ข้อมูลการคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของแคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) ระบุว่า ในปี 2026 ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำและสนามทดสอบนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สำคัญของโลก โดยพบว่า มีอัตราการใช้งาน AI ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญสูงถึงร้อยละ 78 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ร้อยละ 72 แรงขับเคลื่อนหลักมาจากกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่และการเข้าถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีจำนวนมหาศาล ส่งผลให้นวัตกรรม AI แทรกซึมเข้าสู่การใช้ชีวิตประจำวันและภาคธุรกิจอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้านี้ถือเป็นดาบสองคมที่กำลังกำหนดทิศทางใหม่ของภัยคุกคามไซเบอร์ โดย AI จะเปลี่ยนบทบาทจากเครื่องมือเสริมไปสู่แกนหลักของทั้งการโจมตีและการป้องกันอย่างเต็มรูปแบบ
แนวโน้มที่น่ากังวลที่สุดในปี 2026 คือเทคโนโลยี Deepfake ที่จะกลายเป็นเครื่องมือหลักในการฉ้อโกง เนื่องจากอุปสรรคในการเข้าถึงเทคโนโลยีลดลง จนแม้แต่ผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญก็สามารถสร้างสื่อสังเคราะห์ทั้งภาพและเสียงที่มีความสมจริงสูงได้ในไม่กี่คลิก การพัฒนาของ Deepfake ออนไลน์แบบเรียลไทม์จะมีความแนบเนียนขึ้นจนสามารถจัดการวิดีโอผ่านกล้องเสมือนเพื่อหลอกลวงในการสื่อสารสดได้ ท่ามกลางความท้าทายของระบบการติดป้ายกำกับเนื้อหา ที่ยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานที่เชื่อถือได้และสามารถถูกหลอกหรือลบออกได้ง่าย โดยเฉพาะในโมเดลแบบเปิด ซึ่งจะส่งผลให้เส้นแบ่งระหว่างเนื้อหาโฆษณาที่ถูกกฎหมาย และเนื้อหาหลอกลวงมีความพร่าเลือนจนยากจะแยกแยะได้ด้วยตาเปล่าหรือระบบตรวจจับทั่วไป
ในด้านห่วงโซ่การโจมตีทางไซเบอร์ AI จะถูกนำไปใช้งานในเกือบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมการ การหาช่องโหว่ การเขียนโค้ดมัลแวร์ ไปจนถึงการสร้างหน้าเว็บฟิชชิง และอีเมลหลอกลวงที่มีความประณีตสูง โดยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) จะช่วยให้ผู้ก่อภัยคุกคามสามารถทำงานอัตโนมัติได้มากขึ้นและปกปิดร่องรอยการโจมตีได้ดีกว่าเดิม
...
นอกจากนี้ การเติบโตอย่างรวดเร็วของโมเดลโอเพนซอร์ส (Open Source) ที่ขาดกลไกการควบคุมที่เข้มงวดทัดเทียมกับโมเดลแบบปิด จะกลายเป็นช่องทางสำคัญให้ผู้ก่อภัยคุกคามนำไปปรับแต่งเพื่อสร้างเครื่องมือโจมตีที่มีประสิทธิภาพสูงและแพร่กระจายได้ในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยเช่นกัน โดยจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบที่ใช้เอเจนต์ (Agent-based systems) ซึ่งสามารถสแกนโครงสร้างพื้นฐาน และวิเคราะห์บริบทของภัยคุกคามได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยลดภาระงานประจำ และช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญตัดสินใจได้แม่นยำขึ้นผ่านส่วนต่อประสานภาษาธรรมชาติ ที่เปลี่ยนจากการใช้คำสั่งทางเทคนิคที่ซับซ้อนมาเป็นการโต้ตอบด้วยภาษาทั่วไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจจับและระงับเหตุการณ์ภัยคุกคามที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น
เพื่อรับมือกับภูมิทัศน์ความปลอดภัยที่เปลี่ยนแปลงไป องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องปรับตัวผ่านมาตรการเชิงรุกที่สำคัญ ทั้งการอัปเดตซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอเพื่อปิดช่องโหว่ การจำกัดการเข้าถึงบริการเดสก์ท็อประยะไกล จากสาธารณะ และการสำรองข้อมูลแยกออกจากเครือข่ายหลัก
นอกจากนี้ การสร้างความตระหนักรู้และการฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจถึงความเสี่ยงของ Deepfake และสื่อสังเคราะห์จะกลายเป็นวาระสำคัญด้านความปลอดภัยที่ทุกองค์กรต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากนวัตกรรม AI ควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างยั่งยืน