ออปโป้ ประเทศไทย เปิดตัวสมาร์ทโฟนแฟลกชิปซีรีส์ล่าสุด OPPO Find X10 และ OPPO Find X10 Pro Max อย่างเป็นทางการเมื่อช่วงเย็นวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา
โดยการกลับมาครั้งนี้เป็นการยกระดับฮาร์ดแวร์แบบก้าวกระโดด ทั้งระบบกล้องที่พัฒนาร่วมกับ Hasselblad ชิปเซตประมวลผล Agentic AI บนระบบปฏิบัติการ ColorOS 17 และการยัดแบตเตอรี่ความจุทะลุขีดจำกัดถึง 8,000mAh เข้ามาในตัวเครื่องดีไซน์พรีเมียม เพื่อตอบโจทย์ครีเอเตอร์และผู้ใช้งานระดับโปรแบบครบจบในเครื่องเดียว
เปิดสเปก OPPO Find X10 Series
OPPO Find X10 Pro Max สร้างมาตรฐานใหม่ด้วยระบบกล้องความละเอียด 200MP ถึงสามตัวทั้ง Ultrawide, Main และ Telephoto ที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี DeepPix ที่ใช้เซนเซอร์ขนาดใหญ่เพื่อการเก็บแสงสี และรายละเอียดที่ครบถ้วน โดยเลนส์ Telephoto ยังถูกประยุกต์ให้รองรับการถ่าย Tele-macro ได้ในตัว พร้อมรองรับการถ่ายวิดีโอไดนามิกเรนจ์กว้าง 17-Stop ขณะที่รุ่นมาตรฐาน OPPO Find X10 มาพร้อมกล้องคู่ 200MP เช่นกัน
ทั้งสองรุ่นยังขับเคลื่อนด้วย LUMO True Image Engine ที่ให้สีสันสมจริงเหมือนตาเห็น มาพร้อมฟีเจอร์ Lumo Framing ที่ช่วยแนะนำมุมมองการจัดองค์ประกอบภาพแบบมืออาชีพโดยอัตโนมัติ และฟิลเตอร์สี 18 โทน รวมถึงสีคลาสสิกอย่าง Portra, Pearl และ Amber นอกจากนี้ ไฮไลต์สำคัญคือการรองรับอุปกรณ์เสริม Hasselblad Teleconverter Kit ชุดเลนส์แก้ว 13 ชิ้น ที่ช่วยเพิ่มกำลังซูมออปติคัลแท้สูงสุด 10 เท่าในรุ่น Pro Max และ 11 เท่าในรุ่นมาตรฐาน
ด้านการออกแบบ รุ่น Pro Max เน้นความหรูหราให้ความรู้สึกเหมือนจับกล้องโปร มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีขาว Luna White และสีเทา Titanium Grey ส่วนรุ่นมาตรฐาน Find X10 เน้นตอบโจทย์สายไลฟ์สไตล์ด้วยดีไซน์ไร้ขอบที่บางเฉียบเพียง 0.99 มิลลิเมตร ให้พื้นที่หน้าจอแบบเต็มตา มี 3 สีให้เลือก ได้แก่ สีฟ้า Glacier Blue, สีส้ม Glow Coral และสีเทา Mist Grey
ด้านขุมพลัง OPPO Find X10 Pro Max เลือกใช้ชิปเซตสถาปัตยกรรม 2 นาโนเมตร MediaTek Dimensity 9600 Pro ส่วนรุ่นมาตรฐานใช้ Dimensity 9600M ควบคู่กับระบบระบายความร้อน Vapor Chamber ตัวเครื่องอัดแบตเตอรี่ชนิด Silicon-carbon ความจุสูงถึง 8,000mAh รองรับชาร์จไวผ่านสาย 80W และไร้สาย 50W มั่นใจในความทนทานด้วยมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP66, IP68 และ IP69 พร้อมผ่านการทดสอบกันกระแทกระดับ 5 ดาวจาก SGS โดยออปโป้การันตีการอัปเดตระบบปฏิบัติการให้ยาวนานถึง 6 ปีเต็ม
ระบบปฏิบัติการ ColorOS 17 มาพร้อมดีไซน์ใหม่ "Living Flow" ที่เน้นความสมูทและแอนิเมชันที่ลื่นไหล พร้อมยกระดับการทำงานด้วย Agentic AI ที่ครอบคลุมการใช้งานจริงมากขึ้น ได้แก่
AI Mind Pilot: ผสานโมเดล AI ระดับโลก (Gemini, Perplexity, ChatGPT) ช่วยจัดการอีเมล บันทึกข้อมูล และจองที่พัก พร้อมแจ้งเตือนบนหน้าจอแบบเรียลไทม์
AI Photo Agent & Snap Key: ปุ่มอัจฉริยะที่ให้ AI ช่วยจัดการคลังภาพ จัดหมวดหมู่รูปสัตว์เลี้ยงหรือกิจกรรมอัตโนมัติ สั่งปรับแต่งภาพตามเรฟเฟอเรนซ์ หรือสั่งให้รวมรูปเพื่อสร้างไฟล์พรีเซนเทชันก็ทำได้ทันที
OSee (ดวงตาอัจฉริยะ): วิเคราะห์สิ่งรอบตัวผ่านกล้อง เช่น สแกนอาหารเพื่อคำนวณแคลอรี หรือสแกนเอกสารเพื่อจัดเก็บเป็นไฟล์
AI Call Guard: ตรวจจับสแกมเมอร์ การปลอมแปลงใบหน้าและเสียงแบบเรียลไทม์ (เตรียมอัปเกรดให้รองรับแอปพลิเคชัน LINE ในไทยเร็วๆ นี้) พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยในการรับส่งไฟล์ข้ามแพลตฟอร์ม ทั้ง PC, Android และ iOS ได้อย่างไร้รอยต่อ
นอกจากนี้ภายในงานยังมีการเผยโฉม OPPO Pad Mini Matte Display แท็บเล็ตไซซ์กะทัดรัดที่บางเพียง 5.46 มิลลิเมตร และเบาแค่ 282 กรัม แต่ทรงพลังด้วยชิป Snapdragon 8 Gen 5 มาพร้อมหน้าจอ Soft light ถนอมสายตา และปากกา OPPO Pencil 3 ในราคา 29,999 บาท
ราคา OPPO Find X10 Series
OPPO Find X10 Series จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป โดย OPPO Find X10 สนนราคาอยู่ที่ 43,999 และ 49,999 บาท ส่วน OPPO Find X10 Pro Max สนนราคาที่ 59,999 บาท


