ซีอีโอบริษัทคลาวด์ เชื่อว่า AI อาจแย่งงานที่มีความรูทีนได้ เพียงแต่งานประเภทที่ใช้วิจารณญาณ และความเชี่ยวชาญ จะเป็นทักษะที่องค์กรขาดไม่ได้

แอรอน เลวี ซีอีโอของบริษัทเทคโนโลยีคลาวด์อย่าง Box ให้ความเห็นเกี่ยวกับการที่ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเปลี่ยนแปลงอนาคตการทำงาน และเทคโนโลยีนี้ได้คุกคามต่ออาชีพการงานมากแค่ไหน เลวี มองว่า เมื่อนำ AI มาใช้ในที่ทำงาน มันมักจะเข้ามารับหน้าที่ในสัดส่วน 80 เปอร์เซ็นต์แรก ซึ่งก็คืองานที่ต้องทำซ้ำๆ หรือใช้แรงงานหนัก

ในขณะที่สัดส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายคือพื้นที่ของมนุษย์ ซึ่งประกอบไปด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน วิจารณญาณ และการสร้างความสัมพันธ์ สิ่งเหล่านี้ที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นบุคลากรที่หาใครมาแทนไม่ได้ และ AI จะเป็นเพียงตัวช่วยเปิดพื้นที่ให้เราได้สร้างสรรค์คุณค่าในส่วนนี้ได้อย่างเต็มที่

หากลองมองให้เห็นภาพที่กว้างและลึกขึ้น เมื่อเราลองพิจารณาการทำงานของทนายความ ในแต่ละสัปดาห์ทนายความรุ่นใหม่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ค้นหาจุดเชื่อมโยงของคดี และสรุปข้อกฎหมาย ซึ่งนั่นคืองานในส่วน 80 เปอร์เซ็นต์ ที่ใช้เวลายาวนาน น่าเบื่อ และสามารถสอนให้เครื่องจักรทำซ้ำได้

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีลูกความคนไหนจ้างทนายความเพราะความสามารถในการสรุปเอกสาร พวกเขาคาดหวังการต่อสู้คดีที่โน้มน้าวใจ การชักจูงผู้พิพากษา หรือการกอบกู้ข้อตกลงทางธุรกิจที่กำลังจะล้มเหลว ซึ่งนี่คืองานในส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ ที่มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่ทำได้

เช่นเดียวกับวิศวกรความปลอดภัยทางไซเบอร์ เมื่อเกิดการโจมตีระบบแบบเรียลไทม์ AI อาจช่วยตรวจจับรูปแบบที่ผิดปกติได้ แต่วิศวกรคือคนที่ต้องตัดสินใจภายใต้ความกดดัน และข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนเพื่อหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งความเชี่ยวชาญ และวิจารณญาณเหล่านี้คือสิ่งที่ข้อมูลดิบไม่สามารถให้คำตอบที่ตายตัวได้

...

ปรากฏการณ์นี้ไม่ต่างจากยุคที่เครื่องคิดเลขถูกนำมาใช้ มันไม่ได้ทำให้ความต้องการนักคณิตศาสตร์ลดลง แต่กลับช่วยรับภาระการคำนวณซ้ำๆ และทำให้นักคณิตศาสตร์มีเวลาไปจดจ่อกับการคิดค้นสมการระดับสูงมากขึ้น ซึ่ง AI ก็กำลังทำสิ่งเดียวกันกับงานที่ใช้ความรู้ เพียงแต่มันเกิดขึ้นในทุกวงการพร้อมกัน

ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการเลิกแข่งขันกับเครื่องจักรในด้านความเร็ว แต่ให้หันมามุ่งเน้นที่การพัฒนาวิจารณญาณ การสร้างจุดยืนทางความคิดที่ตกผลึกจากประสบการณ์ตรง และการสะสมความไว้วางใจจากลูกค้าซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งประสบการณ์เหล่านั้นจะช่วยให้คนทำงานยังอยู่รอดต่อไปได้ในยุค AI

ที่มา: FastCompany