รองนายกฯ ยศชนัน กาง 7 พันธกิจ National Strategic AI ใช้ข้อมูลคลินิกและชีววิทยาประชากรไทยเป็นแต้มต่อ ด้าน SEA HI Hub ของ RISE ตั้งเป้าเข้าถึงผู้ป่วย 100 ล้านคนภายใน 3 ปี
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ Opening the Gateway: The Future of Thailand’s Healthcare and Medical AI ที่งาน Global Medical AI Summit 2026 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ แกรนด์ ฮอลล์ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ระบุว่า ประเทศไทยไม่อาจแข่งขันด้วยการสร้าง AI ทั่วไป แต่ต้องพัฒนาแนวทางการแก้ปัญหา เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ใช้งาน AI ไปเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยีเชิงลึกในระดับโลก โดยเสนอกรอบที่เรียกว่า National Strategic AI ออกเป็น 7 พันธกิจ ได้แก่ โมเดลพื้นฐานทางการแพทย์ (Medical Foundation Models), AI ด้านจีโนมิกส์และการแพทย์แม่นยำ, Generative Bio และการค้นพบยาใหม่, แฝดดิจิทัลของมนุษย์ (Human Digital Twins), AI ด้านสมองและประสาทเทคโนโลยี, AI ค้นหามะเร็ง และ AI Agent ทางคลินิกที่เชื่อถือได้ โดยมี Thailand Digital Biome เป็นแกนกลางเชื่อมทุกพันธกิจเข้าด้วยกัน
นายยศชนัน กล่าวต่อไปว่า กระทรวง อว. ได้วางเกณฑ์คัดกรองสำหรับการลงทุนระดับชาติเอาไว้ 3 ข้อ ข้อแรกต้องแก้โจทย์วิทยาศาสตร์ที่ยังไม่มีคำตอบและสร้างองค์ความรู้ใหม่ ไม่ใช่เพียงนำเทคโนโลยีเดิมมาประยุกต์ใช้
ข้อสองต้องใช้จุดแข็งเฉพาะของไทย ทั้งข้อมูลทางคลินิก ชีววิทยาประชากร ความหลากหลายทางชีวภาพ และความเชี่ยวชาญของนักวิจัยในประเทศ และข้อสามต้องให้ผลสองทางพร้อมกัน กล่าวคือต้องเป็นการยกระดับสุขภาพคนไทยอย่างวัดผลได้ และสร้างอุตสาหกรรมส่งออกที่แข่งขันได้ในตลาดโลก
รมว.อว. ยังกล่าวถึงกลไกผลักดันนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยสู่ตลาด ผ่านบริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัย (University Holding Company) จำนวน 15 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งรวมตัวกันเป็น UHC Consortium โดยมี 3 โปรแกรมหลัก ได้แก่ UHC Synergy สำหรับการร่วมลงทุน UHC Venture Builder สำหรับการร่วมสร้างธุรกิจสปินออฟ และ UHC Innovation Catalyst สำหรับเปิดทางสู่ตลาดทุนและพันธมิตรต่างประเทศ โดยมีหน่วยงานอย่างสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมสนับสนุน ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้แนวคิด New Growth Engine ของกระทรวง อว. ซึ่งต้องการวางให้ไทยเป็นศูนย์กลาง AI ทางการแพทย์ (Medical AI Hub) และเป็นหนึ่งในภาคบริการที่จะพาไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
ทางด้านนายศุภชัย ปาจริยานนท์ ผู้ก่อตั้งไรส์ (RISE) กล่าวในหัวข้อ Thailand's Medical AI Through Global Eyes ซึ่งมองไปในทิศทางเดียวกับนายยศชนันว่า แม้ไทยและอาเซียนจะไม่มีบุคลากร เงินทุน และโครงสร้างพื้นฐานมากเท่าในการสร้างเทคโนโลยี AI พื้นฐาน แข่งกับสหรัฐฯ จีน หรือยุโรป แต่ก็มีโอกาสเป็นผู้นำในการนำพาเทคโนโลยีใช้ในการดูแลผู้ป่วยให้ได้ผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีขึ้นจริง
