สภาพป่าชายเลนสองฝั่งคลองที่อุดมสมบูรณ์เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์.
ความที่จังหวัดตราดเป็นเมืองชายฝั่ง มีประกอบไปด้วยหมู่เกาะต่างๆที่มากถึง 52 เกาะ เรียงรายตั้งแต่เขตอำเภอแหลมงอบ อำเภอเมือง และอำเภอคลองใหญ่ จนทำให้เกิดคำขวัญประจำจังหวัดว่า
"เมืองเกาะครึ่งร้อย พลอยแดงค่าล้ำ ระกำแสนหวาน หลังอานหมาดี ยุทธนาวีเกาะช้าง สุดทางบูรพา"
แต่ อีกสองสิ่งที่คนเคยผ่านไปเมืองนี้อาจไม่รู้ก็คือ ตราด เป็นจังหวัดที่ไม่มีนิคมอุตสาหกรรม กับเป็นจังหวัดชายฝั่งทะเลตะวันออกที่มีป่าชายเลนที่สมบูรณ์และใหญ่เป็น อันดับ 2 ของประเทศ ตั้งอยู่บนเส้นทางแหลมศอก บ้านเปร็ดใน หมู่ 2 ต.ห้วงน้ำขาว อ.เมือง จ.ตราด มีขนาด 12,000 ไร่ เป็นส่วนของป่าชุมชนที่ชาวบ้านร่วมดูแลรักษากันเอง และเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งที่ผู้สนใจการเดินป่าบนเส้นทางศึกษาธรรมชาติ สามารถเดินทางไปสัมผัสได้โดยใช้เวลาไม่นาน
แต่ กว่า ชาวบ้านเปร็ดใน จะได้ป่าที่อุดมสมบูรณ์กลับคืนมาเช่นทุกวันนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงกับมีการบันทึกไว้เป็นบทเรียนนอกตำราของคนในพื้นที่ให้ลูกหลานรับรู้ถึง การต่อสู้ของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ กับการถูกกระทำจากกลุ่มทุนนอกพื้นที่ โดยอ้างความเห็นชอบจากหน่วยงานรัฐ นับตั้งแต่ พ.ศ.2484 จนถึง พ.ศ.2534 ที่ชาวชุมชนเริ่มเห็นสัจธรรมและร่วมแรงขับไล่นายทุนที่มากด้วยอิทธิพลออกไป พ้นพื้นที่
จากคำบอกของ ลุงอำพร แพทย์ศาสตร์ อดีตผู้ใหญ่บ้านบ้านเปร็ดใน และประธานกลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนบ้านเปร็ดใน ยังจำได้ดีว่าพื้นที่แห่งนี้ ก่อนที่น้ำกร่อยจะเข้ามา เคยเป็นนาข้าว ชาวจีนที่อพยพมาตั้งหลักแหล่งที่นี่เมื่อทศวรรษที่แล้ว เลี้ยงชีวิตด้วยข้าวไร่ที่ปลูกขึ้นหลังจากถางป่าโปร่งออก แต่เมื่อนโยบายปลูกยางรุกคืบเข้ามา จากนาข้าวก็กลายเป็นสวนยาง ที่ทำเงินเป็นกอบเป็นกำ แต่การหยั่งรากของต้นยางรุ่นแรกในจังหวัดตราด กลับทำให้ต้องทำลายถอนรากไม้ใหญ่ในป่าบก จากนั้นการทำสัมปทานป่าบกก็เข้ามาซ้ำ ยิ่งตอกย้ำความเสื่อมโทรมเมื่อป่าของชุมชนถูกรุกล้ำ จนชาวบ้านต้องออกมาคัดค้านเรียกร้องให้นายทุนออกไปจากพื้นที่ แต่ก็เหมือนถูกหลอกซ้ำสอง ในช่วงปี 2525-2529 เมื่อกลุ่มนายทุนกลับเสนอแนวทางพัฒนาป่าชายเลน มีการดึงหน่วยงานรัฐมาเป็นฉากหน้า แต่กลับกลายเป็นการมาซ้ำเติมระบบนิเวศน์ด้วยการขุดคันคูน้ำกั้นน้ำเค็มทำนา กุ้ง น้ำเสียจากนากุ้งไหลลงป่าชายเลน ทำลายระบบนิเวศน์ป่าชายเลนป่าไม้เสียหายไปเป็นจำนวนมาก สุดท้ายชุมชนก็เข้าสู่วิกฤติ เมื่อนากุ้งล่ม หลายคนเป็นหนี้ท่วมหัว ลุงอำพร ถึงกับออกปากว่า เป็นห้วงเวลาที่เรียกว่า...เป็นความหายนะ และต้องใช้เวลาหลายปีในการพลิกฟื้นทั้งคนและพื้นที่...
