ความพยายามล่าสุดของผู้บริหารเมตาในการแก้ข้อผิดพลาดที่สั่งสมมา ตั้งแต่การปลดพนักงานซ้ำซาก จนถึงการติดตามการกดแป้นพิมพ์เพื่อฝึก AI ท่ามกลางคำถามว่าจะกอบกู้ความเชื่อใจกลับมาได้จริงหรือไม่
หลังเดินหน้าบริหารองค์กรด้วยแนวทางเข้มงวด และการปลดพนักงานต่อเนื่องมาหลายปี ผู้บริหารระดับสูงของเมตา (Meta) หลายคนเริ่มออกมายอมรับต่อสาธารณะว่า บริษัททำผิดพลาด ท่ามกลางขวัญกำลังใจของพนักงานที่ตกต่ำลงอย่างหนัก
รายงานของ Business Insider เปิดเผยว่า ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่าผู้นำของเมตา อาจกำลังเผชิญหน้ากับต้นทุนของวิธีบริหารที่ใช้มาตลอด แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารมองว่า การกอบกู้ความไว้วางใจกลับคืนนั้นยากยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อคนที่ต้องนำการเปลี่ยนแปลงคือ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก
ภาพที่เปลี่ยนไปเห็นได้ชัดจากท่าทีของ แอนดรูว์ บอสเวิร์ธ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของเมตา เมื่อต้นปี 2025 เขาเคยส่งสารชัดเจนถึงพนักงานที่ไม่พอใจกับการเปลี่ยนแปลงในบริษัทว่า ให้ลาออกหรือไปหางานที่อื่น พร้อมย้ำแนวคิด "เห็นต่างได้ แต่ต้องทำตาม" (disagree and commit) ซึ่งเป็นการตอกย้ำองค์กรแบบที่เมตา พยายามจะเป็นมาตลอดหลายปี นั่นคือองค์กรที่กระชับ รวดเร็ว แรงกดดันสูง และไม่มีพื้นที่ให้ถกเถียงภายในอีกต่อไป แต่ในเดือนมิถุนายน 2026 ทั้งบันทึกภายใน และการประชุมกับพนักงาน บอสเวิร์ธกลับพูดราวกับเป็นคนละคน โดยยอมรับว่า ขวัญกำลังใจของพนักงานอยู่ในระดับตกต่ำที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีมา และบริษัททำงานปรับโครงสร้างได้ย่ำแย่ จนบั่นทอนความเชื่อมั่นของพนักงานที่ว่าความเชี่ยวชาญและการทุ่มเทของพวกเขาจะได้รับการเห็นคุณค่า
นับตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา เมตาได้ปรับองค์กรใหม่รอบตัวด้วยแนวทางบริหารที่เข้มงวด ซึ่งสำนักข่าว Business Insider ระบุว่า กลายเป็นต้นแบบของยุคใหม่ในซิลิคอนแวลลีย์ ผ่านการปลดพนักงานครั้งแล้วครั้งเล่า และการตัดสินใจอื่นๆ โดยผู้บริหารเดินหน้าอย่างมั่นใจ ผ่านแรงหนุนจากผลกำไรที่ทำสถิติสูงสุด และดูเหมือนไม่สะทกสะท้านต่อความไม่พอใจที่ก่อตัวขึ้น คำพูดของบอสเวิร์ธจึงต่างออกไป เพราะเป็นการยอมรับว่าผู้นำบริษัทอาจกำลังเริ่มเผชิญหน้ากับผลที่ตามมา
...
