อินเทอร์เฟซ OriginOS 7 กำลังจะทยอยอัปเดตให้กับเรือธงอย่าง vivo X300 Series ในช่วงปลายเดือนตุลาคม พร้อมฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยกดบัตรคอนเสิร์ต

วีโว่ (vivo) เปิดรายละเอียดเกี่ยวกับ OriginOS 7 อินเทอร์เฟซเวอร์ชันใหม่ที่พัฒนาบนระบบปฏิบัติการ Android 17 ต่อสื่อมวลชนในประเทศไทย ก่อนที่อินเทอร์เฟซนี้จะได้รับการอัปเดตไปยังผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน vivo ในไทย โดยชูการพัฒนา 4 ด้าน ได้แก่ ความลื่นไหลในการใช้งาน การออกแบบและการปรับแต่ง การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ของแอปเปิล และฟีเจอร์ AI

ทั้งนี้ ในช่วง Q&A วีโว่ยืนยันว่า สมาร์ทโฟน vivo X300 Series จะได้รับอัปเดต OriginOS 7 ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้

วีโว่ระบุว่า OriginOS 7 จะติดตั้งมากับ vivo V80 และ vivo X500 Series ตั้งแต่แกะกล่อง แต่บางฟีเจอร์รองรับเฉพาะบางรุ่น บางประเทศ หรือบางภาษา

จุดเด่นของ OriginOS 7 คือการเชื่อมต่อข้ามอีโคซิสเต็ม ซึ่งวีโว่ระบุว่าได้ออกแบบสำหรับผู้ใช้ที่มีอุปกรณ์ต่างแบรนด์ เช่น การเชื่อมต่อกับ AirPods โดยแสดงสถานะการเชื่อมต่อและแบตเตอรี่คงเหลือบน Origin Island และปรับเสียงแบบ Spatial Audio ได้ รวมถึงเข้าถึงและดาวน์โหลดไฟล์ใน iCloud ได้ผ่านแอป File Manager ของวีโว่ ด้วยการล็อกอินผ่าน iCloud เวอร์ชันเว็บ

พร้อมกันนี้ วีโว่ยังเพิ่ม Snap-Up Engine สำหรับผู้ใช้ที่ต้องแข่งกันกดบัตรคอนเสิร์ต โดยวีโว่ระบุว่าฟีเจอร์นี้เป็นการต่อยอดจากจุดขายด้านการซูมถ่ายคอนเสิร์ตของมือถือ vivo X Series เมื่อผู้ใช้เข้าแอปจองบัตร ระบบจะเร่งความเร็วการประมวลผลและการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ปัจจุบันรองรับมากกว่าสิบแอปทั้งในไทยและต่างประเทศ

ทางด้านประสิทธิภาพการใช้งาน วีโว่ระบุว่าความลื่นไหลของ OriginOS 7 มาจาก Origin Smooth Engine ซึ่งประกอบด้วยเทคโนโลยีสามส่วน ส่วนแรกคือ Ultra-Core Computing ที่จัดลำดับการประมวลผลให้งานสำคัญได้รับทรัพยากรก่อน โดยจะช่วยลดเวลาเปิดแอปจากสถานะปิด (app cold start) ลง 10 เปอร์เซ็นต์ และทำให้การสลับหน้าภายในแอปเร็วขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ OriginOS 6

ส่วนที่สองคือ Memory Fusion ซึ่งบริหารจัดการหน่วยความจำ RAM และ ROM วีโว่ระบุว่าพัฒนาขึ้นในช่วงที่ต้นทุนหน่วยความจำสูงขึ้นจนกระทบราคาสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ทั่วทั้งอุตสาหกรรม เทคโนโลยีนี้ทำให้ฟีเจอร์ขยาย RAM เสมือนของวีโว่เพิ่มได้สองเท่าของ RAM จริง เช่น RAM 8GB ขยาย RAM เสมือนเพิ่มได้เป็น 16GB หรือเครื่องที่มี RAM 12GB ก็จะเป็น 24GB พร้อมการเร่งการเรียกคืนหน่วยความจำให้เร็วขึ้น ส่วนพื้นที่จัดเก็บข้อมูล ระบบจะบีบอัดข้อมูลให้สมาร์ทโฟนความจุ 256GB ได้พื้นที่ใช้งานคืนสูงสุด 25GB

ส่วนสุดท้ายคือ Dual Rendering ที่ปรับโครงสร้างกระบวนการเรนเดอร์ภาพใหม่ทั้งหมด ซึ่งวีโว่ระบุว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรนเดอร์ 14.4 เปอร์เซ็นต์ ทำให้แอนิเมชันทั้งในการใช้งานทั่วไปและการเล่นเกมลื่นไหลขึ้น

ต่อมาเป็นฟีเจอร์ AI วีโว่ได้ยกระดับผู้ช่วย Jovi ให้ทำงานได้ทั้งบนสมาร์ทโฟน และบนคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อผ่าน vivo Office Kit โดยผู้ใช้สามารถสั่งงานพร้อมแนบข้อมูลประกอบ เพื่อให้ Jovi ตอบคำถาม จัดการเอกสาร หรือทำงานนำเสนอ ในลักษณะเดียวกับ AI Agent ทั่วไป

