ByteDance ลดสัดส่วนถือหุ้นเหลือ 20 เปอร์เซ็นต์ ตามเกณฑ์กฎหมายสหรัฐฯ พร้อมมอบอำนาจกลุ่มทุนอย่าง Oracle และ Silver Lake เข้าดูแลความปลอดภัยข้อมูลแบบครบวงจรครอบคลุมแอปพลิเคชันในเครือไม่ว่าจะเป็น CapCut และ Lemon8

ติ๊กต่อก ประกาศปิดดีลการแยกกิจการในสหรัฐฯ โดยออกมาในรูปแบบของบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) อย่างเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ เพื่อตอบรับข้อกำหนดตามกฎหมายปี 2024 ที่บังคับให้เลือกระหว่างการขายกิจการ หรือเผชิญกับคำสั่งแบน เนื่องจากเหตุผลด้านความมั่นคง โดยโครงสร้างใหม่นี้จะช่วยให้แอปพลิเคชันติ๊กต่อกยังคงดำเนินกิจการในสหรัฐฯ ต่อไปได้ภายใต้การตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งมาตรการความปลอดภัยภายใต้บริษัทร่วมทุนนี้จะครอบคลุมไปถึงแอปพลิเคชันอื่นในเครืออย่าง CapCut และ Lemon8 รวมถึงเว็บไซต์ต่างๆ ทั้งหมดในสหรัฐฯ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแล

ภายใต้ข้อตกลงการถือหุ้นใหม่ ไบต์แดนซ์ บริษัทแม่ของติ๊กต่อก จะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์การถอนการลงทุนที่กฎหมายกำหนด โดยมีกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ 3 ราย ได้แก่ Oracle, Silver Lake และ MGX จากอาบูดาบี เข้าถือหุ้นในสัดส่วนรายละ 15 เปอร์เซ็นต์ 

ขณะที่หุ้นส่วนที่เหลืออีกประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์จะเป็นการถือครองโดยกลุ่มนักลงทุนเดิมของไบต์แดนซ์ นอกจากนี้ยังมีผู้ร่วมลงทุนรายอื่นอย่างครอบครัวของไมเคิล เดลล์ และพันธมิตรจากกลุ่มทุน Dragoneer เข้าร่วมในโครงสร้างการเป็นเจ้าของใหม่นี้ด้วย ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ทำให้ไบต์แดนซ์ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างมากในเชิงนิติบุคคลใหม่ในสหรัฐฯ อีกต่อไป

ในด้านการบริหารงานและการกำกับดูแล อดัม เพรสเซอร์ ผู้บริหารด้านปฏิบัติการและความปลอดภัยที่ร่วมงานกับ ติ๊กต่อก มานานเกือบ 4 ปี จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของบริษัทร่วมทุนใหม่นี้ โดยมีคณะกรรมการบริหารจำนวน 7 คน ซึ่งเสียงข้างมากเป็นชาวอเมริกันและรวมถึง โชว ชิว ซีอีโอของติ๊กต่อก เข้าร่วมเป็นบอร์ดบริหารด้วย 

...

สำหรับการดำเนินงานในเชิงเทคนิคกลุ่มนักลงทุนหลักอย่าง Oracle, MGX และ Silver Lake จะมุ่งเน้นการจัดการในด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลเป็นสำคัญ ขณะที่ระบบอีคอมเมิร์ซ การโฆษณา และการตลาด จะยังคงอยู่ภายใต้การสนับสนุนของไบต์แดนซ์ ต่อไปตามลักษณะงานที่ถูกแบ่งสัดส่วนไว้ล่วงหน้า

การบรรลุข้อตกลงในครั้งนี้ถือเป็นการสิ้นสุดภาวะความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อมานานของติ๊กต่อกที่มีต่อรัฐบาลสหรัฐฯ และช่วยให้พนักงานของติ๊กต่อก ในสหรัฐฯ สามารถดำเนินงานต่อได้อย่างมั่นใจมากขึ้น หลังจากที่บริษัทได้เริ่มกระบวนการแยกนิติบุคคลตามลักษณะงานมาตั้งแต่ช่วงต้นปีเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมาย แม้ว่าในระยะถัดไปจะยังคงมีความท้าทายในการบริหารจัดการระหว่างฝ่ายความปลอดภัยข้อมูลและฝ่ายพาณิชย์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของคนละหน่วยงาน แต่ดีลนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ติ๊กต่อก สามารถรักษาฐานผู้ใช้งานและระบบนิเวศในทางธุรกิจในตลาดสหรัฐฯ เอาไว้ได้สำเร็จ

ที่มา: Business Insider