เปิดผลวิจัย Wisesight พฤติกรรม Gen Z ทำยอดเอนเกจเมนต์พุ่ง
การศึกษาล่าสุดจากบริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ในช่วงระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ถึง 11 มกราคม 2569 เปิดเผยว่า การเมืองกลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างเอนเกจเมนต์ถล่มทลายกว่า 158 ล้านครั้ง จากข้อความที่ถูกส่งต่อและแสดงความเห็นมากกว่า 5 แสนข้อความ
ข้อมูลเชิงลึกของไวซ์ไซท์ระบุว่า เฟซบุ๊ก (Facebook) ยังคงเป็นสมรภูมิหลักที่พรรคการเมือง และสื่อมวลชนใช้ในการกระจายข่าวสารและนโยบายด้วยสัดส่วนกว่าร้อยละ 65 ด้วยจำนวนข้อความสูงสุดกว่า 3 แสนข้อความ และสร้างเอนเกจเมนต์ได้ราว 71 ล้านครั้ง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตาคือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของติ๊กต่อก (TikTok) ที่ก้าวขึ้นมาเป็นพื้นที่สร้างไวรัลทางการเมืองอันดับสอง ด้วยตัวเลขร้อยละ 10 จำนวนข้อความประมาณ 5 หมื่นข้อความ และสร้างเอนเกจเมนต์ได้กว่า 62 ล้านครั้ง แม้จะมีจำนวนโพสต์น้อยกว่าแพลตฟอร์มอื่นหลายเท่าตัว แต่กลับสร้างแรงกระเพื่อมได้ใกล้เคียงกับเฟซบุ๊ก สะท้อนให้เห็นว่าคอนเทนต์รูปแบบวิดีโอสั้น และอัลกอริทึมที่เน้นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ กำลังกลายเป็นสิ่งที่ชิงพื้นที่การมองเห็นจากผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียในวงกว้าง
...
ด้านความนิยมรายพรรค พรรคประชาชนสามารถสร้างปรากฏการณ์ครองพื้นที่สื่อออนไลน์ได้อย่างเบ็ดเสร็จด้วยยอดเอนเกจเมนต์สูงถึง 70 ล้านครั้ง โดยอาศัยกลยุทธ์การสื่อสารที่เน้นการตั้งคำถามต่อโครงสร้างสังคม และประเด็นเชิงอุดมการณ์ ซึ่งสร้างทั้งกระแสสนับสนุนและข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนในเวลาเดียวกัน
ขณะเดียวกันการเปิดตัวทีมงานมืออาชีพ เช่น การเปิดตัว มุนินทร์ พงศาปาน, บวรศม ลีระพันธ์ รวมถึง เพียงพนอ บุญกล่ำ ก็ได้ช่วยดึงดูดความสนใจจากกลุ่มชนชั้นกลางที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบ แม้ว่าตัวแทนของพรรคจะต้องเผชิญกับความท้าทายจากกลุ่มผู้เห็นต่างในบางพื้นที่ก็ตาม
นอกเหนือจากพรรคประชาชนแล้ว ยังมีมุมมองที่น่าสนใจที่มีต่อพรรคเพื่อไทย ซึ่งดร.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยเป็นคนชูแคมเปญปรับเครื่องยนต์เศรษฐกิจ และนโยบายที่เน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โดยใช้ตัวแทนรุ่นใหม่มาสร้างสีสันเพื่อลดภาพลักษณ์ความขัดแย้งเดิม ควบคู่ไปกับการตอบโต้ทางการเมืองที่เข้มข้นบนเวทีปราศรัยใหญ่ โดยมียอดเอนเกจเมนต์มากกว่า 21 ล้านครั้ง
พรรคภูมิใจไทยขยับขึ้นมาในอันดับสาม มียอดเอนเกจเมนต์กว่า 15.2 ล้านครั้ง โดยผลพวงจากความนิยมส่วนตัวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล แยกออกจากพรรคด้วยตัวเลข 4.7 ล้านครั้ง และการผลักดันโครงการเศรษฐกิจระดับฐานรากที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าและผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นการสะท้อนว่านโยบายด้านปากท้องยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ชาวเน็ตให้ความสำคัญไม่แพ้ประเด็นเชิงโครงสร้าง
สำหรับพรรคเก่าแก่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และบารมีทางการเมืองของนายชวน หลีกภัย เริ่มแสดงให้เห็นถึงการกลับมาของฐานเสียงสายอนุรักษนิยมบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งมียอดเอนเกจเมนต์โดยรวมกว่า 7 ล้านครั้ง ขณะที่พรรคเศรษฐกิจก้าวขึ้นมาเป็นม้ามืดในอันดับที่ 5 มียอดเอนเกจเมนต์ 5.8 ล้านครั้ง จากการหยิบยกประเด็นด้านอธิปไตยและความมั่นคงขึ้นมาสื่อสาร ซึ่งสอดคล้องกับความสนใจของประชาชนในช่วงวิกฤตค่าครองชีพที่ต้องการเห็นทางออกด้านเศรษฐกิจที่ชัดเจน