สองสำนักวิจัยตลาด Counterpoint Research และ Omdia รายงานตรงกันว่า ซัมซุง ทวงคืนอันดับหนึ่งจากแอปเปิลได้แล้ว โดยที่ตลาดสมาร์ทโฟนหดตัวอย่างหนักจากวิกฤตชิปหน่วยความจำ
ตลาดสมาร์ทโฟนโลกในไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 ซึ่งอยู่ช่วงระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ โดยซัมซุง กลับมาเป็นอันดับหนึ่งในตำแหน่งผู้นำแซงหน้าแอปเปิลได้สำเร็จ ขณะที่ แอปเปิลก็ทำสถิติส่วนแบ่งตลาดในไตรมาสที่ 2 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางภาพรวมตลาดที่หดตัวลงจากวิกฤตชิปหน่วยความจำที่ยืดเยื้อ และคาดว่าจะกินเวลาไปอีกนาน
ตามข้อมูลจากสองบริษัทวิจัยตลาดคือ Counterpoint Research และ Omdia ที่เผยแพร่รายงานเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2026 โดย Counterpoint Research ระบุว่า ซัมซุงครองส่วนแบ่งตลาดโลกที่ 24 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสนี้ เพิ่มขึ้นจาก 20 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตามมาด้วย แอปเปิลที่ 20 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มจาก 17 เปอร์เซ็นต์ และถือเป็นสถิติสูงสุดสำหรับไตรมาสนี้ ส่วนเสียวหมี่ (Xiaomi) อยู่ที่ 12 เปอร์เซ็นต์ ลดจาก 14 เปอร์เซ็นต์ ออปโป้อยู่ที่ 11 เปอร์เซ็นต์ ลดจาก 12 เปอร์เซ็นต์ และวีโว่ อยู่ที่ 8 เปอร์เซ็นต์
...
ขณะที่ Omdia ให้ตัวเลขที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย โดยระบุว่า ซัมซุงมีส่วนแบ่งตลาด 22 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นจาก 20 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาส 2 ปี 2025 ส่วนแอปเปิลอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นจาก 16 เปอร์เซ็นต์ เสียวหมี่ลดลงจาก 15 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 11 เปอร์เซ็นต์ ออปโป้ลดลงจาก 12 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 10 เปอร์เซ็นต์ และวีโว่ ลดลงจาก 9 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 8 เปอร์เซ็นต์ ส่วนแบรนด์อื่นๆ รวมกันคงที่ที่ 29 เปอร์เซ็นต์เท่ากับปีก่อน
ทั้งนี้ Counterpoint Research ระบุว่า ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกลดลงถึง 11 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2013 ขณะที่ Omdia ระบุว่ายอดจัดส่งลดลงเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสนี้ ซึ่งถือเป็นไตรมาสที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2023
ทั้งสองรายงานชี้ต้นเหตุตรงกันว่า มาจากภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำ DRAM และ NAND ที่ยืดเยื้อ เนื่องจากผู้ผลิตชิปยังคงให้ความสำคัญกับความต้องการของเดต้าเซ็นเตอร์สำหรับ AI มากกว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคทั่วไป ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้น และบีบให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนหลายรายต้องขึ้นราคาสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มราคาประหยัด และกลางที่มีกำไรต่อเครื่องบางอยู่แล้ว
ชิลปี เจน นักวิเคราะห์อาวุโสของ Counterpoint Research ให้ความเห็นว่า วิกฤตชิปหน่วยความจำได้กลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนที่ใหญ่ที่สุดแซงหน้าปัจจัยอื่นทั้งหมดแล้ว โดยระบุว่า สิ่งที่เริ่มต้นจากปัญหาด้านชิ้นส่วนเมื่อปีก่อน ตอนนี้กลายเป็นปัญหาด้านอุปสงค์เต็มรูปแบบ
Counterpoint Research คาดการณ์ว่า ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกทั้งปี 2026 อาจลดลงราว 14 เปอร์เซ็นต์ และภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำนี้จะยังคงยืดเยื้อต่อไปจนถึงปี 2027 โดยผู้ผลิตจะยังคงตัดรุ่นสินค้าที่มีกำไรต่ำ ปรับลดความจุหน่วยเก็บข้อมูล และหันไปพึ่งพาสินค้ารีเฟอร์บิช (Refurbished) และรุ่นเก่ามากขึ้น ระหว่างที่รอให้ภาวะอุปทานดีขึ้น
ทางด้าน Omdia ระบุว่า แอปเปิลทำผลงานไตรมาส 2 ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่ทำสถิติสูงสุดถึง 20 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสที่โดยปกติแล้วมักเป็นไตรมาสที่ขายได้น้อยที่สุดของปี โดยได้แรงหนุนจากวงจรการอัปเกรดของ iPhone 17 ที่แข็งแกร่งที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของแอปเปิล และยังได้ประโยชน์จากการที่ยังไม่ปรับราคา iPhone ขึ้น ในขณะที่คู่แข่งส่วนใหญ่ถูกบีบให้ต้องขึ้นราคา อย่างไรก็ตาม Omdia ตั้งข้อสังเกตว่า แอปเปิลได้ขึ้นราคาสินค้ากลุ่มอื่นไปแล้วช่วงปลายไตรมาส 2 ได้แก่ MacBook และ iPad ทำให้ยังต้องจับตาดูว่า iPhone จะได้รับผลกระทบจากการขึ้นราคาลักษณะเดียวกันในช่วงปลายปีนี้หรือไม่
Counterpoint Research ยังระบุเพิ่มเติมว่า ซัมซุงเติบโตเร็วกว่าคู่แข่ง โดยได้แรงหนุนจากความต้องการ Galaxy S26 Series ที่แข็งแกร่ง การจัดหาสินค้าที่ดีขึ้น และโปรโมชันที่เข้มข้น ขณะที่ในกลุ่มนอกเหนือจาก 5 อันดับแรก ทั้งกูเกิล และหัวเว่ย มียอดจัดส่งเพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจ ส่วนรุ่นระดับพรีเมียมของ Xiaomi อย่าง Redmi Note 15, Redmi K90 และซีรีส์ Xiaomi 17 ก็เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน
สุดท้าย Omdia เตือนว่า การหดตัวของยอดจัดส่งที่รุนแรงกว่านี้ยังไม่มาถึง โดยคาดว่าสองไตรมาสข้างหน้าซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการตามฤดูกาลมักพุ่งสูงสุด จากการเปิดตัวสินค้าใหม่ เทศกาลวันหยุด และเทศกาลช้อปปิ้งต่างๆ จะเผชิญกับภาวะอุปทานชิปหน่วยความจำที่ยังคงตึงตัว ซึ่งอาจทำให้ยอดจัดส่งหดตัวรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก
...