สัปดาห์นี้ ขอพาผู้อ่านเข้าสู่โหมดการค้นหาความคิดที่ดูจะสิ้นสุดไม่ได้ของ “อีลอน มัสก์” บุรุษผู้เรียกตัวเองว่า “เอเลี่ยนแห่งโลกมนุษย์” แทนที่เรื่องเดิมๆ ที่เราพบเจอมาตลอดทั้งเดือน
การปรากฏตัวของ มัสก์ บนเวทีการประชุม World Economic Forum 2026 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของปีนี้ ด้วยเนื้อหาที่ครอบคลุมตั้งแต่อนาคตของอารยธรรมมนุษย์ บทบาทของ AI และหุ่นยนต์ Humanoid ไปจนถึงเรื่องพลังงาน อวกาศ และความหมายของการมีชีวิต
วิสัยทัศน์ของ มัสก์ ไม่ได้หยุดอยู่แค่บริษัทในเครืออย่าง SpaceX หรือ Tesla แต่เขาได้สะกดผู้คนในห้องประชุมด้วยคำทำนายที่เขย่าโลกวา ภายในปี 2026 AI จะฉลาดกว่ามนุษย์หนึ่งคน และในปี 2030 จะฉลาดกว่ามนุษย์ทั้งโลกรวมกัน
มัสก์ ระบุว่าหุ่นยนต์ Optimus ของ Tesla จะสามารถทำงานที่ซับซ้อนได้ภายในสิ้นปี 2026 ก่อนจะเริ่มวางจำหน่ายจริงภายในสิ้นปี 2027 สิ่งนี้นำไปสู่แนวคิดสำคัญที่ว่า AI และหุ่นยนต์จะเป็นกุญแจสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนของโลก โดยเศรษฐกิจแห่งอนาคตจะถูกขับเคลื่อนด้วยหุ่นยนต์และพลังงานราคาถูก ซึ่งจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างโลกจากยุคแห่ง “ความขาดแคลน” ไปสู่ยุคแห่ง “ความอุดมสมบูรณ์”
ความมั่งคั่งไม่ใช่เงิน แต่คือความสามารถในการผลิต
มัสก์ เสนอให้เรานิยามคำว่าความมั่งคั่งใหม่ เขามองว่า “เงิน” เป็นเพียงตัวกลาง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือความสามารถของสังคมในการผลิตสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อชีวิตในต้นทุนที่ต่ำมากและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน หากอาหาร ที่อยู่อาศัย การเดินทาง และการดูแลสุขภาพ สามารถผลิตได้อย่างมหาศาลด้วยต้นทุนที่เข้าใกล้ศูนย์ มนุษย์ทั้งโลกจะมั่งคั่งขึ้นพร้อมกัน แม้รายได้เชิงตัวเงินจะไม่เพิ่มขึ้นเลยก็ตาม
...
สูตรเศรษฐกิจใหม่: เมื่อหุ่นยนต์แทนที่แรงงานมนุษย์
ในโลกอนาคต มัสก์ มองว่า GDP จะไม่ผูกติดกับจำนวนแรงงานหรือชั่วโมงการทำงานของมนุษย์อีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับสมการที่เรียบง่ายคือ:ศักยภาพเศรษฐกิจ = จำนวนหุ่นยนต์ X ความสามารถของหุ่นยนต์
หุ่นยนต์และ AI สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง พัฒนาความสามารถได้อย่างต่อเนื่อง และไม่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพเหมือนมนุษย์ หากโลกมีหุ่นยนต์ประสิทธิภาพสูงจำนวนมหาศาล ศักยภาพการผลิตของโลกจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เครื่องมือขจัดความยากจนเชิงโครงสร้าง
มัสก์ เชื่อว่าความยากจนเกิดจากต้นทุนการผลิตที่สูงเกินไป เมื่อ AI และหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่แรงงานในภาคการผลิต การก่อสร้าง โลจิสติกส์ ไปจนถึงการดูแลเด็กและผู้สูงอายุ ต้นทุนของสินค้าและบริการพื้นฐานจะลดลงอย่างรุนแรง ความยากจนเชิงโครงสร้างจะถูกทำลายลงไม่ใช่ด้วยการแจกเงิน แต่ด้วยการทำให้ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตมีอยู่อย่างเหลือเฟือจนทุกคนเข้าถึงได้
โลกที่มนุษย์ไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อความอยู่รอด
มัสก์ ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าในระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ มนุษย์จำนวนมากอาจต้อง “ตกงาน” แต่เขาเชื่อว่านี่ไม่ใช่โศกนาฏกรรม หากโลกสร้างความอุดมสมบูรณ์ได้จริง เศรษฐกิจจะเปลี่ยนจากการทำงานเพื่อ “เอาชีวิตรอด” เป็นการเลือกทำงานในสิ่งที่ “มีความหมาย” มนุษย์จะมีอิสระในการสร้างสรรค์ศิลปะ วิทยาศาสตร์ และความสัมพันธ์ แทนที่จะใช้พลังงานชีวิตทั้งหมดไปกับการแลกหยาดเหงื่อเพื่อปัจจัยพื้นฐาน
พลังงานราคาถูก: ตัวคูณสำคัญของความมั่งคั่ง
หัวใจสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจแบบนี้เกิดขึ้นได้คือพลังงานราคาถูกจำนวนมหาศาล มัสก์ให้ความสำคัญสูงสุดกับการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ และระบบจัดเก็บพลังงานผ่านแบตเตอรี่ เพราะ AI และหุ่นยนต์ต้องใช้พลังงานมหาศาล โดยเฉพาะหุ่นยนต์ Humanoid ที่กำลังถูกพัฒนาให้ทำงานได้อย่างละเอียดอ่อนใกล้เคียงมนุษย์ ซึ่งภายในปี 2030 หุ่นยนต์เหล่านี้จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ได้ในวงกว้าง โดยที่มนุษย์ยังคงเป็นผู้ควบคุมและกำหนดทิศทางเพื่อความปลอดภัย
บทสรุปจากวิสัยทัศน์ของ อีลอน มัสก์
เศรษฐกิจแห่งอนาคตตามมุมมองของ มัสก์ ไม่ใช่โลกที่มีเพียงคนไม่กี่กลุ่มที่รวยขึ้น แต่คือโลกที่ต้นทุนการมีคุณภาพชีวิตที่ดีลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ มนุษย์จะมั่งคั่งขึ้นไม่ใช่เพราะมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น แต่เพราะไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อซื้อคุณภาพชีวิตที่ดี
วิสัยทัศน์นี้ดูจะสวนทางกับแนวคิดของนักการเมืองและรัฐบาลไทยในปัจจุบัน ที่มักนำเสนอนโยบายแก้ปัญหาด้วยการลดราคาน้ำมันเป็นหลัก แทนที่จะนำเสนอการปฏิรูปโครงสร้างไปสู่พลังงานไฟฟ้าราคาถูกจากแสงอาทิตย์และพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่เหมือนที่หลายประเทศกำลังเร่งปรับตัว
แล้วผู้อ่านล่ะ ท่านเชื่อแบบเดียวกันนี้ไหม?!