ที่จาง อวี้ โหมว ใช้ท้องน้ำและภูเขาเป็นฉากหลัง แต่แสดงในตอนกลางคืน
ชมการแสดงที่สวยงามแล้ว คณะของเรารวมทั้งผู้คนที่มาดูการแสดงหลายพันคนต่างก็มุ่งหน้าไปขึ้นกระเช้า เพื่อไปชม ต้นสนอายุกว่าพันปี บนทุ่งราบหวินซานผิง ทำให้ต้องเข้าคิวยาวเป็นกิโล ผมเห็นว่าการตะเกียกตะกายขึ้นไปบนนั้นมันไม่เหมาะกับคนอายุ 85 เลยขอนั่งพักสูดออกซิเจนกระป๋องอยู่ที่ตีนเขาดีกว่า ระหว่างนั้นก็นั่งรถไปชม อุทยานน้ำหยก ที่มีน้ำตกไหลลงมาเป็นชั้นๆ ถึง 3 ชั้น เขาว่าเป็นของที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ไม่ได้เกิดเองตามธรรมชาติ แต่สวยจนนึกว่าธรรมชาติสร้างให้
ช่วงบ่ายได้ นั่งรถม้าชมบริเวณเมืองโบราณซู่เหอ ซึ่งเป็น หมู่บ้านโบราณมีอายุกว่า 900 ปี ของชาวเผ่าน่าซีที่ยังรักษาบ้านช่องสองข้างทางเหมือนเมืองจีนสมัยโบราณ เพียงแต่ปรับปรุงให้เป็นร้านขายของ ร้านอาหาร และที่พัก เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ช็อปปิ้งสินค้าหัตถกรรมฝีมือชาวบ้าน เช่น เสื้อผ้า ผ้าคลุมไหล่ รองเท้าผ้า เครื่องประดับเงิน ภาพวาด ของที่ระลึกต่างๆ แต่ที่น่าสนใจที่สุดสำหรับคุณผู้หญิงที่จะต้องซื้อให้จงได้ คือ กระเป๋าที่ทำมาจากหนังจามรีแท้ๆ เพราะที่นี่เป็นที่แห่งเดียวที่มีตัวจามรีมาก ดังนั้น กระเป๋าหนังจามรีแท้ๆ จึงมีราคาไม่แพง แถมยังออกแบบสวยเก๋และต้องเป็นสีขาวเท่านั้นนะ จึงจะถือว่าทำมาจากหนังจามรี คณะของเราไม่พลาดซื้อกันทุกคน ใครจะไปเดินดูความสวยงามของเมืองเก่าก็เชิญ แต่ผมปักหลักนั่งดื่มเบียร์เหเหล็ก (ไฮเนเก้น) แกล้มกับปลาเล็กปลาน้อยเสียบไม้ทอดกรอบโรยพริกป่นและเกลือเล็กน้อย อร่อยจนฝันถึง กินไปประมาณ 20 ไม้ เพราะราคาไม้ละ 2 หยวน
เที่ยวกินกันจนเพลินเห็นทีต้องอำลาหลี่เจียง โดยขึ้นเครื่องบินภายในประเทศของจีนกลับมาที่คุนหมิง และขึ้นเครื่องการบินไทยกลับถึงเมืองไทยอย่างสนุกสนาน ขอขอบคุณสถาบันเพลิน และทีมงานนำโดย ดร.สันทัด คุณสิทธิชัย อาจารย์ สง่า และ คุณปราโมทย์ ที่หลอกลูกทัวร์ว่าขณะนี้เหลืออีก 2 ที่เท่านั้น ถ้าไม่รีบจองมีหวังอดไปเที่ยวกับคุณชายถนัดศรีนะ เท่านั้นแหละ พรรคพวกเพื่อนฝูงรีบจ่ายเงินเลย พอไต่ถามได้ความว่าทุกคนโดนหลอกว่าเหลือ 2 ที่นั่งกันทั้งนั้น เขาเรียกทัวร์นี้ว่า "ทัวร์ 2 ที่" นอกจากจะดูแลพาไปเที่ยวอย่างดีแล้ว ขณะนั่งอยู่บนรถทีมงานยังเล่าเรื่องตลกขบขันชนิดหัวเราะกันฉี่แทบราด
ช่วยยืดอายุให้คนแก่ยืนยาวไปอีกหลายปี สวัสดี.
...
ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์