บริษัทวิจัยตลาดชี้ Apple แบกต้นทุนแรม และความจำเครื่อง 256GB สูงกว่าปีที่แล้วเกือบ 4 เท่า คาดผู้บริโภคชาวไทยอาจต้องจ่ายเพิ่มหลักพันถึงหมื่นบาท

เทรนด์ฟอร์ซ (TrendForce) บริษัทวิจัยตลาดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุดระบุว่า ต้นทุนหน่วยความจำของ iPhone 18 Pro รุ่นความจุ 256GB ในไตรมาส 3 ของปี 2026 น่าจะสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเกือบ 400 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ราคาขายปลีกของ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max มีแนวโน้มปรับขึ้น 10-20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อแอปเปิลเปิดตัวสินค้าใหม่ในงาน Apple Event “Surprise and shine”

รายงานของเทรนด์ฟอร์ซ ระบุว่า แอปเปิลมีความพยายามในการเจรจาลดราคาชิ้นส่วนอื่นๆ ในห่วงโซ่อุปทานการผลิต แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะชดเชยจากต้นทุนหน่วยความจำที่พุ่งสูงไปไกลมากแล้ว โดยรายงานอีกฉบับหนึ่งของเทรนด์ฟอร์ซ ระบุว่า ต้นทุนรวมของชิ้นส่วนทั้งเครื่อง หรือ bill of materials (BOM) ของรุ่น iPhone 18 Pro ความจุ 256GB สูงขึ้นราว 38 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน ดังนั้นเทรนด์ฟอร์ซจึงสรุปว่าการปรับขึ้นราคาขายปลีกเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะหลีกเลี่ยงได้

อย่างไรก็ตาม เทรนด์ฟอร์ซ เชื่อว่าแอปเปิลไม่น่าจะผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคทั้งหมด แต่น่าจะหั่นกำไรให้บางลง แล้วไปชดเชยด้วยรายได้จากบริการต่างๆ แทน โดยคาดการณ์ว่า iPhone 18 Pro จะมีราคาสูงกว่า iPhone 17 Pro ราว 100 ดอลลาร์สหรัฐ

แน่นอนว่าหากแอปเปิลผลักภาระไปที่ผู้บริโภค จะส่งผลกระทบในบั้นปลายต่อแอปเปิลเอง โดยเฉพาะการเปลี่ยนมือถือที่ช้าลง ซึ่งจะทำให้แอปเปิลเสียโอกาสการเติบโต อีกทั้งผู้บริโภคเองก็มีความระมัดระวังในการจับจ่ายมากขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจมหาภาคที่อ่อนแอ

สำหรับตลาดในประเทศไทย iPhone 17 Pro ความจุ 256GB มีราคาเริ่มต้น 43,900 บาท และ iPhone 17 Pro Max ความจุเดียวกันอยู่ที่ 48,900 บาท หากอิงอัตราส่วนราคาขายปลีกจริงในไทยเทียบดอลลาร์สหรัฐ การปรับขึ้นราว 100 ดอลลาร์สหรัฐ จะเทียบเท่าประมาณ 4,000 บาท ทำให้ iPhone 18 Pro รุ่นเริ่มต้นอาจอยู่ที่ราว 47,900 บาท ขณะที่หากปรับขึ้นเต็มกรอบ 20 เปอร์เซ็นต์ตามที่เทรนด์ฟอร์ซประเมิน ราคาอาจขยับไปถึงราว 52,700 บาท 

ต้นเหตุของวิกฤตต้นทุนมาจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI ที่ดูดซับกำลังการผลิตหน่วยความจำ DRAM และ NAND flash ของโลกไปเป็นสัดส่วนที่สูงมาก ทำให้ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคต้องแย่งชิงอุปทานส่วนที่เหลือ

ในส่วนของ iPhone Ultra ถูกประเมินราคาที่ 2,099-2,299 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 84,000-92,000 บาท ส่วนรุ่นความจุสูงสุดอาจมีราคาเกิน 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 120,000 บาท ซึ่งจะทำให้เป็น iPhone ที่แพงที่สุดเท่าที่แอปเปิลเคยวางจำหน่าย

ที่มา: 9to5Mac