จน ปัจจุบัน ป่าชายเลนบ้านเปร็ดใน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่ศึกษาของนักศึกษาและผู้ใฝ่รู้ เป็นสถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ทำให้มีกิจกรรมหลากหลายรองรับคนมาเยือน รวมถึงเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติของระบบนิเวศน์ของป่าชายเลน และนั่งเรือชมทัศนียภาพที่สวยงามของป่า
ยิ่งช่วงนี้มีการตีข่าวกัน ครึกโครมถึงการมาปรากฏตัวของวาฬบรูด้าที่แถวทะเลบ้านแหลม ทั้งที่เมืองไทยมีวาฬยักษ์ผลุบโผล่เข้ามาอยู่เป็นระยะ มีหลักฐานชัดเจนก็คือ ซากวาฬบรูด้า ที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า วาฬแกลบ ปกติก็หากินอยู่แถบทะเลอ่าวไทยนี่แหละ เพียงแต่ไม่ค่อยพบบ่อย และที่บ้านเปร็ดใน ก็เคยเจอเมื่อเกือบสิบปีก่อน
แต่ เป็นการเจอซากวาฬยักษ์ที่ระบุเพศไม่ได้ ขนาดยาวกว่า 12 เมตร หนักกว่า 10 ตัน มานอนเกยอยู่ที่ป่าชายเลนบ้านเปร็ดใน ปากคลองที่ 5 หมู่ 2 ต.ห้วงน้ำขาว กลุ่มนักอนุรักษ์ป่าชายเลนคาดว่า วาฬ ยักษ์ตัวนี้ตายมาตั้งแต่ 29 เม.ย. 2544 ส่วนสาเหตุการตายไม่ทราบแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากลมเปลี่ยนทิศ จึงพลัดหลงเข้ามา หรือเกิดจากพายุฝนตกหนักที่เกิดขึ้นใน จ.ตราดก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน ทำให้วาฬเข้ามาเกยน้ำตื้น
ต่อ มาชาวบ้านรวมตัวกันพยายามลากซากวาฬ มาที่หมู่บ้าน แต่ด้วยสภาพเนื้อปลาที่เปื่อยยุ่ยมาก จึงชักลากไม่ได้ ต้องเปลี่ยนมาเป็นการชำแหละจนเหลือโครงกระดูก แล้วนำมาเก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑ์บ้านเปร็ดใน เพื่อเป็นอนุสรณ์เก็บไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา และส่งเสริมเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของหมู่บ้าน
การ พบซากวาฬครั้งนั้น ทำให้เกิดความกังวลเรื่องสภาพแวดล้อมของทะเล จ.ตราด มีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ชาวบ้านยิ่งหันมาสนใจรักษาสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น จนผลที่ได้รับคือสำนึกในการรักษาผืนแผ่นดินที่เกิดและเติบโตของคนในชุมชน กับผืนที่ป่าชายเลนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ ซึ่งผู้สนใจมาเยือน หรือ จะมาพักแรม ลองติดต่อสอบถามเส้นทางได้ที่ ศูนย์ บริการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โทร. 08-9542-8925 ....ไปสัมผัสด้วยตัวเอง แล้วจะรู้ว่า "สำนึกรักและหวงแหนบ้านเกิด" ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ สำหรับคนบ้านเปร็ดใน.
...