ซีพีเอฟวางบทบาทใหม่เป็นผู้สร้างขีดความสามารถให้ประเทศ ทางด้านแมคคินซีย์ชี้โจทย์ใหญ่ของ AI คือภาวะผู้นำ ไม่ใช่เทคโนโลยี

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ กล่าวบนเวทีสัมมนา Beyond Global Food: Innovating for a Food-Secure Future ภายใต้งาน CP Innovation Exposition 2026 อาคารทรู ดิจิทัล พาร์ค เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์การเติบโตของอุตสาหกรรมอาหาร จากการเติบโตด้วยปริมาณไปสู่การเติบโตด้วยผลิตภาพ (Productivity) และมูลค่า โดยมี AI เป็นเครื่องมือสำคัญตลอดห่วงโซ่อาหาร

ทางด้านนายไห่ เย่ (Hai Ye) หุ้นส่วนอาวุโส แมคคินซีย์ แอนด์ คอมพานี (McKinsey & Company) ชี้ว่า AI จะกลายเป็นการปฏิวัติของอุตสาหกรรมอาหารได้ หากถูกใช้เพื่อรับมือความผันผวน และเชื่อมการตัดสินใจตั้งแต่อาหารสัตว์ ฟาร์ม ไปจนถึงอาหารที่ถึงมือผู้บริโภคเข้าด้วยกัน

เปลี่ยนจากผู้ผลิตรายใหญ่ สู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ
นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ


นายประสิทธิ์ ระบุว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลก แต่สถานะดังกล่าวตั้งอยู่บนปริมาณเป็นหลัก ประเทศจึงมีเกษตรกรจำนวนมาก ขณะที่ยอดขายและรายได้ที่แท้จริงยังไม่สูง อีกทั้งการพัฒนาผลิตภาพในภาคอุตสาหกรรมยังค่อนข้างช้า

ดังนั้นโจทย์ต่อจากนี้จึงอยู่ที่การนำปริมาณเดิมไปสร้างมูลค่าเพิ่มผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ การยกระดับผลิตภาพให้คนหนึ่งคนสร้างมูลค่าได้มากขึ้นด้วย AI ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัล การเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์ให้เป็นสินค้าเพิ่มมูลค่าและเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ และการนำคุณค่าแบบไทยไปเติบโตในตลาดโลกผ่านการเข้าถึงตลาด แบรนด์ ข้อตกลงการค้าเสรี และเครือข่ายทั่วโลก

สำหรับบทบาทของ AI นายประสิทธิ์ระบุว่า ห่วงโซ่คุณค่าของซีพีเอฟยาวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เริ่มจากธุรกิจอาหารสัตว์ ฟาร์ม โรงชำแหละ โรงงานแปรรูป และระบบซัพพลายเชน ไปจนถึงมือลูกค้า จึงนำ AI มาใช้ได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคาดการณ์ผลผลิตและการดูแลสุขภาพสัตว์ในฟาร์ม ระบบอัตโนมัติ การตรวจคุณภาพด้วยภาพ และการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ในโรงงาน การคาดการณ์ความต้องการและการตรวจสอบย้อนกลับในซัพพลายเชน ไปจนถึงการพัฒนานวัตกรรมและสินค้าที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคลในฝั่งผู้บริโภค โดยเชื่อมข้อมูลของทั้งกระบวนการเข้าด้วยกัน ซึ่งนายประสิทธิ์มองว่า AI เป็นหนึ่งในความหวังสูงสุดในการสร้างผลิตภาพ และจะช่วยเร่งการพัฒนาสูตรอาหาร ทั้งสูตรอาหารสัตว์และสูตรอาหารสำหรับคน

ความมั่นคงทางอาหารกำลังกลายเป็นโจทย์เชิงยุทธศาสตร์

สาเหตุที่ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัว เพราะนายประสิทธิ์ประเมินว่าใน 10 ปีข้างหน้า อาหารอาจกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Asset) ของแต่ละประเทศ จากแรงกดดัน 3 ด้าน คือ ภูมิรัฐศาสตร์ทั้งสงคราม การแบ่งขั้ว และข้อจำกัดทางการค้า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดภัยแล้ง น้ำท่วม และผลผลิตผันผวน รวมถึงการที่หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการมีอาหารเพียงพอ นายประสิทธิ์ยกตัวอย่างสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่เกิดถี่ขึ้น และตั้งคำถามว่าการทำนาปลูกข้าวของไทยจะคงอยู่ในรูปแบบเดิมได้อีกนานเพียงใด

