รัฐมนตรีดิจิทัลนอร์เวย์ประกาศตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญร่างกฎใหม่ คุมเข้มแว่นอัจฉริยะที่มาพร้อมกล้อง ทางด้านสภาผู้บริโภคจี้ร้านค้าหยุดขายจนกว่ากฎหมายจะชัดเจน

รัฐบาลนอร์เวย์เตรียมออกกฎกำกับดูแลแว่นอัจฉริยะ (Smart glasses) และอุปกรณ์สวมใส่ที่ติดกล้องให้เข้มงวดกว่าเดิม โดยแนวทางหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการห้ามใช้ระบบจดจำใบหน้าเพื่อระบุตัวบุคคลอื่นในที่สาธารณะ หลังอุปกรณ์อย่างแว่นตาอัจฉริยะถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการละเมิดความเป็นส่วนตัวและการแอบบันทึกภาพผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม

คารีอันเนอ ตุง (Karianne Tung) รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลและการบริหารภาครัฐของนอร์เวย์ แถลงเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่ารัฐบาลจะกำกับดูแลแว่นอัจฉริยะให้เข้มงวดกว่าปัจจุบัน และกำลังพิจารณาห้ามใช้ระบบจดจำใบหน้าในที่สาธารณะ 

ตุง กล่าวเพิ่มเติมว่า ตอนนี้มันมีแนวโน้มชัดเจนที่ปัญญาประดิษฐ์จะถูกนำมาผนวกกับกล้องและไมโครโฟนที่ฝังอยู่ในแว่นตา หูฟัง หมวก และข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมย้ำว่าต้องป้องกันไม่ให้อุปกรณ์เหล่านี้ถูกใช้สอดส่องผู้อื่นในพื้นที่สาธารณะ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประกาศออกมายังไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย รัฐบาลนอร์เวย์ยังไม่ได้เปิดเผยร่างกฎหมาย กรอบเวลา หรือแนวทางบังคับใช้ใดๆ หากแต่เป็นเพียงการวางทิศทางและยกตัวอย่างหนึ่งข้อว่ากฎที่เข้มขึ้นอาจมีหน้าตาอย่างไรเท่านั้น 

ตุงระบุว่าจะแต่งตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาให้คำแนะนำรัฐบาลเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมขอให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนจัดทำแนวปฏิบัติของตัวเองไปพลางก่อนระหว่างที่กฎหมายยังอยู่ในขั้นตอนยกร่างอุปกรณ์ที่อยู่ในข่ายพิจารณาคือแว่นตาติดกล้องของบริษัทอย่างเมตา (Meta) และสแนป (Snap) ซึ่งเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้และอาจเพิ่มฟีเจอร์จดจำใบหน้าในเร็ววันนี้

ทางด้าน ฟินน์ ลุตซาว-โฮล์ม เมียร์สตัด (Finn Lützow-Holm Myrstad) หัวหน้าฝ่ายนโยบายดิจิทัลของสภาผู้บริโภคนอร์เวย์ แสดงท่าทีสนับสนุนการเคลื่อนไหวของรัฐบาล แต่มองว่ายังไม่เพียงพอ โดยเรียกร้องให้ร้านค้าถอดแว่นอัจฉริยะออกจากชั้นวางจนกว่าสถานะทางกฎหมายจะชัดเจน พร้อมชี้ว่าการห้ามเฉพาะระบบจดจำใบหน้าไม่ได้หยุดยั้งผู้สวมใส่จากการแอบถ่ายคนอื่น และระบุว่าช่องทางการนำไปใช้ในทางที่ผิด

นอร์เวย์ไม่ใช่ประเทศเดียวที่ขยับตัวต่อประเด็นในที่สาธารณะ เนื่องจากคณะกรรมาธิการความปลอดภัยออนไลน์ของออสเตรเลีย (eSafety Commissioner) เพิ่งออกคำแนะนำถึงภาคอุตสาหกรรมเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยให้แว่นอัจฉริยะเบลอใบหน้าบุคคลที่ถูกบันทึกภาพโดยอัตโนมัติหากไม่ได้ให้ความยินยอม พร้อมกำหนดสัญญาณแจ้งเตือนขณะบันทึกวิดีโอให้ชัดเจนขึ้น ข้อเสนอนี้ยังรวมถึงสัญญาณไฟแสดงการบันทึกที่ไม่สามารถปิดหรือบดบังได้ 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลออสเตรเลียระบุว่าการหารือครั้งนี้ไม่ได้ครอบคลุมถึงมาตรการห้ามนำเข้าอุปกรณ์แต่อย่างใด

ในส่วนผู้ผลิตอย่างเมตา ก็ได้ขยับเรื่องมาตรการทางเทคนิคไปแล้วเช่นกันเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2026 ด้วยการปล่อยอัปเดตซอฟต์แวร์สำหรับ Ray-Ban Meta, Oakley Meta และ Meta AI glasses ที่จะหยุดการบันทึกทันทีเมื่อมีการบดบังไฟแสดงสถานะการบันทึก เพื่อปิดช่องโหว่ที่ผู้ใช้จะเริ่มบันทึกภาพก่อนแล้วค่อยใช้นิ้วหรือเทปปิดในภายหลัง

ข้อกังวลเรื่องการแอบบันทึกภาพมีงานวิจัยรองรับโดยมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ได้เผยแพร่ผลการศึกษาที่วิเคราะห์คลิปวิดีโอบนอินสตาแกรม (Instagram) ที่เปิดเผยต่อสาธารณะจำนวน 350 คลิปจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งพบพฤติกรรมที่เรียกว่า ambient capture หรือการที่ผู้ชายใช้แว่นอัจฉริยะแอบบันทึกภาพผู้หญิงในสถานที่ทั่วไปแล้วนำคลิปไปเผยแพร่ต่อ ราว 60 เปอร์เซ็นต์ของคลิปที่ศึกษาแสดงพฤติกรรมที่เข้าข่ายการคุกคาม และ 43 เปอร์เซ็นต์มีผู้หญิงตกเป็นเป้าของความคิดเห็นเชิงดูหมิ่น บางรายถูกระบุตัวตนและถูกเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล 

อย่างไรก็ดี งานวิจัยชิ้นดังกล่าวยังอยู่ในสถานะ preprint ที่ยังไม่ผ่านการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิ

ที่มา: Android Police