Xiaomi ส่ง Redmi Note 15 Series เน้นโครงสร้างสุดแกร่ง รองรับการตก และแรงกระแทก กันน้ำ IP69K แบตเตอรี่ SiC ใช้งานยาวนาน 6 ปี
เสียวหมี่ ประเทศไทยประกาศวางจำหน่ายสมาร์ทโฟนตระกูล Redmi Note 15 Series อย่างเป็นทางการ 4 รุ่น ได้แก่ Redmi Note 15 Pro+ 5G, Redmi Note 15 Pro 5G, Redmi Note 15 5G และ Redmi Note 15 โดยการพัฒนาในรอบนี้เน้นไปที่การปรับปรุงโครงสร้างความแข็งแกร่งภายใต้แคมเปญ Redmi Titan ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่ซิลิคอน-คาร์บอน (Silicon-Carbon) มาใช้เป็นครั้งแรกในซีรีส์นี้เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของพลังงานในตัวเครื่องที่มีขนาดกะทัดรัดลง
Redmi Note 15 Pro+ 5G ซึ่งเป็นรุ่นท็อปของซีรีส์นี้ มีการติดตั้งแบตเตอรี่ซิลิคอน-คาร์บอน (SiC) บนความจุ 6,500mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว 100W HyperCharge และระบบชาร์จย้อนกลับ (Reverse Charging) ที่ 22.5W
...
ทั้งนี้เทคโนโลยี SiC ยังทำงานร่วมกับระบบการจัดการพลังงานของเสียวหมี่ โดยมีจุดมุ่งหมายก็คือ ทำให้สุขภาพของแบตเตอรี่ หรือ Battery Health มีอายุไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ หลังผ่านการชาร์จจำนวน 1,600 รอบ หรือประมาณ 6 ปี ขณะที่รุ่น Redmi Note 15 5G มีจุดเด่นที่ความบาง 7.35 มิลลิเมตร แต่สามารถบรรจุแบตเตอรี่ SiC ได้ที่ความจุ 5,520mAh และรุ่นมาตรฐาน Redmi Note 15 อัปเกรดความจุแบตเตอรี่ขึ้นมาเป็น 6,000mAh
ในด้านความทนทาน Redmi Note 15 Pro และ Redmi Note 15 Pro+ เสียวหมี่บอกว่า ได้รับการรับรองจาก SGS Premium Performance ผ่านโครงสร้าง Redmi Titan ที่ใช้แผงวงจรหลักความแข็งแรงสูงร่วมกับเฟรมกลางเสริมแรงและโครงสร้างดูดซับแรงกระแทกหลายชั้น หน้าจอถูกปกป้องด้วยกระจก Corning Gorilla Glass Victus 2 ซึ่งสามารถตกจากความสูงได้ 2.5 เมตร โดยเฉพาะในรุ่น Redmi Note 15 Pro+ จะมีฝาหลังวัสดุไฟเบอร์กลาสที่มีความแข็งแรงสูงเพื่อช่วยดูดซับแรงกระแทกโดยไม่เพิ่มน้ำหนักเครื่อง
นอกจากนี้รุ่น Redmi Note 15 Pro ทั้งสองรุ่นยังยกระดับการป้องกันน้ำและฝุ่นสู่มาตรฐาน IP66, IP68, IP69 และ IP69K ซึ่งสามารถทนต่อแรงดันน้ำสูงและความร้อนได้ รวมถึงการแช่น้ำลึก 2 เมตรได้นานถึง 24 ชั่วโมง โดยมีจุดซีลกันน้ำภายในเครื่องรวม 17 จุด
...
การถ่ายภาพของ Redmi Note 15 Pro และ Redmi Note 15 Pro+ จะใช้เซนเซอร์ความละเอียด 200 ล้านพิกเซล HPE ขนาด 1/1.4 นิ้ว สามารถซูมแบบ Lossless ระดับเซนเซอร์ได้ที่ระยะ 2x และ 4x ครอบคลุมระยะโฟกัสเทียบเท่า 23 มม. ถึง 92 มม. ในเลนส์ตัวเดียว
ส่วนรุ่นมาตรฐานอย่าง Redmi Note 15 และ Redmi Note 15 5G ใช้เซนเซอร์หลักความละเอียด 108 ล้านพิกเซล มีระบบซูมเทเลโฟโต้ระดับออปติคัล 3x
...
ชุดซอฟต์แวร์ เสียวหมี่ได้นำ AI Creativity Assistant มาใช้ช่วยในการประมวลผลภาพถ่ายบุคคลความละเอียดสูง และมีฟีเจอร์ AI Remove Reflection สำหรับลบเงาสะท้อนในภาพผ่านการประมวลผลด้วย HyperAI
ประสิทธิภาพของตัวเครื่อง Redmi Note 15 Pro+ 5G จะใช้ชิปเซต Qualcomm Snapdragon 7s Gen 4 มีระบบระบายความร้อนที่เรียกว่า Xiaomi IceLoop ช่วยในการถ่ายเทความร้อนให้ดีขึ้น ขณะที่รุ่นอื่นๆ ใช้ชิปเซ็ตจาก Snapdragon และ MediaTek ตามลำดับรุ่น
ฟีเจอร์ AI เสียวหมี่ได้ทำความร่วมมือกับกูเกิล ในการนำ Gemini และการค้นหาด้วย Circle to Search นอกจากนี้ในรุ่น Redmi Note 15 Pro และ Redmi Note 15 Pro+ ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Xiaomi Offline Communication ที่รองรับการสื่อสารด้วยเสียงในระยะไกลระดับกิโลเมตรผ่านช่องสัญญาณพิเศษแม้ในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์
สำหรับราคาจำหน่ายของ Xiaomi Redmi Note 15 Series มีดังนี้
- Redmi Note 15 Pro+ 5G (12GB+512GB): ราคา 14,990 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีน้ำตาล Mocha Brown, สีฟ้า Glacier Blue และสีดำ
- Redmi Note 15 Pro 5G (12GB+512GB): ราคา 12,990 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สี Titanium Color, สีม่วง Mist Purple และสีดำ
- Redmi Note 15 Pro 5G (8GB+256GB): ราคา 9,999 บาท
- Redmi Note 15 5G (8GB+256GB): ราคา 8,499 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีฟ้า Glacier Blue, สีม่วง Mist Purple และสีดำ
- Redmi Note 15 (8GB+256GB): ราคา 6,699 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีฟ้า Glacier Blue, สีม่วง และสีดำ
...
เริ่มวางจำหน่ายพรุ่งนี้ 16 มกราคม 2569