เมื่อ “เทคโนโลยี” กำลังเปลี่ยนโอกาสการรักษาของคนไทย
ระบบสาธารณสุขไทยในวันนี้ กำลังยืนอยู่ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจำนวนผู้ป่วยที่มากขึ้น และทรัพยากรทางการแพทย์ที่ยังมีจำกัด โดยเฉลี่ยแพทย์ 1 คน ต้องดูแลคนไข้ถึง 2,497 ราย สะท้อนภาระงานที่เพิ่มขึ้นของบุคลากรทางการแพทย์
ตัวเลขนี้สะท้อนภาพชัด ความต้องการเข้ารับบริการที่สวนทางกับบุคลากรทางการแพทย์โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ทำให้ “เวลา” กลายเป็นสิ่งมีค่าที่สุด และในบริบทนี้ “AI” หรือปัญญาประดิษฐ์ จึงเข้ามาในบทบาทสำคัญไม่ใช่เพื่อแทนที่แพทย์ แต่เพื่อ “ช่วยให้แพทย์ดูแลคนไข้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
เมื่อระบบสาธารณสุขทั่วโลกเผชิญโจทย์เดียวกัน
นายเอสนุ ฮาลิม Senior Regional Clinical Marketing Manager บริษัท ฟูจิฟิล์ม เฮลท์แคร์ เอเชีย แปซิฟิก อธิบายภาพใหญ่ของวงการแพทย์ในวันนี้ พร้อมชี้ให้เห็นบทบาทของ AI อย่างชัดเจนเมื่อระบบสาธารณสุขทั่วโลกกำลังเผชิญกับความต้องการด้านการวินิจฉัยที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ทรัพยากรยังมีอยู่อย่างจำกัด
“เรามุ่งมั่นสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ตั้งแต่การถ่ายภาพจนถึงการแปลผลทางการแพทย์ พร้อมบูรณาการ AI ขั้นสูงเข้ากับเทคโนโลยีการถ่ายภาพและเวิร์กโฟลว์ในการทำงานให้บุคลากรทางการแพทย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากยิ่งขึ้น AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่แพทย์ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น” นาย เอสนุ ฮาลิม กล่าวเสริม
เป้าหมายปลายทางจึงไม่ใช่แค่ความรวดเร็ว แต่คือ “ผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้นสำหรับผู้ป่วย”
เวทีที่ทำให้ “AI” ไม่ใช่แค่แนวคิด แต่คือของจริง
แนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นรูปธรรมในงาน “Fujifilm Visionary RadTech, Redefining X-ray with AI” รวมพลนักรังสีเทคนิค และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วประเทศกว่า 90 รายเพื่อร่วมสัมผัสการสาธิตการใช้งานเทคโนโลยีการวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ
ผู้เข้าร่วมได้ร่วมชมการสาธิตและเวทีแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ในสาขาสำคัญอย่างการถ่ายภาพวินิจฉัย โดยเครื่องมือคัดกรองโรคด้วย AI ของฟูจิฟิล์ม ช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำ ช่วยลดการวินิจฉัยความผิดปกติที่ผิดพลาดและลดความคลาดเคลื่อนในการอ่านผล เพิ่มความมั่นใจให้แพทย์ในการวิเคราะห์ผล และเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม
สะท้อนพันธกิจของฟูจิฟิล์มในการผลักดันให้คนไทยเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพได้มากขึ้น พร้อมลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์ผู้เป็นกำลังสำคัญในระบบสาธารณสุข
เปิดตัวเทคโนโลยีเรือธง ยกระดับการวินิจฉัย นายรัชกฤต เต็มบุญศักดิ์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจทางการแพทย์และสุขภาพ ดูแลในส่วนเครื่องเอกซเรย์และไอที บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “FDR Visionary Suite คือระบบเอกซเรย์ดิจิทัลระดับไฮเอนด์ที่ให้ภาพคมชัด ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะของฟูจิฟิล์ม ที่ช่วยยกระดับการดูแลผู้ป่วยและลดความเสี่ยงในการตรวจ พร้อมระบบจัดท่าอัตโนมัติด้วย AI ในการถ่ายภาพทรวงอก ช่วยเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพสำหรับแผนกรังสีวิทยาที่ต้องรับมือผู้ป่วยจำนวนมาก
“อีกหนึ่งโซลูชันที่เปิดตัวในงานคือ FDR Go iQ เครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่ ซึ่งออกแบบมาสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินและสภาพแวดล้อมที่มีทรัพยากรจำกัด มาพร้อมกำลังสูง ช่วยให้สามารถทำการตรวจเอกซเรย์ได้ทุกประเภทโดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังห้องเอกซเรย์ มาพร้อมซอฟต์แวร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยลดความซับซ้อนในการจัดท่าและยกระดับคุณภาพของภาพ นับเป็นการช่วยลดภาระบุคลากร ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือหอผู้ป่วยวิกฤต ช่วยร่นระยะเวลาการวินิจฉัยและสนับสนุนการตัดสินใจทางการแพทย์ได้อย่างทันท่วงที” นายรัชกฤต กล่าวเสริม
จากผู้พัฒนา สู่ “พันธมิตรของระบบสาธารณสุข”
นายโซ มารูโอะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายแนวคิดนี้ไว้อย่างชัดเจนว่าบทบาทขององค์กรในวันนี้ ไม่ได้จบแค่การส่งมอบนวัตกรรม แต่คือการ “เดินไปพร้อมกับระบบสาธารณสุข”
“ฟูจิฟิล์มยังคงเดินหน้าพันธกิจในการยกระดับระบบสาธารณสุขไทยผ่านนวัตกรรมล้ำสมัย โซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการผนึกกำลังกับบุคลากรทางการแพทย์ทุกระดับ ด้วยการผสานพลัง AI ในทุกขั้นตอนของกระบวนการดูแลผู้ป่วย ตั้งแต่การถ่ายภาพไปจนถึงการวินิจฉัยและการบริหารจัดการเวิร์กโฟลว์”
“เมื่อ AI ไม่ใช่อนาคต แต่คือ “ความหวังในวันนี้”
ในวันที่ระบบสาธารณสุขต้องแบกรับความท้าทายมากขึ้น AI อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่กำลังเป็น “ความหวัง” ที่ทำให้ระบบเดินไปข้างหน้าได้ดีขึ้น
เพราะทุกวินาที AI ทำงาน อาจหมายถึงโอกาสใหม่ของผู้ป่วย ชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คน ตลอดจนทุกการวินิจฉัยที่แม่นยำขึ้น
สุดท้ายแล้วคุณค่าที่แท้จริงของเทคโนโลยีอาจไม่ใช่ความล้ำสมัย แต่คือการทำให้ คนไทยเข้าถึงการรักษาที่ดีขึ้น…ได้จริง ตามหมุดหมายใหญ่ที่คอยขับเคลื่อนองค์กรอย่างฟูจิฟิล์มมาตลอด นั่นคือการ “แต่งแต้มรอยยิ้มให้โลกของเรา”