อุปกรณ์สวมใส่ที่มาพร้อมความสามารถด้าน AI ถือเป็นเทรนด์ใหม่ที่น่าจับตา เพียงแต่อุปกรณ์จำพวก AI Wearables ก็มีปัญหาในแง่ที่ว่ามันดูว้าวตอนเปิดตัว แต่เมื่อใช้จริงกลับประหลาดเกินไป จนไม่ได้รับความนิยม

ในปัจจุบัน การใช้งานคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป หรือสมาร์ทโฟนในที่สาธารณะถือเป็นเรื่องปกติในสังคมคนทั่วไป เพียงแต่สิ่งนี้ยังไม่ใช่กับอุปกรณ์ที่กำลังเป็นเทรนด์อย่าง AI Wearables

ภายในงาน Consumer Electronics Show (CES) ซึ่งจัดขึ้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีอุปกรณ์ในกลุ่ม AI Wearables เปิดตัวเป็นจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่พร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ และรุ่นต้นแบบ แต่คำถามคือ ผลิตภัณฑ์ที่เคยดูเท่ ดูล้ำ ขณะที่อยู่บนเวทีเปิดตัว แต่เมื่อใช้งานจริงกลับชวนให้รู้สึกแปลกประหลาด

งานวิจัยของวารสาร Psychology & Marketing ระบุว่า ความเขินอาย หรือความกระอักกระอ่วนใจ เป็นอุปสรรคสำคัญอันดับต้นๆ เมื่อบุคคลต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยีที่ไม่คุ้นเคยในพื้นที่สาธารณะ

ความรู้สึกนี้มักจะเชื่อมโยงกับการถูกประเมินจากสายตาคนรอบข้าง  และส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจใช้งานอย่างต่อเนื่อง หากอุปกรณ์ใดทำให้ผู้ใช้รู้สึกแปลกแยก หรือทำให้คนรอบข้างรู้สึกเหมือนถูกคุกคามด้วยการบันทึกภาพหรือเสียง รวมถึงการสั่งงานด้วยเสียงดังๆ หรือการสวมอุปกรณ์ที่มีกล้องบันทึกภาพตลอดเวลา มักสร้างความอึดอัดใจในที่สาธารณะ ซึ่งตามหลักจิตวิทยาแล้ว ความรู้สึกเหล่านี้เป็นกำแพงสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคปฏิเสธการใช้งาน จนกลายเป็นสิ่งที่รบกวนทางสังคมมากกว่าจะเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง

สิ่งนี้นำไปสู่ประเด็นสำคัญเรื่องการยินยอม หรือการขอ Consent เช่น เมื่อมีผู้สวมใส่แว่นตาติดกล้อง ก็เท่ากับเป็นการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ความเป็นส่วนตัวของทุกคน ซึ่งปัญหาในตอนนี้ก็คือซิลิคอนแวลลีย์ยังคงออกแบบฮาร์ดแวร์ AI ประหนึ่งว่าเป็นเทคโนโลยีสำหรับการสาธิตบนเวที หรือเพื่อสร้างไวรัลวิดีโอ มากกว่าที่จะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง แม้แต่ Apple Vision Pro ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ก็ยังไม่เข้าใกล้ความสำเร็จ เพราะมียอดขายประมาณ 6 แสนเครื่อง ซึ่งน้อยกว่ายอดขาย iPhone รุ่นแรกในช่วงปีแรกถึง 10 เท่าตัว

...

บทเรียนทางประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า สินค้าคอนซูเมอร์ที่ประสบความสำเร็จมักจะผสานเข้ากับพฤติกรรมเดิมของผู้คนได้อย่างกลมกลืน มากกว่าการบังคับให้สร้างบรรทัดฐานทางสังคมใหม่ อุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนเป็นสิ่งที่เข้ามาแทนที่อุปกรณ์หลายชิ้นที่ผู้คนพกพาอยู่แล้ว เช่นเดียวกับ สมาร์ทวอทช์ซึ่งต่อยอดมาจากนาฬิกา หรือ AirPods ก็ทำงานเหมือนกับหูฟังทั่วไป

ด้วยเหตุนี้ สถานที่ใช้งานของอุปกรณ์ AI จึงไม่ควรอยู่แค่บนเวทีเปิดตัว แต่อยู่ในร้านกาแฟ ออฟฟิศ หรือเลานจ์สนามบิน ที่ซึ่งผู้คนจะตั้งคำถามว่า อุปกรณ์ชิ้นนี้ทำให้พวกเขาดูแปลกประหลาด เพื่อไม่สร้างความอึดอัดให้แก่คนรอบข้าง หรือมีความเสี่ยงบางประการ ดังที่เคยเกิดขึ้นกับฟีเจอร์เช็กอินของ Foursquare ที่ต้องล้มหายตายจากไปเพราะการประกาศตำแหน่งที่ตั้งในที่สาธารณะทำให้ผู้ใช้รู้สึกอึดอัดและสุ่มเสี่ยงด้านความปลอดภัยของตัวเอง

ในทางกลับกัน บริษัทที่ดูเหมือนจะเข้าใจเอาตัวรอดได้ดีก็คือ เมตา (Meta) จากความร่วมมือกับ Ray-Ban ในการผลิตแว่นตาอัจฉริยะที่ดูเหมือนแว่นกันแดดทั่วไปก่อนที่จะเป็นอุปกรณ์เทคโนโลยี หรือการร่วมมือกับ Oakley ในตลาดแว่นตากีฬา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้คนคุ้นเคยกับการสวมใส่อุปกรณ์ตรวจจับต่างๆ อยู่แล้ว ทำให้ผลิตภัณฑ์ AI ที่ดีที่สุดจะต้องเป็นสินค้าที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี

เมื่อเป็นเช่นนั้น อนาคตของอุปกรณ์สวมใส่ AI จึงอาจไม่ได้ถูกผูกขาดโดยรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อาจอยู่ในรูปแบบของแหวน หรือสร้อยคอ อุปกรณ์เหล่านี้อาจเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เกิดความกลมกลืนไปกับชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้ ผลสำรวจจาก Bain & Company ระบุว่า ในสหรัฐฯ เพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ถือครองอุปกรณ์สวมใส่ AI อย่างไรก็ดี ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องของราคา หรือการทำตลาด หากแต่เป็นความสามารถในการผสานเทคโนโลยีให้เข้ากับชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติและไร้รอยต่อ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากมากๆ ของบริษัทเทคโนโลยี โดยเฉพาะการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผู้คนลืมไปว่าตอนนี้กำลังใช้สินค้า AI Wearables อยู่

ที่มา: Inc.