ขณะที่ AI Recorder ได้รับการอัปเกรดให้ถอดเสียงแม่นยำขึ้น โดยมีการระบุได้ว่าแต่ละประโยคเป็นของผู้พูดคนใด วิเคราะห์หัวข้อการสนทนา สรุปประเด็นสำคัญ แปลภาษา และเลือกเทมเพลตการสรุปได้

ฟีเจอร์ AI ที่แปลงภาพถ่ายจากไวท์บอร์ด หรือกระดาษจดโน้ต รวมถึงสไลด์นำเสนอ ให้เป็นโน้ตที่แก้ไขได้ทันที
ฟีเจอร์ AI ที่แปลงภาพถ่ายจากไวท์บอร์ด หรือกระดาษจดโน้ต รวมถึงสไลด์นำเสนอ ให้เป็นโน้ตที่แก้ไขได้ทันที


นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ AI ใหม่อย่าง Snap Note ด้วยการแปลงภาพถ่ายจากไวท์บอร์ด หรือกระดาษจดโน้ต รวมถึงสไลด์นำเสนอ ให้เป็นโน้ตที่แก้ไขได้ทันทีโดยไม่ต้องจดหรือพิมพ์ซ้ำ หากถ่ายต่อเนื่องหลายหน้า ระบบจะเรียงเนื้อหาต่อกันตามลำดับให้อัตโนมัติ และนำไปสรุปหรือทำรายการต่อได้ ทั้งนี้ วีโว่ระบุว่าฟีเจอร์นี้ใช้งานได้เฉพาะบางรุ่น บางประเทศหรือภูมิภาค และบางภาษา

ทางด้านการทำงานแบบ multi-tasking วีโว่ได้นำ Origin Workbench ซึ่งแต่เดิมอยู่บน vivo X Fold5 มือถือจอพับของวีโว่ มาให้ใช้งานบน vivo X500 Series โดยจะเปิดแอปทำงานพร้อมกันได้สูงสุด 5 แอป มาสู่สมาร์ทโฟนหน้าจอปกติ เช่น ผู้ใช้งานสลับจากแอปจดโน้ตไปยังเกมแล้วเล่นต่อได้ทันที พร้อมความสามารถ AI Cross-App Drag ที่ให้ลากข้อมูลข้ามแอปแล้วให้ AI ดำเนินการต่อ ทั้งนี้ Origin Workbench รองรับเฉพาะบางรุ่นที่มีแรม 12GB ขึ้นไป

สำหรับการออกแบบ วีโว่ได้เพิ่ม Dynamic Glow เอฟเฟกต์แสงที่เคลื่อนไหวตามการใช้งานแบบเรียลไทม์ และ Dynamic Translucent Material พื้นผิวโปร่งแสงที่มองทะลุเห็นพื้นหลังเป็นอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งผู้ใช้เลือกเปิดหรือปิดได้

OriginOS 7 เพิ่มความเด้งดึ๋งของอินเทอร์เฟซ
OriginOS 7 เพิ่มความเด้งดึ๋งของอินเทอร์เฟซ


ขณะที่จำนวนธีมหน้าจอล็อกและหน้าจอหลักเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวจาก OriginOS 6 โดยธีมที่วีโว่ยกเป็นไฮไลต์ ได้แก่ Wiggle Theme หรือธีมเด้งดึ๋ง ที่ทำให้ภาพซึ่งผู้ใช้เลือกขยับเด้งไปมา Glint Theme ที่แสดงเอฟเฟกต์ประกายแสงบนภาพเมื่อเอียงเครื่อง และ StickIt ที่นำอีโมจิมาทำเป็นสติกเกอร์แปะบนหน้าจอล็อกและหน้าจอหลัก ส่วนหน้าจอ Always on Display แสดงการแจ้งเตือนได้หลากหลายขึ้น และวางสติกเกอร์ได้ รวมถึงบริเวณตำแหน่งสแกนลายนิ้วมือ 

อีกธีมที่วีโว่ชูคือ Pet Pals Theme ซึ่งมีสัตว์เลี้ยงให้เลือก 6 แบบ แบ่งเป็นสุนัข 3 แบบและแมว 3 แบบ สัตว์เลี้ยงจะอยู่บนหน้าจอล็อกและหน้าจอหลัก และเปลี่ยนอิริยาบถตามสถานะเครื่อง เช่น ดูสดชื่นเมื่อแบตเตอรี่เต็มในตอนเช้า และดูง่วงเมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด โดยที่ผู้ใช้ยังกดโยนบอลเล่นด้วยได้ ซึ่งจะมีท่าทางรวม 18 แบบ

ที่น่าสนใจก็คือ วีโว่ระบุว่าในเดือนพฤศจิกายนจะเปิดให้ผู้ใช้ถ่ายภาพสัตว์เลี้ยงของตัวเองอัปโหลดเข้าแอป เพื่อให้ AI สร้างเป็นสัตว์เลี้ยงบนหน้าจอได้อีกด้วย

ภาพรวมฟีเจอร์ OriginOS 7
ภาพรวมฟีเจอร์ OriginOS 7