ผู้บริหารผลิตภัณฑ์ ChatGPT เผยการค้นหาผ่าน ChatGPT มีปริมาณการค้นหาแตะหนึ่งในห้าของกูเกิล แต่ไม่มีการเปิดที่มาตัวเลขชุดนี้
อดัม ฟราย ผู้บริหารด้านผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคของ ChatGPT กล่าวในงานที่โอเพนเอไอจัดขึ้นในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ปริมาณการค้นหาผ่าน ChatGPT ขยับขึ้นมาอยู่ที่ตัวเลขราว 1 ใน 5 หรือประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการค้นหาบนกูเกิล
อย่างไรก็ตาม โอเพนเอไอไม่ได้เปิดเผยว่าตัวเลขฝั่งกูเกิลที่นำมาเทียบมาจากแหล่งข้อมูลชุดใด
ทั้งนี้ ฟรายให้สัมภาษณ์กับอเล็กซ์ แคนโทรวิตซ์ ในงานดังกล่าว โดยระบุว่า ตัวเลขนี้นับจากคำค้นที่มีลักษณะคล้ายการค้นหา ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ผู้ใช้เคยไปถามเสิร์ชเอนจินแบบดั้งเดิม (หรือก็คือกูเกิล) แต่เปลี่ยนมาถาม ChatGPT แทน เช่น คำถามเกี่ยวกับบุคคล สถานที่ การเงิน และสุขภาพที่ต้องใช้ข้อมูลล่าสุด ส่วนการนับจำนวน เขาระบุว่าทุกครั้งที่ผู้ใช้ถามคำถามแล้วระบบออกไปค้นเว็บจะนับเป็นการค้นหาหนึ่งครั้ง ทำให้บทสนทนาเดียวจึงอาจถูกนับยอดการใช้งานได้หลายครั้ง
เมื่อโอเพนเอไอไม่ได้เปิดเผยวิธีเปรียบเทียบ จึงยังไม่ชัดเจนว่าตัวเลขของทั้งสองฝั่งใช้เกณฑ์เดียวกันหรือไม่ ขณะที่ตัวเลขทางการของกูเกิลที่ถูกอ้างอิงล่าสุดมาจากปี 2025 ระบุว่ามีการค้นหามากกว่า 5 ล้านล้านครั้งต่อปี
ฟรายยังเปิดเผยว่า ChatGPT มีผู้ใช้งานรายสัปดาห์เพิ่มจาก 1,000 ล้านคนเป็น 1,200 ล้านคนในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา มีผู้ใช้งานสร้างภาพรวม 1,500 ล้านภาพต่อสัปดาห์ และมีผู้ใช้งานฟีเจอร์เสียงซึ่งรวมการป้อนข้อความด้วยเสียงและการสนทนา 250 ล้านคนต่อสัปดาห์
ในด้านความแตกต่างจากเสิร์ชเอนจินแบบเดิม ฟรายกล่าวว่า สิ่งที่ผู้ใช้ชื่นชอบคือการปรับคำตอบให้เข้ากับแต่ละบุคคลและการเข้าใจบริบทที่ต่อเนื่อง ฟรายยกตัวอย่างคำถามเรื่องความสูงของหอไอเฟล ซึ่ง ChatGPT สามารถตอบโดยคำนึงและประเมินว่าผู้ใช้งานคนดังกล่าวอาจมีแผนเดินทางไปปารีส
ฟรายยังได้กล่าวด้วยว่า การมีโฆษณาไม่ได้ส่งผลเสียต่อผลิตภัณฑ์หรือการใช้งาน และคนส่วนใหญ่ดูเหมือนจะไม่ได้ติดใจโฆษณาในผลิตภัณฑ์ พร้อมระบุว่าโฆษณาอาจแสดงให้เห็นว่าโอเพนเอไออาจทำเรื่องนี้ได้มากขึ้น
แน่นอนว่าที่ผ่านมา กูเกิลคือเบอร์หนึ่งด้านการค้นหาบนโลกอินเทอร์เน็ต แต่บัลลังก์ที่ว่านี้ก็สั่นคลอนหลังการมาของแชตบอตอย่าง ChatGPT ซึ่งในภายหลังกูเกิลก็ต้องออกผลิตภัณฑ์ในทำนองเดียวกันอย่าง Google Gemini ตามมาในที่สุด
ในเวลาไล่เลี่ยกัน ฟิลิปป์ ชินด์เลอร์ ผู้บริหารของกูเกิล ยอมรับว่า AI Mode เป็นฟีเจอร์ที่กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้จะสร้างรายได้จากโฆษณาได้ต่ำกว่าการค้นหาแบบเดิม แต่ผลการทดลองโฆษณาก็เป็นไปในทางที่ดี และกูเกิลมีแผนที่จะขยายโฆษณาทั้งใน AI Overviews และ AI Mode ไปยังผู้ใช้และคำค้นจำนวนมากขึ้น
ที่มา: 9to5Google