นายศุภชัย กล่าวเสริมว่า AI ทางการแพทย์กำลังเข้าสู่งานทางคลินิกอย่างรวดเร็ว สะท้อนจากผลสำรวจของสมาคมการแพทย์อเมริกัน (AMA) ที่พบว่าแพทย์ในสหรัฐฯ กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ใช้ AI ในการทำงานแล้ว เพิ่มขึ้นจาก 38 เปอร์เซ็นต์ในปี 2023
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคของบริษัท AI ทางการแพทย์ไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี แต่อยู่ที่หลักฐานทางคลินิก การเชื่อมเข้ากับขั้นตอนการทำงานของโรงพยาบาล โมเดลธุรกิจที่ต้องตอบให้ได้ว่าใครเป็นผู้จ่าย และความเชื่อมั่นของแพทย์ ซึ่งโดยเฉลี่ยทำให้บริษัทหนึ่งต้องใช้เวลา 12-18 เดือนกว่าจะขายระบบให้โรงพยาบาลได้
นายศุภชัย ยกตัวอย่างบริษัทอุปกรณ์ AI ทางการแพทย์จากซาน ฟรานซิสโก ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่มุ่งใช้แทนการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiogram) บริษัทนี้ทดลองทางคลินิกในสหรัฐฯ นาน 6 เดือนโดยไม่ได้ผู้ป่วยเข้าร่วมเลย แต่เมื่อย้ายมาทดลองในไทยภายใต้มาตรฐานขององค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) กลับได้ผู้ป่วย 50 คนภายใน 6 สัปดาห์ จนปัจจุบันไทยกลายเป็นจุดรับผู้ป่วยเข้าร่วมทดลองที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างช่วยบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพจากซาน ดิเอโก ซึ่งใช้ AI ค้นหายารักษามะเร็ง ให้เริ่มทดลองในมนุษย์ครั้งแรกในไทย แนวทางนี้ไม่เพียงเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ แต่ยังสร้างงานให้บริษัทรับวิจัยทางคลินิก (CRO) ในประเทศ และเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยได้เรียนรู้การนำงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์
การผลักดันดังกล่าวดำเนินการผ่าน SEA Health Innovation Hub (SEA HI Hub) องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ไรส์ร่วมกับซีเอ็กซ์ เวนเจอร์ส (SeaX Ventures) จัดตั้งขึ้น เพื่อแก้โจทย์สามด้านของบริษัท AI การแพทย์ ได้แก่ การทดสอบทางคลินิก การนำไปใช้จริงในโรงพยาบาล และการขยายธุรกิจสู่ภูมิภาค โดยเชื่อมโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน และโรงเรียนแพทย์ทั่วอาเซียนเข้าด้วยกัน รวมถึงทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อเร่งกระบวนการอนุมัติ นายศุภชัย ระบุว่าในช่วงราว 9 เดือนที่ผ่านมา เครือข่ายมีระบบบริการสุขภาพพันธมิตร 50 แห่ง เข้าถึงผู้ป่วยแล้วราว 30 ล้านคน และตั้งเป้าเข้าถึงผู้ป่วย 100 ล้านคนภายใน 3 ปี
สำหรับงาน Global Medical AI Summit 2026 จัดโดยไรส์ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย ซึ่งภายในงานมีการรวบรวมสตาร์ทอัพ นักลงทุน แพทย์ โรงพยาบาล และพันธมิตรธุรกิจไว้ในงานเดียว มีเวทีเสวนาเรื่องการใช้ AI ในโรงพยาบาล การประกวด Pitch ของบริษัทสตาร์ทอัพ และบูธแสดงนวัตกรรม