ขณะเดียวกัน นายประสิทธิ์มองว่าไทยมีฐานเดิมที่ต่อยอดได้ ทั้งฐานด้านเกษตรและห่วงโซ่อุปทานครบวงจร ความหลากหลายทางชีวภาพและงานวิจัย ประสบการณ์ส่งออกที่มาพร้อมมาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงการเชื่อมต่อกับตลาดโลก ซึ่งทำให้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ วางเป้าหมายด้วยการปรับบทบาทจากบริษัทอาหารระดับชาติ ไปสู่การเป็นผู้สร้างขีดความสามารถให้ประเทศ หรือ National Capability Builder โดยตั้งหลักไว้ว่าทุกการลงทุนใหม่ต้องสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศไทยควบคู่กับผลตอบแทนทางธุรกิจ และจะแบ่งปันและร่วมพัฒนาขีดความสามารถให้ประเทศใน 5 ด้าน คือ ผลิตภาพ นวัตกรรม การส่งออกมูลค่าสูง ทุนมนุษย์ และการยกระดับระบบนิเวศที่ครอบคลุมเกษตรกร SME สตาร์ทอัพ และมหาวิทยาลัย

จากประสบการณ์ในฟาร์ม สู่การบริหารด้วยข้อมูล

สำหรับตัวอย่างที่ซีพีเอฟนำมาแสดงบนเวที คือชุดเทคโนโลยีสนับสนุนลูกค้าอาหารสัตว์และพันธุ์สัตว์ ตั้งแต่บริการพื้นฐานอย่างการตรวจระบบไฟฟ้า การกำจัดสัตว์พาหะ และระบบมาตรฐาน ไปจนถึง Egg Digital ที่ช่วยลดความเสียหายจากไข่บุบและแตกร้าว AI Vision สำหรับวิเคราะห์สุขภาพสัตว์ Smart Energy สำหรับใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และ Smart Farm Solution ที่เปลี่ยนการบริหารฟาร์มจากการอาศัยประสบการณ์มาเป็นการบริหารด้วยข้อมูล ผ่านการควบคุมสภาพแวดล้อมอัตโนมัติ ผู้ช่วย AI ที่วินิจฉัยสุขภาพและให้คำแนะนำได้ตลอด 24 ชั่วโมง และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาจุดปรับปรุง นายประสิทธิ์ระบุว่า เดิมการจัดการฟาร์มพึ่งพาประสบการณ์ที่ถ่ายทอดต่อกันมา ซึ่งความยั่งยืนอาจเป็นคำถาม ซีพีเอฟจึงร่วมพัฒนาองค์ความรู้กับลูกค้าให้เป็นระบบ และต่อยอดเป็นแพลตฟอร์มที่ทุกคนนำไปใช้ได้

อีกด้านที่ซีพีเอฟให้น้ำหนักมากเป็นพิเศษ คือการยกระดับระบบนิเวศผ่านโครงการ Partner to Grow ซึ่งข้อมูลที่นำเสนอบนเวทีระบุว่ามีคู่ค้าที่ได้รับการสนับสนุน 5,500 ราย นายประสิทธิ์ระบุว่า ซีพีเอฟจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดเติบโตอย่างยั่งยืน

McKinsey ชี้ AI สร้างคุณค่าได้จริง ต้องเริ่มจากภาวะผู้นำ

นายไห่ เย่ หุ้นส่วนอาวุโส แมคคินซีย์ แอนด์ คอมพานี
นายไห่ เย่ หุ้นส่วนอาวุโส แมคคินซีย์ แอนด์ คอมพานี


ทางด้านนายไห่ เย่ ซึ่งเริ่มต้นสายอาชีพจากการเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านการพยากรณ์อากาศและการเกษตร ตั้งคำถามว่า AI ในอุตสาหกรรมอาหารจะเป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์ใหม่ นวัตกรรมที่เปลี่ยนรายได้และธุรกิจ หรือการปฏิวัติที่เปลี่ยนวิธีทำงาน นายไห่ เย่ ชี้ว่าอุตสาหกรรมอาหารมีห่วงโซ่คุณค่าซับซ้อนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเผชิญความผันผวนสูงกว่าธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคที่คาดการณ์ได้ง่ายกว่ามาก องค์กรควบคุมได้เพียงปัจจัยภายใน เช่น รูปแบบการดำเนินงาน โครงสร้างข้อมูล การลงทุนด้านนวัตกรรม และพอร์ตสินค้า แต่ควบคุมไม่ได้ทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาที่ผันผวน และสภาพอากาศ เขาจึงมองว่าโดยพื้นฐานแล้ว AI คือเครื่องมือสำหรับรับมือกับความไม่แน่นอนและความผันผวน

