ผู้ใช้รายหนึ่งระบุว่า Muse เปิดเผยที่อยู่บ้านให้คนแปลกหน้าบน Facebook Marketplace ขณะที่บริษัท AI ต้องเร่งสร้างรายได้หลายล้านล้านดอลลาร์ให้คุ้มค่าลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์

ผลิตภัณฑ์ AI เอเจนต์ หรือผู้ช่วย AI ที่ลงมือทำงานแทนผู้ใช้จากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ทั้ง Muse ของเมตา (Meta), Dots ของโอเพนเอไอ (OpenAI) และ Copilot ของไมโครซอฟท์ (Microsoft) กำลังเจอโจทย์สำคัญ รายงานจาก Futurism สำนักข่าวเทคโนโลยีของสหรัฐฯ วิเคราะห์ว่า ผู้ใช้ทั่วไปส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมยกภาระในชีวิตประจำวันให้ AI จัดการ และบริษัท AI ยังทำแทบไม่มีอะไรเพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้ แม้ Muse จะเพิ่งแซง ChatGPT ขึ้นเป็นแอปฟรีอันดับหนึ่งบน iOS ในสหรัฐฯ ได้ก็ตาม

Muse เป็นผู้ช่วย AI ที่เมตาเปิดตัวเมื่อต้นเดือนกันยายน 2026 แอปนี้ขึ้นนำ ChatGPT ในชาร์ตแอปฟรีบน iOS ของสหรัฐฯ และมียอดดาวน์โหลดทะลุ 3.4 ล้านครั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม Futurism มองว่ายังไม่มีอะไรรับประกันว่า Muse จะรักษาแรงส่งนี้ไว้ได้ เพราะการใช้งานต้องให้ผู้ใช้เปลี่ยนพฤติกรรมไปมาก

Axios สำนักข่าวในสหรัฐฯ วิเคราะห์ว่า ผลิตภัณฑ์อย่าง Muse, Copilot และ Dots ที่โอเพนเอไอ เพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ต่างเจอสิ่งที่เรียกว่า "ปัญหาคนธรรมดา" เพราะผู้ใช้ทั่วไปต้องปรับชีวิตส่วนตัวเพื่อให้ AI เอเจนต์เข้ามาแก้ปัญหาต่างๆ ได้ บริษัทอย่างโอเพนเอไอ และเมตา ต้องการให้ผู้ใช้ส่งต่องานจุกจิก เช่น จองเที่ยวบินหรือซื้อของออนไลน์ ให้ AI เอเจนต์ทำแทน แต่งานเหล่านี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใช้ทั่วไปให้ความสำคัญ

ข้อมูลจากผลสำรวจของ Thales บริษัทด้านความปลอดภัยดิจิทัล สะท้อนความลังเลของผู้บริโภค ผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 13 เปอร์เซ็นต์บอกว่ายอมให้ AI เอเจนต์อ่านอีเมลของตนเอง และมีเพียง 7 เปอร์เซ็นต์ที่ยอมให้ AI โอนเงินระหว่างบัญชีธนาคาร

Muse AI Agent ของเมตา
Muse AI Agent ของเมตา


Futurism ยังชี้ถึงความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว เพราะเมตาขอให้ผู้ใช้อนุญาตให้ผู้ช่วย AI เข้าสู่บัญชีอีเมล กรอกข้อมูลบัตรเครดิต และเข้าถึงประวัติการใช้งานโซเชียลมีเดียจำนวนมาก Futurism มองว่ามาสคอตหน้าตาน่ารักของ Muse ซึ่งภายในบริษัทเรียกว่า Jolly ช่วยกลบด้านที่น่ากังวลของกระแสนี้ 

ล่าสุดเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผู้ใช้รายหนึ่งระบุว่า Muse เปิดเผยที่อยู่บ้านของเขาให้คนแปลกหน้าบน Facebook Marketplace นอกจากนี้ Futurism ยังอ้างถึงประวัติที่ไม่ดีของ Meta ในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้

อีกปัญหาหนึ่งคืออุตสาหกรรมนี้ยังควบคุม AI เอเจนต์ได้ไม่ดีนัก โดยมีหลายกรณีที่ AI เอเจนต์ทำงานเกินขอบเขตที่ได้รับมอบหมาย

ในเชิงธุรกิจ Futurism ระบุว่าบริษัทด้าน AI กำลังเผชิญแรงกดดันมากขึ้น เพราะต้องเร่งเพิ่มรายได้แบบก้าวกระโดดไปสู่ระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า เพียงเพื่อให้ครอบคลุมเงินลงทุนมหาศาลในดาต้าเซ็นเตอร์ ยังไม่นับการทำกำไร

Futurism สรุปว่าพฤติกรรมผู้บริโภคอาจเปลี่ยนไปได้ในอนาคต แต่ยอดดาวน์โหลดหลายล้านครั้งของ Muse ยังไม่ได้แปลว่า AI เอเจนต์จะเปลี่ยนชีวิตผู้คนได้มากอย่างที่บริษัทเทคโนโลยีพยายามสื่อสาร

ที่มา: Futurism