ส่วนหนึ่งของช้าง 28 เชือกที่ศูนย์บริบาลช้างฯ สถานที่พักผ่อนในบั้นปลายชีวิต.

นับตั้งแต่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องพยายามแก้ไขปัญหาการลดจำนวนของช้างไทย  หรือแม้แต่การนำช้างมาใช้งานผิดกฎหมาย เช่น ลอบทำไม้เถื่อน  เร่ร่อน ขอทาน ฯลฯ ซึ่งมองเผินๆ ตอนนี้สถานการณ์อาจจะดูนิ่งขึ้นบ้าง แต่ในระยะยาว ช้าง  ที่เป็นสัตว์อายุยืนไม่ ต่างจากคน  ก็ยังต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง โดย เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อช้างเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน


โชค ดีที่บ้านเรามี ศูนย์บริบาลช้างบ้านปางหละ  ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ถนนสายลำปาง-งาว  ต. บ้านหวด ซึ่งดัดแปลงนำ ศูนย์ฝึกลูกช้างไว้ใช้ในกิจการชักลากไม้  มาทำเป็นศูนย์บริบาลช้าง ที่ตอนนี้เปรียบได้กับ  บ้านบางแคของช้างชรา

บ้างก็ว่าเป็น....บ้าน หลังสุดท้ายของช้าง  ที่จะได้กลับมาพักพิงอยู่ กับธรรมชาติ  จนกว่าวาระสุดท้ายจะมาถึง


ด้วย สภาพที่ยังเป็นป่า กว้างกว่า 1 พันไร่  มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์  จึงเหมาะแก่การเป็นสถานที่เลี้ยงดูช้าง  ส่วนศูนย์ลูกช้างเดิมก็ย้ายไปอยู่ที่ กม.28-29 ถนนลำปาง-เชียงใหม่ อ.ห้างฉัตร ในชื่อ ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่ง ของจังหวัดลำปาง  ด้วยมีการนำช้างที่ตกงานจากการทำไม้  รวมถึงลูกช้างเกิดใหม่ มาฝึกแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชม  และมารับรู้ถึงวิถีชีวิตของช้าง  ที่แม้เป็นสัตว์โลกตัวใหญ่ พลังเยอะ แต่ก็มีความฉลาดและนิสัยขี้เล่นอยู่ ไม่ใช่จะเอาแต่โมโหร้ายไล่เหยียบผู้คนเหมือนกับที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ


หลาย สิบปีมานี้  ศูนย์บริบาลช้าง  ที่มีภารกิจหลักคือดูแลและเลี้ยงดูช้างชรา  ช้างพิการ  ช้างที่เจ้าของไม่สามารถดูแลได้  หรือแม้แต่ช้างดุร้าย ฆ่าคน ช้างของกลางในระหว่างดำเนิน คดีป่าไม้  นอกจากนี้แล้ว  ก็ ยังเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ และภูมิปัญญาของคนเลี้ยงช้างท้องถิ่น  ในการใช้สมุนไพรที่หาได้ในพื้นที่มาทำเป็นยาบำรุงรักษาบรรดาช้างมาพักพิง อยู่ในศูนย์  และยังเผื่อแผ่ไปถึงสถานบริบาลช้างที่อื่นๆได้ด้วย   ทั้งนี้   ปัจจุบันศูนย์มีช้างอยู่ใน ความดูแลทั้งหมด 28 เชือก

ล้วนมีอายุและความเป็นมาเข้าขั้นโชกโชน!


