มูลนิธิเจดพบนักเรียนที่ใช้ AI เป็นเพื่อนหรือหันไปพึ่งยามทุกข์ใจ มีอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า และความเหงาสูงกว่า ขณะที่นักจิตวิทยาชี้ยิ่งพึ่ง AI อาจยิ่งขาดทักษะรับมือความเครียดในชีวิตจริง
มูลนิธิเจด (JED Foundation) องค์กรด้านสุขภาพจิตเยาวชนในสหรัฐฯ เปิดเผยผลสำรวจนักเรียนอายุ 9-17 ปีราว 5,500 คนจากโรงเรียนทั่วประเทศ พบว่า 90 เปอร์เซ็นต์เคยใช้แชตบอต AI โดย 58 เปอร์เซ็นต์ใช้ช่วยทำการบ้าน และในสัดส่วนใกล้เคียงกันคือ 57 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่าใช้ AI ในช่วงที่รู้สึกเศร้า เครียด เหงา หรือรับมือกับสิ่งต่างๆ ไม่ไหว
ผลสำรวจยังพบว่าการใช้ AI บางรูปแบบ เช่น ใช้เป็นเพื่อนหรือหันไปพึ่งยามทุกข์ใจ มีความเชื่อมโยงกับสุขภาพจิตที่แย่ลง แม้นักวิจัยจะย้ำว่าข้อมูลยังไม่อาจชี้ชัดว่า AI เป็นต้นเหตุก็ตาม
นอกจากนี้ 12 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างระบุว่าใช้ AI เพื่อเป็นเพื่อนหรือคลายเหงา และมากกว่า 1 ใน 4 ใช้ AI ขอคำแนะนำเรื่องความสัมพันธ์หรือการแก้ปัญหา
อย่างไรก็ตาม แม้นักเรียนส่วนใหญ่จะเปิดใช้ AI ในช่วงที่จิตใจย่ำแย่ แต่มีเพียง 8 เปอร์เซ็นต์ที่ตั้งใจขอความช่วยเหลือเรื่องความรู้สึกจาก AI โดยตรง
เคย์ลา แอนเดอร์สัน นักจิตวิทยาและรองประธานฝ่ายวิจัยและประเมินผลของมูลนิธิเจด อธิบายว่า ทีมวิจัยดูทั้งรูปแบบการใช้ AI ของเยาวชน และความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการใช้กับตัวชี้วัดด้านความเป็นอยู่ที่ดี ประวัติที่เกี่ยวกับความคิดหรือพยายามฆ่าตัวตาย และภาวะสุขภาพจิต ผลที่ได้คือ เยาวชนที่ใช้ AI ในช่วงทุกข์ใจมีแนวโน้มรายงานว่าสุขภาพจิตและความเป็นอยู่แย่กว่า และอาจมีโอกาสทำร้ายตัวเอง ทั้งนี้ รายงานไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างการใช้ AI โดยรวมกับสุขภาพจิตที่แย่ลง
แอนเดอร์สันเตือนว่าข้อมูลชุดนี้ยังบอกไม่ได้ว่าการใช้ AI ทำให้สุขภาพจิตแย่ลง หรือเป็นเพราะเด็กที่มีความทุกข์อยู่แล้วมีแนวโน้มหันไปหา AI มากกว่า
แอนน์ มาฮิว นักจิตวิทยาพัฒนาการจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา แชเปิลฮิลล์ ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการสำรวจครั้งนี้ ให้ความเห็นว่าพฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อไม่กี่ปีก่อนแทบไม่มีใครใช้เทคโนโลยีนี้ แต่ตอนนี้จำนวนเด็กที่ใช้ AI ทำการบ้านกับจำนวนที่ใช้เพื่อหาที่พึ่งทางใจกลับใกล้เคียงกัน
มาฮิวมองว่าความสัมพันธ์นี้อาจเกิดขึ้นได้ทั้งสองทาง คือเด็กที่สุขภาพจิตไม่ดีหันไปหา AI และการใช้ AI ก็อาจซ้ำเติมปัญหาแทนที่จะช่วย งานวิจัยของเธอกับทีมที่กำลังจะตีพิมพ์ ซึ่งศึกษานักเรียนมัธยมต้นในรัฐหนึ่งของสหรัฐฯ พบว่านักเรียนที่ใช้แชตบอตเป็นเพื่อนรู้สึกเหงามากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และพบผลคล้ายกันในการศึกษากลุ่มวัยรุ่นตอนปลาย เธออธิบายว่า AI อาจช่วยบรรเทาความเหงา ความวิตกกังวล หรือความเครียดได้ในตอนนั้น แต่การพึ่งพาอาจทำให้เยาวชนไม่ได้พัฒนาทักษะรับมือกับความเครียดในชีวิตประจำวัน จนสุขภาพจิตแย่ลงในระยะยาว
ที่ผ่านมาผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายกังวลว่าแชตบอตมักโอนอ่อนตามผู้ใช้ จนอาจตอกย้ำความวิตกกังวลแทนที่จะช่วยคลี่คลาย และอาจให้คำแนะนำที่ไม่เหมาะสมหรือเป็นอันตราย บางกรณีมีผู้ใช้เสียชีวิตหลังพูดคุยเรื่องอารมณ์กับแชตบอตเป็นเวลานาน มูลนิธิเจดจึงแนะนำให้ผู้ปกครองไม่ปล่อยให้เด็กใช้ AI เป็นเพื่อน และให้พูดคุยกับเด็กสม่ำเสมอว่าใช้ AI ทำอะไรบ้าง
ที่มา: Futurism