สถานการณ์ในองค์กรมาถึงจุดที่ตึงเครียด เมื่อพนักงานในสหราชอาณาจักรพยายามรวมตัวจัดตั้งสหภาพแรงงาน พร้อมแสดงความไม่พอใจต่อพฤติกรรมของผู้บริหารว่า โหดร้ายและไม่ได้มองการณ์ไกล
ขณะที่พนักงานกว่า 1,600 คนร่วมลงชื่อในคำร้องเรียกร้องให้บริษัทยุติการติดตามการกดแป้นพิมพ์ (keystroke) ของพนักงานเพื่อนำไปพัฒนาโมเดล AI ความตึงเครียดถึงขั้นที่ Wired รายงานว่า มีพนักงานคนหนึ่งขัดจังหวะการประชุมที่ถ่ายทอดสดด้วยถ้อยคำหยาบคายใส่ผู้บริหาร อีกคนเปรียบการทำงานในหน่วยฝึก AI ใหม่ว่าเหมือนค่ายกักกัน และบางคนถึงกับภาวนาขอให้ถูกปลดเพื่อจะได้ลาออกพร้อมเงินชดเชยบ้าง
ทางด้าน คริส ค็อกซ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ (CPO) ยอมรับถึงความวุ่นวายในเมตาที่สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานอันโหดร้าย ส่วนซักเคอร์เบิร์กในฐานะซีอีโอก็ยอมรับว่า บริษัททำผิดพลาดไป ขณะที่ในการประชุมกับพนักงานอินสตาแกรม ค็อกซ์เปรียบสภาพการทำงานว่าเหมือนวิ่งมาราธอนกลางพายุลูกเห็บ ที่จู่ๆ เพื่อนร่วมทีมก็ถูกแทนที่ แถมยังถูกบันทึกภาพไว้ตลอด
เบื้องหลังการยอมรับผิดครั้งนี้คือคำถามว่าเหตุใดจึงเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน Business Insider เสนอความเป็นไปได้หลายทาง ทั้งความไม่พอใจที่อาจกระทบประสิทธิภาพการทำงาน ความเสื่อมเสียที่กลายเป็นภาระต่อภาพลักษณ์ในสายตานักลงทุน หรือการที่ผู้บริหารตระหนักในที่สุดว่าวิธีที่ใช้อยู่ไม่ได้ผล เพราะเป้าหมายของการบริหารแบบกดดันสูงคือการเร่งให้พนักงานสร้างนวัตกรรมเพื่อไล่ตามคู่แข่งอย่างโอเพนเอไอ, แอนโธรปิค และกูเกิล ในศึกชิงความเป็นผู้นำด้าน AI แต่กลับกลายเป็นว่า เมตากลับถอยห่างออกไปเรื่อยๆ โดยปีก่อนหน้าบริษัทเลื่อน และสุดท้ายไม่ได้ปล่อยโมเดล AI เรือธงที่ควรจะเป็นจุดขาย หลังมีรายงานว่า วิศวกรพยายามพัฒนาความสามารถของมันไม่สำเร็จ ส่วนปีนี้ก็เลื่อนกำหนดเปิดตัวโมเดลอีกตัวให้นักพัฒนาหลายครั้ง
คำถามที่ตามมาคือเมตาหลังปี 2022 เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่หรือไม่ เพราะงานวิจัยด้านการบริหารจำนวนมากชี้ว่า ความหวาดกลัวและความไม่มั่นคงเป็นหนทางที่ทำให้องค์กรสูญเสียพนักงานระดับหัวกะทิ ประสบปัญหาในการดึงดูดคนใหม่ และบั่นทอนการกล้าเสี่ยงเชิงสร้างสรรค์ที่นำไปสู่ความก้าวหน้าอย่างแท้จริง โดยบอสเวิร์ธเองก็แสดงความหวังว่า บริษัทจะฟื้นวัฒนธรรมที่ดีที่สุดแบบที่พวกเขาเคยร่วมงานกันกลับมา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่พนักงานรู้สึกปลอดภัยพอที่จะกล้าเสี่ยงและทำสิ่งที่ถูกต้องในระยะยาว
ทิศทางต่อจากนี้สำคัญต่อพนักงานราว 70,000 คนที่ยังอยู่กับ เมตา และต่อทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เพราะเดือนพฤศจิกายน 2022 ที่ เมตากลายเป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายแรกที่ปลดพนักงานครั้งใหญ่ ถูกมองว่า เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่ซิลิคอนแวลลีย์ไม่ยอมผ่อนปรนให้ใคร
คำถามคือคำพูดของผู้บริหารในช่วงหลังจะเป็นการปรับทิศทางที่แท้จริงทั้งในบริษัทและในวงกว้าง หรือเป็นเพียงการหยุดพักชั่วคราวก่อนกลับไปสู่แนวทางที่แข็งกร้าวเหมือนเดิม ทั้งนี้มีสัญญาณบวกอยู่บ้าง เมื่อช่วงหลัง กูเกิล และไมโครซอฟท์ เลือกใช้วิธีเสนอแพ็กเกจสมัครใจลาออกแทนการปลดครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นแนวทางที่ประนีประนอมกว่า และช่วยรักษาขวัญกำลังใจ
ขณะที่ซักเคอร์เบิร์กให้คำมั่นถึงช่วงเวลาแห่งความมั่นคง โดยสัญญาว่าจะยังไม่ปลดพนักงานครั้งใหญ่เพิ่ม อย่างน้อยไปจนถึงสิ้นปีนี้
ที่มา: Business Insider