อย่างไรก็ตาม นายไห่ เย่ ชี้ว่าองค์กรส่วนใหญ่ยังไม่ได้ประโยชน์จาก AI ในระดับธุรกิจ โดยอ้างผลสำรวจของแมคคินซีย์ปี 2026 ที่พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจ 80 เปอร์เซ็นต์ระบุว่า AI ช่วยเพิ่มผลิตภาพรายบุคคล แต่มีเพียง 6 เปอร์เซ็นต์ที่เข้าเกณฑ์องค์กรผู้ใช้ AI ระดับสูง เพราะองค์กรส่วนใหญ่ใช้ AI แยกเป็นรายกรณี แทนที่จะออกแบบการตัดสินใจข้ามฝ่ายใหม่ทั้งระบบ

นายไห่ เย่ กล่าวต่อไปว่า คำถามที่หลายบริษัทถามว่าทำไมยังไม่เห็นคุณค่าจาก AI มันไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องภาวะผู้นำ เพราะ AI เป็นเพียงเครื่องมือ และไม่มีใครทำนายได้ว่าโมเดลใดจะเป็นผู้ชนะ

นายไห่ เย่ ระบุว่า ในเวลานี้ จีนมีโมเดลใหญ่อย่างน้อย 7 โมเดล และสหรัฐฯ มี 5 โมเดล ซึ่งองค์กรไม่มีความจำเป็นต้องผูกติดกับโมเดลใดโมเดลหนึ่ง เขาเสนอ 5 แนวทางสำหรับผู้นำ คือ ตั้งเป้าหมายใหญ่ที่ชัดเจน ออกแบบงานใหม่ข้ามฝ่ายตั้งแต่ต้นจนจบ สร้างผู้นำที่เข้าใจ AI ทำให้ข้อมูลใช้งานได้และน่าเชื่อถือ และขยายผลสิ่งที่ได้ผล

อีกหนึ่งเรื่องที่นายไห่ เย่ เน้นก็คือ การเชื่อมต่อ เพราะการเก่งเพียงขั้นตอนเดียวในห่วงโซ่ไม่ได้ทำให้บริษัทเหนือกว่าคู่แข่งอย่างแท้จริง คุณค่าของ AI จึงอยู่ที่การเชื่อมช่องว่างระหว่างขั้นตอน โดยให้สัญญาณความต้องการของผู้บริโภคเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจย้อนขึ้นไปถึงฟาร์มและอาหารสัตว์

CPF มองเทคโนโลยีเป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร

หลังจบเวทีสัมมนา นายประสิทธิ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพิ่มเติมว่า ยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดในการสร้างความมั่นคงทางอาหารคือการใช้เทคโนโลยี เริ่มจากรากฐานที่สุดอย่างพันธุกรรมของพืชและสัตว์ ซึ่งเครือซีพีพัฒนามาอย่างยาวนานทั้งพันธุ์ข้าวโพด กุ้ง และหมู ต่อด้วยระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ แล้วจึงนำ AI มาต่อยอดตลอดห่วงโซ่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อลดความผันผวนของทั้งระบบ ทั้งการใช้ AI คาดการณ์เพื่อแก้ปัญหาล่วงหน้า และเร่งผลิตภาพทั้งในการผลิตและการตัดสินใจ

ในมุมความมั่นคงทางอาหาร นายประสิทธิ์ยอมรับว่ากังวลอยู่บ้างว่าไทยและประเทศในอาเซียนเตรียมพร้อมรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดถี่ขึ้นมากเพียงใด เพราะคนไทยคุ้นชินกับความอุดมสมบูรณ์แบบในน้ำมีปลาในนามีข้าว จึงตระหนักเรื่องนี้ค่อนข้างน้อย ต่างจากยุโรปที่เผชิญปัญหาสภาพอากาศมานาน โดยในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา หลายประเทศให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารมากขึ้นอย่างชัดเจน และประเด็นนี้ถูกหยิบขึ้นมาเป็นระยะเมื่อเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือโรคระบาด

นายประสิทธิ์ได้ยกตัวอย่างข่าวที่นักลงทุนบางรายเริ่มซื้อที่ดินเพื่อการเกษตรเก็บไว้เป็นสินทรัพย์เพื่อความมั่นคง อย่างไรก็ตาม นายประสิทธิ์มองว่าไทยยังได้เปรียบด้านที่ตั้ง เพราะสภาพอากาศไม่แปรปรวนรุนแรงเท่ายุโรปหรือบางพื้นที่ของจีน ประกอบกับอาหารไทยได้รับความนิยมในตลาดโลกมากขึ้น ซีพีเอฟจึงวางแผนขยายอาหารพร้อมรับประทาน (Ready Meal) ในตลาดโลกให้มากขึ้น

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสวนาที่ซีพีเอฟร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากบอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (Boston Consulting Group) หรือบีซีจี และนักวิชาการด้านเทคโนโลยีอาหารและเทคโนโลยีชีวภาพจากมหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงการถอดบทเรียนการนำ AI ไปใช้จริงในธุรกิจของซีพีเอฟ เป็นต้น