YMTC คาดวิกฤตขาดแคลน RAM และ SSD ทั่วโลกอาจลากยาวถึงปี 2030 ขณะที่ TrendForce เตือนราคา DRAM จ่อพุ่งอีกระลอกในไตรมาส 4 ปี 2026 จากดีมานด์คลาวด์สหรัฐฯ สอดคล้องกับ Micron และ Nvidia ที่มองว่าปัญหาหน่วยความจำยังไม่คลี่คลายง่ายๆ
แหล่งข่าวจาก YMTC ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของจีน เปิดเผยว่าภาวะขาดแคลนหน่วยความจำทั่วโลกจะยืดเยื้อต่อไปอีกอย่างน้อยสามปี ขณะที่บริษัทวิจัยตลาด TrendForce (เทรนด์ฟอร์ซ) ประเมินว่าราคาสัญญาซื้อขาย DRAM ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2026 มีแนวโน้มปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีแรงหนุนหลักจากความต้องการของผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ในสหรัฐฯ
รายงานฉบับล่าสุดของ TrendForce ระบุว่าอุปทาน DRAM อยู่ในภาวะตึงตัวอย่างมาก การเจรจาราคาระหว่างซัพพลายเออร์กับลูกค้าในช่วงแรกสะท้อนว่าความต้องการกำลังเพิ่มสูงขึ้นอีก
ปัจจุบัน YMTC ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตชิป NAND ที่ใช้ใน SSD อันดับ 3 ของโลกในแง่ปริมาณการส่งมอบ รองจาก Samsung และ SK Hynix เท่านั้น ความเห็นของแหล่งข่าวจึงบ่งชี้ว่าราคา SSD มีแนวโน้มแพงขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ดี สำนักข่าว TechRadar ตั้งข้อสังเกตว่า YMTC ได้ประโยชน์จากการทำให้แนวโน้มธุรกิจและผลกำไรในอนาคตดูสดใส เพราะบริษัทกำลังเตรียมเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (IPO)
ราคาหน่วยความจำปรับขึ้นอย่างหนักมาแล้วตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา TechRadar อ้างข้อมูลจากตลาดเยอรมนีว่าราคา DDR5 ขณะนี้แพงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตราว 5.5 เท่า การปรับขึ้นราคาอีกระลอกจึงเป็นข่าวร้ายสำหรับผู้บริโภค
การคาดการณ์ส่วนใหญ่ในขณะนี้ชี้ไปทางเดียวกันว่าราคาหน่วยความจำจะปรับขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วงที่เหลือของปี 2026 ไปจนถึงปี 2027 มุมมองที่ว่าวิกฤตจะลากยาวไปอีกอย่างน้อยสามปี หรือราวปี 2030 ก็สอดคล้องกับความเห็นของนักวิเคราะห์และบุคคลในอุตสาหกรรมอีกหลายราย ในจำนวนนี้มี Micron ที่เตือนว่าวิกฤตจะรุนแรงขึ้นในปี 2027 และ 2028 และเจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia ที่เคยกล่าวว่าวิกฤต RAM จะยืดเยื้อไปอีกหลายปี
ที่มา: TechRadar


