จากราคาหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้น 4-5 เท่าในปีเดียว ทำอุปกรณ์ไอทีแพงขึ้นแต่สเปกแย่ลง และปัญหานี้ลากยาวไปถึงปี 2028
รูนาร์ บีเยอร์โฮฟเดอ นักวิเคราะห์อาวุโสของออมเดีย (Omdia) ระบุว่าราคาชิ้นส่วนหน่วยความจำในปัจจุบันสูงกว่าเมื่อราวหนึ่งปีก่อนถึง 4-5 เท่า ผลที่ตามมาคือหน่วยความจำกลายเป็นสัดส่วนต้นทุนวัสดุมากกว่าครึ่งหนึ่งในอุปกรณ์ราคาถูกบางรุ่น เทียบกับที่เคยอยู่ราว 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ ก่อนราคาจะพุ่งขึ้นจากความต้องการที่ถูกกระตุ้นด้วย AI เขายังระบุว่าสถานการณ์ในระดับนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อต้นทุนพุ่งขึ้นรุนแรง ผู้ผลิตจึงเลือกทางที่กระทบตัวเองน้อยที่สุด นั่นคือการลดสเปกชิ้นส่วน
เบน แฮตตัน นักวิเคราะห์จาก CCS Insight ระบุว่าเริ่มเห็นแบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนหันกลับไปทำสมาร์ทโฟน 4G อีกครั้ง เพราะใช้หน่วยความจำน้อยกว่าเครื่อง 5G ในระดับเดียวกัน ขณะที่แบรนด์อื่นเลือกลดความจุพื้นที่เก็บข้อมูล ใช้กล้องที่ด้อยลง หรือใช้ชิปประมวลผลรุ่นเก่าของควอลคอมม์ (Qualcomm) และมีเดียเทค (MediaTek) แทน
ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทั้งตลาด นั่นเป็นเพราะคอมพิวเตอร์แบบแล็ปท็อประดับไฮเอนด์ยังจำเป็นต้องมีหน่วยความจำและพลังประมวลผลเพียงพอเพื่อให้สมกับราคาที่ผู้ผลิตตั้งไว้ แต่ในตลาดระดับล่าง การลดคุณภาพชิ้นส่วนคุ้มค่ากว่าสำหรับผู้ผลิตอย่างชัดเจน
แฮตตันระบุว่าหากผู้บริโภคกำลังมองหาสมาร์ทโฟนหรือแล็ปท็อปในงบต่ำกว่า 500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16,400 บาท) มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพต่ำลงกว่าเดิม ซึ่งสภาพเช่นนี้ทำให้ตลาดระดับกลางถูกบีบ เนื่องจากผู้ผลิตพยายามผลักดันให้ผู้บริโภคจ่ายแพงขึ้นไปยังกลุ่มที่มีมาร์จิ้นพอจะรองรับต้นทุนชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นมหาศาล
สัญญาณของการเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มปรากฏแล้ว โดยบีเยอร์โฮฟเดอยกตัวอย่างในกรณีของซัมซุง จากรุ่น Galaxy A16 4G ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนราคาประหยัดที่วางจำหน่ายมาแล้วราว 18 เดือน และยังคงเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดของบริษัทเมื่อวัดจากจำนวนเครื่องในยุโรป
ในเวลาเดียวกัน เสียวหมี่ (Xiaomi) ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าหยิบยก เนื่องจากยอดจัดส่งเครื่องของเสียวหมี่ในครึ่งแรกของปี 2026 ลดลงราว 25 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้ลดลงเพียงราว 5 เปอร์เซ็นต์ จากการหันไปเน้นสินค้าราคาสูงขึ้น
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Counterpoint Research และ Omdia ระบุว่ายอดจัดส่งของเสียวหมี่ ในไตรมาส 2 ปี 2026 อยู่ที่ 31.2 ล้านเครื่อง ลดลง 26 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในกลุ่มห้าอันดับแรก เนื่องจากกว่าครึ่งของยอดจัดส่งเป็นเครื่องราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,600 บาท)
แน่นอนว่าเมื่อต้นทุนอุปกรณ์ใหม่สูงขึ้นได้เป็นการผลักให้ผู้ใช้หันไปหาเครื่องรีเฟอร์บิชแบบอ้อมๆ แต่ในหลายกรณี เรือธงอายุสองถึงสามปีกลับมีราคาพอกันกับเครื่องใหม่ที่สเปกด้อยกว่ามาก
สาเหตุหลักของภาวะขาดแคลนมาจากความต้องการหน่วยความจำและชิ้นส่วนขั้นสูงมหาศาลจากกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ ที่กำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่จึงหันกำลังการผลิตไปยังสินค้าระดับสูงที่กลุ่มดังกล่าวยอมจ่ายในราคาสูงกว่า ขณะที่การขยายกำลังการผลิตทำได้ไม่เร็ว เนื่องจากการสร้างโรงงานใหม่ใช้เวลาสองถึงสามปี และมีแนวโน้มถูกออกแบบมารองรับ GPU สเปกสูงที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า แทนที่จะรองรับชิ้นส่วนพื้นฐาน
นักวิเคราะห์ของทั้งสองสำนักมองตรงกันว่า ปัญหานี้จะอยู่ไปอีกหลายปี บีเยอร์โฮฟเดอมองว่าราคาจะยังไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายใน 18 เดือนข้างหน้า ขณะที่แฮตตันคาดว่าแรงบีบจะยืดเยื้ออย่างน้อยถึงกลางปี 2028 พร้อมระบุว่านี่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและเกือบจะเป็นปัญหาเชิงระบบ ที่กำลังเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนจะใช้และบริโภคเทคโนโลยีในภาพรวมต่อจากนี้
ที่มา: FastCompany