ช้าง หลายเชือกได้ชื่อว่า  ช้างเพชฌฆาต  ด้วยมีนิสัยดุร้าย  เช่น  พังคำพัน หรือ แม่สามสี อายุ 53 ปี จาก จ.กาญจนบุรี ที่ทำร้ายคนจนเสียชีวิตถึง 9 ศพ แต่หลังจากมาพักพิงในศูนย์ฯ และได้รับการดูแลให้อยู่กับธรรมชาติตามวิถีของช้าง ความดุร้ายที่เคยมีก็เริ่มบรรเทา ตามที่ควาญช้างคนล่าสุด นายเทย โภชนะ ที่รับช่วงจากคนเก่ายืนยันว่า  พังคำพัน  อารมณ์เย็นขึ้นมาก  จากที่เคยโมโห  วิ่งไล่ ฟาดงวงใส่คนยามผิดกลิ่น  ซึ่งการได้ดูแลใกล้ชิดก็จะรู้ได้ว่าเมื่อใดที่ตาของพังคำพันเปลี่ยนเป็นสี แดง ก็ต้องระวังตัวให้มาก แต่หากอารมณ์ดีแล้ว ตาก็จะเปลี่ยนเป็นอีกสี อันเป็นที่มาของชื่อ แม่สามสี ส่วนสาเหตุที่ช้างมีนิสัยเช่นนั้น ควาญสายเลือดชาวงาว รายนี้ ได้แต่สันนิษฐานอาจเพราะเคยถูกทรมาน ใช้งานหนักจากคนดูแลดั้งเดิม


ขณะที่  พังบุญนิ่ม  คือช้างชราสุดในศูนย์  มีอายุถึง 70 ปี  ยังต่างจาก  พังพุ่มพวง อายุแค่ 55 ปี แต่ กลับพิการตาบอดทั้ง 2 ข้าง เช่นเดียวกับ พังบังคำ อายุ 54 ปี  ที่ตาข้างขวาเสีย 1 ข้าง และเป็นช้างเร่ร่อนอยู่ในเมืองกรุง  กระทั่งเข้าโครงการช้างยิ้ม  ซึ่งกรุงเทพมหานครได้ซื้อคืนจากเจ้าของเดิมแล้วนำมาบริจาคให้ อ.อ.ป.ดูแล

นอกจาก นี้ ภายในศูนย์ยังได้เก็บรวบรวมกระดูกช้างที่ล้ม (ตาย) ในป่า จำนวน 78 เชือก มารวมไว้ที่ คชานุสรณ์ หรือ สุสานช้าง และจัดพิธีทำ บุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ดวงวิญญาณช้างเหล่านี้เป็นประจำทุกปี ในวันช้างไทย คือวันที่ 13 มีนาคม  ของทุกปี


กระนั้น  การดูแลช้าง ไทยให้ดี มีอายุยืนยาว  บางครั้งก็ต้องได้แรงสนับสนุนจากเอกชนและประชาชนด้วย อย่างที่บีทีเอส กรุ๊ป จัดโครงการอนุรักษ์ช้างไทยมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2549 ด้วยการจัดทำบัตรโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส  ชุด  ศิลปินเพื่อช้าง  ตามด้วยปี 2553  นำภาพที่ช้างวาดมาพิมพ์ลงบนบัตรโดยสารในชื่อชุด  ศิลปินช้าง  รวมถึงโครงการบีทีเอสช่วยช้าง  จัดตั้งกล่องบริจาคบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสทุกแห่ง  เพื่อระดมทุนสนับสนุนงานของสถาบันคชบาลแห่งชาติในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้า พี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ  ในการอนุรักษ์และดูแลรักษาพยาบาลช้างเจ็บป่วย  ซึ่งผู้บริหารบีทีเอสก็ได้นำเงินบริจาคดังกล่าวจำนวน  1,499,999  บาท  ไปมอบให้กับสถาบันคชบาลแห่งชาติฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อไม่ นานมานี้

แต่ ภารกิจดูแลช้างไทยคงไม่ได้สิ้นสุดลงได้ง่ายๆ ตราบใดที่  ช้าง  ยังถูกใช้งานนอกลู่นอกทางอย่างที่รู้ๆ กันอยู่  ทั้งที่สัตว์โลกตัวโต๊โตชนิดนี้  ควรมีคุณภาพชีวิตที่ดีให้สมกับที่ได้ชื่อว่า  สัตว์คู่บ้านคู่เมืองไทย  มาแต่ บรรพกาล...ด้วยซ้ำ.

...